โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดาวโจนส์” ปิดลบ 453 จุด กังวลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอตัว-ราคาน้ำมันพุ่ง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด หรือ -0.95%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,740.02 จุด ลดลง 90.69 จุด หรือ -1.33% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,387.68 จุด ลดลง 361.31 จุด หรือ -1.59%

ดัชนีดาวโจนส์ยังปรับตัวลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2568 ขณะที่ดัชนี S&P500 เผชิญสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนต.ค.

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%

ความอ่อนแอของตลาดแรงงานเกิดขึ้นท่ามกลางการนัดหยุดงานของพนักงานในภาคเฮลท์แคร์ รวมทั้งสภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรง

ตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาดทำให้ตลาดกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอตัว ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังผลักดันต้นทุนพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยทั้งสองด้านนี้อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินได้ยากขึ้น ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีความซับซ้อนมากขึ้น และเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาอีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ และส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเฟดจะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านทางทหาร ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากคำเตือนของกาตาร์ที่ระบุว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 12% ในวันศุกร์ แตะระดับสูงกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5% สู่ระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาน้ำมันกำลังเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลมากขึ้นทุกวัน ซึ่งทำให้ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น

ดัชนี Cboe Volatility Index ซึ่งเป็นดัชนีวัดระดับความวิตกกังวลของนักลงทุนในวอลล์สตรีท พุ่งขึ้น 5.74 จุด ปิดที่ 29.49 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดคาดว่าต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันผลกำไรของบริษัทต่าง ๆ และเพิ่มความเสี่ยงที่ภาวะสินเชื่อจะตึงตัวมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร

หุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนี S&P500 ลดลง 2.03%

หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น โดยหุ้นกลุ่มสายการบินโดยสารร่วงลง 4.07%

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.13% จากแนวโน้มที่ราคาพลังงานสูงขึ้นจะช่วยหนุนรายได้ของบริษัทพลังงาน

ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น BlackRock ร่วงลง 7.1% หลังบริษัทตัดสินใจจำกัดการถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อเอกชนขนาดใหญ่

หุ้น Western Alliance ร่วงลง 8.4% หลังยื่นฟ้อง Jefferies จากกรณีที่ Jefferies ไม่ชำระเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับ First Brands Group ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ล้มละลาย โดยหุ้น Jefferies ร่วงลง 13.5%

ส่วนหุ้น Marvell Technology ปิดพุ่งขึ้น 18.4% หลังบริษัทคาดการณ์ว่า รายได้ในปีงบประมาณ 2571 จะสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...