โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

20 ปีไทยติดกับดัก 'ประชานิยม' นโยบายหาเสียง 25 ล้านล้านขายฝัน ดัน GDP 5% แค่วาทกรรม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ดร.อัทธ์” ชี้นโยบายหาเสียง 51 พรรควงเงินรวม 25 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นประชานิยมฉาบฉวย ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง เตือนการการันตี GDP โต 5% เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ขณะที่ศักยภาพจริงของไทยโตได้ไม่เกิน 3-4%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ต่อกรณีการเลือกตั้งที่พรรคการเมือง 51 พรรคลงที่ลงแข่งขัน พบว่านโยบายหาเสียงมีวงเงินรวมกันสูงถึง 25 ล้านล้านบาทว่า ส่วนใหญ่เกือบ 100% เป็นนโยบาย “ประชานิยม” ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แตกต่างกันเพียงระดับความเข้มข้น

ที่ผ่านมาประเทศไทยวนเวียนอยู่กับนโยบายประชานิยมมาแล้วกว่า 20 ปี แต่เศรษฐกิจกลับไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบางด้านยังถดถอยลงด้วยซ้ำ เนื่องจากนโยบายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุและฉาบฉวยในระยะสั้น

ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของไทยคือ ศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคเกษตรและ SME โดยในภาคเกษตร นโยบายส่วนใหญ่มุ่งไปที่การประกันรายได้ ประกันราคา หรือประกันกำไร ซึ่งเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือยกระดับผลผลิตต่อไร่ (Yield) อย่างจริงจัง

ขณะที่ภาค SME ยังขาดนโยบายที่ชัดเจนในการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออก หรือรับมือกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาแข่งขันในประเทศ รวมถึงการพัฒนาแรงงานและบัณฑิตที่ยังไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสะท้อนจากผลการประเมิน PISA ที่นักเรียนไทยมีคะแนนด้อยกว่าเวียดนาม และวิชาด้าน STEM ยังตามหลังทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย

ในมุมของนโยบายสวัสดิการ ดร.อัทธ์ ตั้งคำถามต่อการเกทับกันของพรรคการเมืองว่า ทำเพื่อประชาชนจริงหรือเป็นเพียงเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ เนื่องจากนโยบายลดแลกแจกแถมทั้งหมดใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน และหากไม่เพียงพอสุดท้ายก็ต้องเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่ม

ตัวอย่างเช่น นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ซึ่งแม้แนวคิดจะต้องการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี แต่ใช้งบประมาณเพียงราว 3,300 ล้านบาทต่อปี ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งที่ใช้งบกว่า 44,000 ล้านบาท แต่ยังช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.1-0.2% เท่านั้น การแจกเงินล้านจึงเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดที่เปลี่ยนจากแจกเงินหมื่นมาเป็นเงินล้านให้ดูหวือหวา แต่ไม่ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

"ส่วนมาตรการลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน รถไฟฟ้า 20 บาท พักหนี้เกษตรกร รวมถึงนโยบายหวยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หวยใบเสร็จ หวยเกษียณ หวยบำเหน็จ ที่ถูกเกทับด้วย "ยิ่งกว่าพลัส" (รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%) ล้วนเป็นนโยบายประชานิยมทั้งสิ้น ขณะที่การปราบคอร์รัปชันถูกมองว่าเป็นเพียง “วาทกรรม” ทางการเมือง เนื่องจากสังคมไทยมีความคุ้นชินกับปัญหานี้มานาน และปัจจุบันยังมีรูปแบบใหม่อย่าง “ทุนสีเทา” หรือ “สแกมเมอร์” ซึ่งหลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม"

สำหรับการประกาศเป้าหมายผลักดัน GDP ให้เติบโต 4-5% เห็นว่าเป็นการให้เหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (Potential GDP) ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 3-4% เท่านั้น เนื่องจากถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาสังคมผู้สูงวัย ระบบราชการที่เทอะทะ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ดร.อัทธ์ เปรียบเทียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า เหมือน “รถเก่า” ที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไหล่มาเป็นเวลานาน เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจถูกใช้งานซ้ำโดยไม่มีการยกเครื่องใหม่ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคแรงงาน และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อการส่งออกที่ไม่เชื่อมโยงกับ SME ไทย ใช้ไทยเป็นเพียงฐานผ่านทาง (Transshipment) ทำให้ประเทศไม่ได้รับประโยชน์เชิงโครงสร้าง

ทั้งนี้ จากการรวบรวมนโยบายของ 51 พรรคการเมือง หากดำเนินการทั้งหมดจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 25 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะนโยบายเกษตรของบางพรรคเพียงพรรคเดียวก็ใช้งบถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินที่อยู่ราว 3.7 ล้านล้านบาทแล้ว ขณะที่แหล่งที่มาของเงินทุนส่วนใหญ่ยังขาดความชัดเจน และยังไม่เห็นนโยบายใดที่สามารถดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการไม่ใช่การแข่งแจก แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่ภาคการผลิต แรงงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงระบบราชการ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...