‘มาม่า’ ยอดขายลด กำไรดิ่ง 17.72% ผลกระทบจากเศรษฐกิจ ตลาดต่างประเทศชะลอซื้อ
บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน)หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป“มาม่า” รายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายรวม 27,649.40 ล้านบาท ลดลง 1,956.60 ล้านบาท หรือลดลง 6.61% จากปีก่อน โดยยอดขายเฉพาะกิจการ TFMAMA ลดลง 5.56% อันเป็นผลจากแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมการแข่งขันและภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 3,707.52 ล้านบาท ลดลง 774.19 ล้านบาท หรือลดลง 17.27% จากปีก่อน โดยกำไรสุทธิของงบเฉพาะกิจการ TFMAMA อยู่ที่ 3,000.62 ล้านบาท ลดลง 15.84% จากผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนแรงกดดันจากยอดขายต่างประเทศที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ แม้บริษัทฯ ยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักในประเทศและสถานะผู้นำตลาดในหลายกลุ่มสินค้าได้อย่างต่อเนื่องก็ตาม
สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมบะหมกึ่งสำเร็จรูปของประเทศไทยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 23,126ล้านบาท เติบโต 1.5% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ท่ามกลางการเติบโตของตลาดอยู่ในระดับจำกัด แต่การแข่งขันกลับมีความเข้มข้น โดยเฉพาะ “กลยุทธ์ราคา” และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้การขยายตัวของรายได้ใน ภาพรวมพึ่งพาทั้งการบริหารปริมาณขายและการปรับโครงสร้างสินค้าไปสู่กลุ่มมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทว่า “มาม่า” ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 50%
ทั้งนี้ ตลาดในประเทศฐานหลักยังมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูป โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคิดเป็น 53.06% ของยอดขายภายในประเทศรวม มีการเติบโต 2.3% จากปีก่อน โดยบะหมี่ฯแบบซองมีสัดส่วน 38.98% ของยอดขาย ภายในประเทศเติบโต 2.53% ขณะที่บะหมี่ฯแบบถ้วยหรือคัพมีสัดส่วน 14.07% เติบโต 1.67% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ สินค้าในกลุ่มพรีเมียมภายใต้ “OK Series” ช่วยยกระดับสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มและเสริมความ แข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าโดยรวม
ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยว และวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป มีสัดส่วน 3.96% ของยอดขายภายในประเทศและเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่น มียอดขายเพิ่มขึ้น 10.04% สอดคล้องกับภาพรวมตลาดที่เติบโตสูงถึง 21.9% และบริษัทฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาด“อันดับ 1” ถึง 51.3% จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ การขยายการกระจายสินค้า และการดำเนิน กิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ยอดขายทั้งเชิงมูลค่าและปริมาณปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป มีสัดส่วน 0.73% ของยอดขายภายในประเทศ “ลดลง 7.46”% จากการแข่งขันที่เข้มขันและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ เปลี่ยนแปลง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ข้าวต้มกึ่งสำเร็จรูปมีสัดส่วน 0.59% เติบโต 3.74% สะท้อนความต้องการสินค้าอาหารพร้อมบริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย
ด้านรายได้จากตลาดต่างประเทศซึ่งมีสัดส่วน 20.51% ของรายได้ “ลดลง 17.49%” จากปีก่อน โดยผลการดำเนินงานได้รับแรงกดดันจากปริมาณคำสั่งซื้อในหลายภูมิภาคที่ชะลอตัวจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุน วัตถุดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาระดับความสามารถ ในการทำกำไรและเสริมความยืดหยุ่นของโครงสร้างทางการเงินในระยะยาว
สำหรับโครงสร้างรายได้ต่างประเทศ ตลาดหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชียสัดส่วน 43.4%รองลงมาคือยุโรป 30% สหรัฐอเมริกา 17.1% ออสเตรเลีย 4.8% แคนาดา 4.2% และแอฟริกาสัดส่วน 0.6%
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 บริษัทมองแนวโน้มตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 2.3– 3.3% โดยปัจจัยหนุนมาจากไลฟสไตล์ที่เร่งรีบทำให้ผู้บริโภคยังพึ่งพาอาหารกึ่งสำเร็จรูป ราคาที่เข้าถึงได้เหมาะสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงช่องทางจากร้านสะดวกซื้อต่างๆ ที่ขยายตัวและเข้าถึงผู้บริโภคทั่วทุกพื้นที่ ทว่า ความเสี่ยงของธุรกิจยังมี โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบที่ไม่แน่นอน เช่น ราคาข้าวสาลีมีความเสี่ยงจากภัยแล้งและภาวะโลกร้อนในประเทศผู้ผลิตหลัก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียและแคนาดา
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาแหล่งวัตฤดิบทางเลือกใหม่ๆ และการวิจัยพัฒนาสูตรการผลิตที่สามารถใช้วัตถุดิบ ทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทาง เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่าง ยังยืนในระยะยาว ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทยังยกระดับการบริหารจัดการความยังยืน ให้เชื่อมโยงกับกลยุทธธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง โดยครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนวทางดังกล่าวมุ่งสนับสนุนเสถียรภาพของต้นทุน ความ มั่นคงของการจัดหาวัตถุดิบ และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาวบริษัทฯ จะยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน