โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวังภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้าจีนทะลัก

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวังภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้าจีนทะลัก

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมใส่อุตสาหกรรมเหล็กไทย ทั้งปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และสงครามราคาที่ดุเดือด ล่าสุดภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาระดมความเห็นในงานสัมมนา “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย” โดยชี้ว่า ‘มาตรฐานผลิตภัณฑ์’ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยพยุงทั้งความปลอดภัยของประชาชนและความอยู่รอดของผู้ผลิตไทย

2569 ปีแห่งความท้าทายและการต่อสู้ของเหล็กไทย

บัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฉายภาพสถานการณ์ปี 2569 ว่ายังคงเป็นปีที่ยากลำบาก แม้คาดการณ์ว่าการบริโภคเหล็กในประเทศจะสูงเกิน 17 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตไทยกลับมีส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้น้อยลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของไทยในปี 2568 ดีขึ้นเล็กน้อยจากสองปีก่อนหน้าที่ต่ำกว่า 30% แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับ 32% เท่านั้น ขณะที่การนำเข้าเหล็กของไทยยังสูงถึง 11 ล้านตัน หรือราว 2 ใน 3 ของการบริโภคทั้งหมด โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยจีนกำลังเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินกว่า 200 ล้านตัน จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ทำให้ต้องระบายเหล็กออกมาทั่วโลก ปีที่ผ่านมาจีนส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ 119 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาส่งออกมาไทยเฉลี่ยลดลง 12%

“แม้ภาครัฐจะออกมาตรการทางการค้าต่างๆหลายมาตรการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่การนำเข้าเหล็กจากประเทศจีนไม่ได้ลดลง กลับเพิ่มขึ้นทุกปีในและยังพบลักษณะของการทุ่มตลาดและการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดด้วยวิธีการต่างๆ” บัณฑูรย์กล่าว

ทำไมต้องคุมผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นทาง

บัณฑูรย์กล่าวต่อว่า การควบคุมกรรมวิธีการผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นทาง เช่น มาตรฐานเหล็กเส้นไทยที่ใช้อยู่ก่อนปี 2559 เช่นเดียวกับมาตรฐานเหล็กเส้นจีนฉบับปัจจุบัน สามารถสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ลดภาระในการกำกับดูแล สร้างความมั่นใจในคุณภาพเหล็กเส้นซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อความมั่นคงของสิ่งก่อสร้าง

การมีมาตรฐานที่ควบคุมตั้งแต่ต้นทางคือการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ เพราะเหล็กที่ด้อยมาตรฐานอาจไม่ก่อปัญหาในระยะสั้น แต่จะไม่สามารถรองรับความต้องการใช้งานในบริบทของการก่อสร้างสมัยใหม่และภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นได้ การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นจึงเป็นการวางกรอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ

กรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือปัญหาของ Metal Sheet หรือเหล็กเคลือบโลหะผสมของสังกะสี ที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตในไทยได้รับความเชื่อถือเรื่องความทนทานนานหลายสิบปีเพราะมีการเคลือบที่ได้มาตรฐาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการขาดมาตรฐานภาคบังคับ ทำให้มีสินค้าคุณภาพต่ำ เคลือบบางเพื่อลดต้นทุน เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า แม้ตอนซื้อใหม่ๆ จะดูดี แต่ผ่านไปเพียง 1-2 ปีก็สีซีดและเกิดสนิม สร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคจนนำไปสู่การร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคต้องเข้ามาดูแล

สำหรับเหล็กเส้น การควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางหรือตั้งแต่กรรมวิธีการผลิต ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาระยะยาว โดยมีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเทคโนโลยีการผลิต 2 รูปแบบ คือ

  • กรรมวิธี EAF (Electric Arc Furnace) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ออกซิเจนในการหลอมและมีความจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการปรุงในเตาปรุง เพื่อกำจัดสิ่งเจือปนและสารตกค้าง เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ทำให้สามารถรับมือกับวัตถุดิบเศษเหล็กที่ไม่สะอาดได้ดี ซึ่งกรรมวิธีนี้ไม่สามารถข้ามขั้นตอนการปรุงเหล็กได้ จึงมั่นใจได้ในคุณภาพเนื้อเหล็ก

  • ส่วนกรรมวิธี IF เป็นเพียงการนำเศษเหล็กมาให้ความร้อนเพื่อหลอมใหม่ หากวัตถุดิบสกปรก เนื้อเหล็กที่ได้ก็จะสกปรกตามไปด้วย นอกจากนี้ เตา IF ยังเอื้อให้ผู้ผลิตสามารถข้ามขั้นตอนการปรุงเหล็ก เพื่อตัดต้นทุนการควบคุมคุณภาพได้ง่าย ซึ่งก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตที่รักษามาตรฐาน

บทเรียนจากจีน ยกระดับการผลิตเหล็กทั่วประเทศ

รุ่งโรจน์ เลิศอารมย์ รองประธานสายงานมาตรฐาน กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. หยิบยกกรณีศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) มากที่สุดในโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุการณ์ แผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ปี 2008 ที่มีอาคารบ้านเรือนและโรงเรียนพังถล่มเป็นจำนวนมาก และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90,000 คน การสอบสวนพบว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการใช้เหล็กเส้นคุณภาพต่ำที่ผลิตจากเตา IF ซึ่งเปราะบางและไม่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน

เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลจีนประกาศนโยบายเด็ดขาดในปี 2560 สั่งปิดตายโรงงานเหล็กแบบ IF กว่า 600 แห่ง กำลังการผลิตรวม 120 ล้านตัน และปรับปรุงมาตรฐานใหม่ในปี 2561 และ 2567 โดยกำหนดให้ควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อปิดความเสี่ยง

ต้นทุนสูงขึ้น 5-8% ดีกว่าเสี่ยงตึกถล่ม

ระหว่างงานสัมมนา “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย” กลุ่มผู้ค้าเหล็กและวิศวกรมีข้อเสนอแนะตรงกันว่า มอก. เหล็กเส้นฉบับใหม่ ต้องกำหนดให้ระบุกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจน และควรส่งเสริมการผลิตแบบ EAF หรือ BOF ที่ควบคุมคุณภาพได้จริง แทนการพึ่งพาการสุ่มตรวจสินค้าที่ปลายทาง ซึ่งมักเกิดช่องโหว่

บัณฑูรย์ ย้ำว่า “การคุมต้นทางอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 5-8% แต่นี่คือสิ่งก่อสร้างที่จะอยู่กับเราไปชั่วลูกชั่วหลาน เหล็กเป็นต้นทุนก่อสร้างเพียง 6% ของโครงการ การยอมเพิ่มต้นทุนส่วนนี้เพื่อแลกกับความปลอดภัยของชีวิตประชาชน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการลดมาตรฐาน”

พลิกวิกฤตด้วย ‘เหล็กกรีน’ รับกติกาโลก

นอกจากการแก้ปัญหาคุณภาพและความปลอดภัย การยกระดับการผลิตมาสู่ระบบ EAF ยังสอดรับกับกติกาโลกใหม่อย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนในปี 2569

ผู้ผลิตเหล็กไทยที่ใช้เตา EAF มีแต้มต่อสำคัญ เพราะกระบวนการนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่ำกว่ากระบวนการถลุงจากแร่เหล็กถึง 1 ใน 3

“นี่คือโอกาสของเหล็กไทยในตลาดโลก หากเราสามารถพิสูจน์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใส และภาครัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เราจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำด้วยการทุ่มตลาด กลายเป็นผู้ส่งออกเหล็กเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้” บัณฑูรย์กล่าว

ภาพ: CFOTO/Future Publishing via Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...