จากสายน้ำสู่มหาสมุทร มองความหวังการเมืองไทย ผ่านบทเพลง A Change Is Gonna Come
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
จากสายน้ำสู่มหาสมุทร
มองความหวังการเมืองไทย
ผ่านบทเพลง A Change Is Gonna Come
ในวันที่บารัก โอบามา กล่าวสุนทรพจน์เพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของอเมริกา คำพูดที่จับใจผู้ที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยทั่วโลกก็คือการหยิบเอาส่วนหนึ่งของเพลงโซล, อาร์แอนด์บีที่เรียกร้องสิทธิพลเมืองให้กับชาวแอฟริกัน/อเมริกันมาอย่างยาวนานเพลงหนึ่งมาเป็นหัวใจสำคัญ ส่งผลให้มันกลายเป็นสุนทรพจน์ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลกทันที
บารัก โอบามา กล่าวว่า “หนทางที่ทอดไปข้างหน้านั้นช่างยาวไกล แต่ทว่าในค่ำคืนนี้ ด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายที่เราได้ทุ่มเทลงไปในการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้ ในห้วงเวลาแห่งการชี้ชะตา ในที่สุดความเปลี่ยนแปลงก็ได้เดินทางมาถึงอเมริกาแล้ว”
หนทางที่ยาวไกลและความเปลี่ยนแปลงที่บารัก โอบามา กล่าวถึงในสุนทรพจน์เป็นส่วนหนึ่งในเนื้อเพลง A Change Is Gonna Come ของแซม คุก
โดยที่มาของเพลงนี้มีเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไรนัก แต่มันกลับบานปลายใหญ่โตจนทำให้แซม คุก ถึงกับถูกตำรวจจับกุมตัวเลยทีเดียว
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ปี ค.ศ.1963 แซม คุก พร้อมด้วยบาร์บารา ภรรยาของเขาและคณะได้เดินทางไปถึงโรงแรม Holiday Inn North ในเมืองชรีฟพอร์ต รัฐลุยเซียนา
ในระหว่างที่แจ้งเช็กอินพนักงานโรงแรมที่เห็นพวกเขาเป็นคนผิวดำได้แจ้งไปว่าไม่มีห้องว่างเลย ทั้งๆ ที่เขาได้จองห้องล่วงหน้าไว้แล้ว
การถกเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ทำให้ภรรยาเตือนแซม คุก ว่า “พวกเขาฆ่าคุณได้เลยนะ”
แต่ความโด่งดังก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ แซม คุก ที่ขับรถออกจากโรงแรมพร้อมบีบแตรดังสนั่นเป็นการประท้วงถูกตำรวจจับในข้อหาก่อความไม่สงบ
วีรกรรมของแซม คุก ในครั้งนั้นทำให้หนังสือพิมพ์ The New York Times ถึงกับพาดหัวข่าวว่า “Negro Band Leader Held in Shreveport” (หัวหน้าวงดนตรีนิโกร ถูกรวบตัวที่ชรีฟพอร์ต)
ด้วยความที่แซม คุก ชอบเพลง Blowin’ in the Wind ของบ็อบ ดีแลน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาเผชิญหน้ากับเหตุถูกตำรวจจับเพียงเพราะเป็นคนผิวดำทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมถึงไม่แต่งเพลงที่เนื้อเพลงพูดถึง “ความหวังและความเปลี่ยนแปลง” ในทำนองเดียวกันกับที่บ็อบ ดีแลน ศิลปินผิวขาวเขียนเพลงที่สื่อถึงการถูกผู้มีอำนาจกดขี่ได้อย่างลึกซึ้งแบบนั้นบ้าง
ประจวบเหมาะกับที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์เรียกร้องสิทธิพลเมืองให้คนผิวดำ “I have a dream” (ผมมีความฝันว่า…) ก็ทำให้เขาตัดสินใจจรดปากกาแต่งเพลง A Change Is Gonna Come ขึ้นมา
แซม คุก เปรียบเทียบวิถีชีวิตของชาวแอฟริกัน/อเมริกันที่ถูกกดขี่มาตลอดกับสายน้ำในลักษณะกวีนิพนธ์ได้อย่างลุ่มลึกว่า “I was born by the river In a little tent And just like the river I’ve been running ever since” ที่แปลได้ว่า “ฉันเกิดริมฝั่งแม่น้ำ ในเต็นท์หลังน้อย เฉกเช่นเดียวกับสายน้ำ ฉันยังคงต้องดิ้นรนว่ายวนเวียนอย่างไม่รู้จบนับแต่นั้นเป็นต้นมา”
แม่น้ำในความหมายของเพลงนี้มีความเชื่อมโยงกับพิธีศีลจุ่มของคริสตจักร Born-Again ที่เชื่อใน “การเกิดใหม่” ทางจิตวิญญาณ
ส่วนการไหลของน้ำมีวาระซ่อนเร้นด้วย คือกว่าที่จะสร้างชื่อได้ แซม คุก ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการร้องเพลงโซลและอาร์แอนด์บีที่ในยุคนั้นถูกตีตราว่าเป็นเพลงของคนชาติพันธุ์ที่ถูกแบ่งแยกเชื้อชาติอย่างชัดเจน
ส่วนอย่างหลังก็คือการเปรียบสายน้ำที่ไหลเวียนไม่รู้จบนั้นก็เหมือนกับการวิ่งหนีจากโชคชะตาของคนดำที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าไม่มีทางไหลไปสู่มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยเสรีภาพเหมือนกับคนขาว
แซม คุก ยอมรับในชะตากรรม ไม่เฉพาะแค่ตัวเขาเองเท่านั้นแต่หมายถึงคนดำทั่วโลกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมองว่าหนทางที่ยาวไกลนี้ในท้ายที่สุดแล้วมันก็มีเส้นชัยให้มองเห็น
ซึ่งนั่นคือความเปลี่ยนแปลง
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงที่ฟังแล้วเห็นถึงแสงสว่างแม้ในยามหลับตาแต่ก็ยังมีเนื้อเพลงอยู่ท่อนหนึ่งที่ฟังแล้วสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแบบบาดลึกและเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ความหวัง, ความฝันและความเปลี่ยนแปลงเดินทางมาไม่ถึง
ก็คือท่อนที่เขียนว่า “Then I go to my brother and I say, Brother, help me please. But he winds up knocking me Back down on my knees”
แซม คุก มองเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาถึงในไม่ช้าก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้หลับหูหลับตามองโลกสวยงามเพียงด้านเดียว
เพราะอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความจริงที่โหดร้ายซ่อนอยู่ด้วย
ท่อนนี้คำว่า “พี่น้อง” (Brother) อาจหมายถึงคนผิวดำด้วยกันเองที่เริ่มสิ้นหวังจนเกิดการแบ่งแยกเหยียบย่ำกันเอง
หรือถ้ามองความหมายในมุมที่กว้างไปกว่านั้นก็คือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ปฏิเสธความช่วยเหลือกันในยามที่ทุกข์ยากที่สุด
บทความนี้เขียนขึ้นก่อนถึงวันเลือกตั้งใหญ่ครั้งสำคัญในประเทศไทยเพียง 2 วัน
ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ผลว่า ส.ส.ของพรรคการเมืองใดจะได้ที่นั่งในสภาไปได้มากที่สุด รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากหรือรัฐบาลผสม การเลือกตั้งจะราบรื่นหรือมีอุปสรรคมากแค่ไหน? แต่ถึงจะอย่างนั้นความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นมาตั้งแต่ ส.ส.พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งในสภาไปได้ถึง 151 ที่นั่ง ในปี พ.ศ.2566 แล้ว
คำสำคัญในเพลงนี้ก็คือ Long time coming ที่แปลได้ว่า “การรอคอยอันยาวนาน” และ Defining Moment “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่บารัก โอบามา นำมากล่าวในสุนทรพจน์ ในบริบทของเพลง 2 คำนี้ซ่อนนัยสำคัญที่สื่อว่าไม่ว่าสายน้ำจะไหลแรงหรือว่ายาวแค่ไหนก็ตาม เมื่อมาถึงจุดหนึ่งสายน้ำนั้นย่อมไหลช้าลงหรือไม่ก็ผันเปลี่ยนไปรวมกับแม่น้ำสายอื่นๆ ในที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นแซม คุก, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ หรือบารัก โอบามา ต่างก็ฝันที่จะได้เห็นแม่น้ำสายนี้ไหลลงสู่ท้องทะเลกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับมหาสมุทร สิ่งนี้มีคุณค่าที่อยู่เหนือเสรีภาพด้วยซ้ำไป
เพราะนี่คือความฝันที่จะได้เห็นมวลมหาประชาชนที่ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหนหรือมีอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นไรก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
คําตอบที่ว่าแม่น้ำที่มีจุดกำเนิดเล็กๆ จะไหลลงสู่มหาสมุทรอย่างไพศาลได้อย่างไรโดยที่ไม่เซาะตลิ่งจนพังทลายลงไปเสียก่อนนั้นอาจจะ “ล่องลอยอยู่รอบตัวเราเหมือนสายลม” ตามเนื้อเพลง Blowin’ in the Wind ของบ็อบ ดีแลน
สายลมนี้เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน
กล่าวคือ คำตอบในการค้นหาความหมายของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขก็เหมือนสายลมที่พัดอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา
หรือว่ามันอาจจะปลิดปลิวหายไปกับสายลมที่ทำให้เรารู้สึกเย็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองมันอย่างไร
เราคงไม่ต้องรอคอยให้ถึงจุดเปลี่ยนนานขนาดนี้ ถ้าหากเรารู้ว่ามหาสมุทรอยู่ห่างออกไปไม่ไกลและเรารู้ทางที่จะเดินไปหามัน แทนที่จะหลับหูหลับตาเดินสะเปะสะปะจนออกนอกเส้นทางไปไกลสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้
เนื้อเพลงอีกหนึ่งท่อนสั้นๆ ที่ส่วนตัวแล้วรู้สึกมีความหวังอย่างน่าประหลาดในทุกครั้งที่ได้ฟังก็คือ “ฉันยังมีแรงที่จะหยัดยืนและก้าวต่อไปข้างหน้า” (I’m able to carry on)
เราอาจจะต้องต่อสู้กับความอุดมการณ์ของคนอื่นที่ต่างไปจากเรา แต่หากมันเป็นฉันทมติ สิ่งที่เราทำได้และควรทำก็คือหยัดยืนไปด้วยกันเพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็มาจากอธิปไตยของประชาชนส่วนใหญ่
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนองของแซม คุก สุนทรพจน์ของบารัก โอบามา หรือผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคในใจของแต่ละคนจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม
สิ่งที่ตอกย้ำคำว่า “ความเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่คือสายน้ำที่ไหลผ่านการรอคอยและการยืนหยัดอันยาวนาน
หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างและมองเห็นมหาสมุทรแห่งเสรีภาพเป็นจุดหมายเดียวกัน เราย่อมไม่ต้องหลงทางอยู่ในสายลมที่พัดผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย
เพราะเมื่อ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” มาถึง แม่น้ำทุกสายย่อมรวมตัวกันเป็นหนึ่ง
เพื่อรอวันที่จะประกาศก้องว่า วันที่ความเปลี่ยนแปลงมาถึงนั้นทรงพลังเพียงใด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากสายน้ำสู่มหาสมุทร มองความหวังการเมืองไทย ผ่านบทเพลง A Change Is Gonna Come
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly