โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิทัย’ ลุยคุมเทรดทองผ่านแอปฯ หวังสกัด ‘เงินแข็ง’ หลังหลุด31บาท

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ “ค่าเงินบาท” เป็นประเด็นที่กลับมาน่าห่วงต่อเนื่อง หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุด วานนี้ (21 ม.ค. 69) “เงินบาทแข็งค่า” ต่อเนื่อง และหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะระดับแข็งค่าสุดที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2564 หรือแข็งค่าที่สุดในรอบประมาณ 4 ปี 10 เดือน

ขณะที่ “ตลาดหุ้นไทย” ปิดตลาดพุ่ง 21.19 จุด มาอยู่ที่ 1,317.56 จุด หรือ 1.63% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 68,148.65 ล้านบาท

วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทในระยะนี้เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า ทั้งใน “ตลาดหุ้น” และ “ตลาดทุน” และราคาทองคำที่ปรับขึ้นอย่างร้อนแรงทำ “จุดสูงสุดใหม่” ส่งผลให้เกิดแรงซื้อทองคำในปริมาณมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงปัจจัยพื้นฐาน เงินบาทแข็งค่าจากหลายองค์ประกอบ ทั้งแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แนวโน้มการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (De-Dollarization) รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลอย่างต่อเนื่อง

แต่ประเทศไทยมีความแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากมี “ปัจจัยเสริม” หรือ Amplifier ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะธุรกรรมการซื้อขายทองคำ ซึ่งพบว่าโฟลว์จากการซื้อขายทองคำคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 35% ของธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด ส่งผลให้แรงซื้อทองกลายเป็นแรงเสริมที่เร่งให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ปัจจัยบางอย่าง เช่น ปัจจัยพื้นฐานหรือทิศทางค่าเงินดอลลาร์ เป็นสิ่งที่ ธปท. ไม่สามารถเข้าไปดูแลได้โดยตรง แต่สิ่งที่สามารถดำเนินการได้คือการเข้าไปดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ซึ่งมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทค่อนข้างมาก”

ดังนั้น แนวทางการดูแลของธปท. จะมุ่งไปที่ธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ใช้ “เงินบาท” เป็นสกุลเงินในการเทรดผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลการซื้อขายทองผ่านหน้าร้านทองทั่วไป หรือการซื้อขายทองผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ โดยจะดูแลเฉพาะธุรกรรมทองคำที่ชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้นในระยะใกล้ ธปท. เตรียมออกประกาศ 2 ฉบับ ฉบับแรกจะกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีการซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จำนวน 15 ราย ต้องจัดส่งข้อมูลรายงานธุรกรรมให้ ธปท.

เช่น กรณีมีการซื้อขายเกิน 20 ล้านบาทต่อครั้ง เพื่อให้ ธปท. มีข้อมูลเพียงพอในการติดตามสถานการณ์
ส่วนฉบับที่สอง จะเป็นประกาศเจ้าพนักงานกำหนดเพดานการซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์

โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาวงเงินที่ประมาณ 50-100 ล้านบาทต่อคนต่อวัน แม้วงเงินดังกล่าวจะคิดเป็นเพียงประมาณ 1-1.5% ของปริมาณการซื้อขายทองคำทั้งหมด แต่เป็นสัดส่วนที่มีมูลค่าสูงและส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

โดยการกำหนดเพดานดังกล่าวจะไม่กระทบผู้ที่มีทองคำอยู่แล้ว รายย่อย หรือร้านทองทั่วไป โดยคาดว่าประกาศจะออกได้ในช่วงวันที่ 23-29 มกราคม 2569 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงราวเดือนมีนาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและร้านทองเตรียมความพร้อม

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการเข้าไปดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. ถือเป็นการแทรกแซง (Intervene) ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า แต่ผลของการเข้าไปดูแลในปัจจุบันอาจไม่มากเท่ากับในอดีต โดยเฉพาะก่อนปี 2540 เนื่องจากปัจจุบันไทยมีข้อตกลงและกรอบความร่วมมือด้านการค้ากับสหรัฐและประเทศอื่น ๆ ในประเด็นการบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) ทำให้การแทรกแซงมีข้อจำกัดมากขึ้น

“หลายฝ่ายมักเข้าใจผิดว่า ธปท. สามารถควบคุมค่าเงินได้ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงการซื้อขายดอลลาร์เป็นเรื่องของกลไกตลาด โดย ธปท. จะเข้าไปดูแลเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าผิดปกติเท่านั้นธปท. มองเห็นธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเพียงราว 40% ที่เป็นธุรกรรมในประเทศขณะที่อีกประมาณ 60% เป็นธุรกรรม Offshore ซึ่งไม่สามารถติดตามได้ทั้งหมด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...