ส้ม–น้ำเงิน–แดง เปิดเกมชิงอำนาจด้วยชนักติดหลัง ดีลยุบสภาใน 4 เดือนอาจเป็นทางหนีสุดท้ายของทุกฝ่าย
THE STATES TIMES
อัพเดต 05 ก.ย 2568 เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2568 เวลา 11.00 น. • Hard News Teamปรากฏการณ์ส้มน้ำเงินแดงตีกันคราวนี้ มันเห็นชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่าปัญหาของการเมืองไทยอยู่ตรงไหน และทางออกควรเป็นแบบไหน เพราะถ้าส่องเข้าไปดี ๆ จะพบว่า ทุกฝ่ายไม่ได้สู้กันเพื่ออุดมการณ์เท่าไหร่ แต่สู้กันเพื่อเก้าอี้และเพื่อเอาตัวรอดจากเงื่อนไขคดีความที่ล้อมอยู่รอบตัว
ฝั่ง พรรคเพื่อไทย (พรรคแดง) หลังจากที่อุ๊งอิ๊ง ชินวัตร ถูกดีดออกจากเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลเรื่องจริยธรรม ก็รีบชู 'ชัยเกษม' ขึ้นมาแทนทันทีเพื่อไม่ให้เสียจังหวะการเมือง แต่ก็รู้กันอยู่ว่าแรงสนับสนุนไม่ได้แน่นหนาเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าหลุดเก้าอี้นายกคนที่ 32 ไปแล้ว โอกาสจะกลับมาก็อาจยากกว่าเดิม
ด้าน พรรคภูมิใจไทย (พรรคน้ำเงิน) ข่าวก็แรงไม่แพ้กันว่ากำลังจะจับมือกับ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) ด้วยเงื่อนไขให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดีลนี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างยุติธรรม แต่จริง ๆ แล้วคือการเล่นหมากตัดขาแดงโดยตรง และกลายเป็นการชิงดำที่ใครพลาดเพียงก้าวเดียวก็ร่วง
ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) เพราะแต่ไหนแต่ไร พรรคนี้ก็มีการเคลื่อนไหวที่สุดโต่งไปในทิศทางของการพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 และล้มล้างสถาบันมาโดยตลอด การตัดสินใจหันมาจับมือกับน้ำเงินจึงไม่เพียงสะเทือนไปถึงฐานมวลชน แต่ยังทำให้คนที่เคยสนับสนุนในเชิงอุดมการณ์สุดโต่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางตลาด ว่าแทนที่จะยืนตรงตามแนวทางที่ประกาศมาตั้งแต่แรก กลับเลือกเดินเกมทางการเมืองที่สวนทางกับภาพลักษณ์เดิมของตนเอง จนกลายเป็นการ “หักหลังครั้งใหญ่” ต่อทั้งมวลชนและอุดมการณ์ของพรรคเอง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ส้มเองก็มีโจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้ คือเป้าหมายที่แท้จริงคือการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งต้องรอให้ “ประธานพรรคส้มตัวจริง” หลุดจากคดีความและอายุความหมดก่อน ดังนั้นการให้นอมินีโดดเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ ก็คือการยอมกัดฟันเดินหมากเสี่ยง และนั่นก็แปลว่าต้องยอม “หักหลังมวลชน” ไปพร้อม ๆ กับ “หักหลังหัวหน้าตัวจริง” ด้วย
ส่วนอนุทิน ถ้าได้ขึ้นเป็นนายกฯ จริง ก็ต้องพิสูจน์ว่าจะกุมบังเหียนส้มให้อยู่หมัดได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะถูกลากไปพร้อมกัน จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรมการเมืองที่แต่ละคนจะเลือก แต่ถึงยังไง รัฐบาลอายุสั้น 4 เดือนที่เป็นเสียงข้างน้อย ก็คงทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากประคองสถานการณ์ไปให้ถึงวันเลือกตั้งใหม่
และอย่าลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญรออยู่ — ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่กำลังปะทุอยู่ทุกทิศ หากการเมืองในสภายังเล่นเกมหักหลังกันไม่เลิก สุดท้ายอำนาจในการจัดการวิกฤตอาจจะกลับไปอยู่ในมือทหารและตำรวจ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านนักการเมืองเลยด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ ทุกพรรคไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน หรือส้ม ต่างก็มี “ฉลากคดีความ” ติดตัวอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นศาลหรืออยู่ระหว่างรอการพิพากษา สุดท้ายแล้วเกมนี้อาจไม่เหลือใครเลยก็ได้ เพราะถ้าศาลลงดาบพร้อมกัน ทุกฝ่ายก็กลายเป็นผู้แพ้ทั้งกระดาน นี่แหละครับเหตุผลว่าทำไมบางทีมันถึงต้องรีบยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อหนีแรงกดดันของเวลาและคดีที่กำลังจะปิดฉากในไม่ช้า