มุกดาหาร เมืองมุกแม่น้ำโขง “ของดี” มีมาก แต่คนรู้จักไม่มาก
มุกดาหาร เมืองมุกแม่น้ำโขง
“ของดี” มีมาก แต่คนรู้จักไม่มาก
สุจิตต์ วงษ์เทศรายงาน
มุกดาหารอยู่ริมแม่น้ำโขงในอีสาน เป็นจังหวัดมีทรัพยากรมากทางวัฒนธรรมที่ล้ำลึกดึกดำบรรพ์เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์ภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิและประวัติศาสตร์ไทย คือกลองทอง หรือกลองมโหระทึก
มุกดาหารเป็นบริเวณแหล่งผลิตกลองทอง (มโหระทึก) แห่งหนึ่งของสองฝั่งโขง นักโบราณคดี (กรมศิลปากร) ขุดพบแม่พิมพ์และเศษโลหะสำริด อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่บ้านโนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร เมื่อ พ.ศ. 2551-2553
นอกจากนั้นยังพบเครื่องใช้สำริดมีลายเส้นคล้ายพิธีกรรมโพนช้าง คำบอกเล่าเกี่ยวกับโพนช้าง (จับช้างป่า) ด้วยหนังปะกำ น่าเชื่อว่าเป็นบรรพชนชาวกูยหรือกวย (รวมทั้งชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ชำนาญจับช้าง) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ส่งต่อคำบอกเล่าเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์การโพนช้างเข้าสู่ราชสำนักอยุธยาและอื่นๆ แล้วตกค้างสืบเนื่องถึงทุกวันนี้ที่ลุ่มน้ำมูล
“นำเข้า”จากจีน, เวียดนาม
ข้อมูลและความรู้จากนักค้นคว้าชาวยุโรปเมื่อศตวรรษที่แล้ว หล่อหลอมนักวิชาการไทยโดยเฉพาะนักโบราณคดี มีความเชื่อสั่งสมสืบต่อกันมาว่ากลองมโหระทึกในไทยถูก “นำเข้า” จากจีนและเวียดนาม ราว 2,500 ปีมาแล้ว
ทั้งนี้เพราะในไทยไม่พบแหล่งผลิตกลองมโหระทึกและเทคโนโลยีไม่ก้าวหน้าพอจะผลิตได้
“ผลิตเอง”ที่มุกดาหารและสองฝั่งโขง
ล่าสุดพบหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่ากลองมโหระทึกจำนวนหนึ่งถูกผลิตขึ้นในอีสาน คือ มุกดาหาร และสองฝั่งโขง (ไทย–ลาว) ดังนั้นเท่ากับยืนยันว่ากลองมโหระทึกในไทยมีที่มาอย่างน้อย 2 ทาง คือ ทั้งนำเข้าและผลิตเองที่ จ. มุกดาหาร
พ.ศ. 2552 นักโบราณคดีกรมศิลปากร สำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี พบแหล่งผลิตกลองมโหระทึกอยู่โนนหนองหอ บ้านนาอุดม ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร
สุรพล นาถะพินธุผู้เชี่ยวชาญวิชาก่อนประวัติศาสตร์ (อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) บอกว่า
“นักโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ได้ศึกษาแหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ พบทั้งก้อนทองแดง, เบ้าหลอมสำริด, ชิ้นงานสำริด, และชิ้นส่วนแม่พิมพ์สำหรับหล่อกลองมโหระทึกด้วยวิธีหล่อแบบขับขี้ผึ้ง”
“วัตถุดิบหลักคือทองแดง มีแหล่งเหมืองทองแดงอยู่ที่เมืองวิละบุรี ใกล้เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต ในลาว”
กลองทองสองฝั่งโขง สัมพันธ์กับวัฒนธรรมต่างๆดังนี้
(1.) เทคโนโลยีหลอมโลหะสำริดพัฒนาเป็นการหล่อพระพุทธรูปสำริดสมัยหลังรับพุทธศาสนา
(2.)พิธีฝังศพครั้งที่ 2 มีเก็บกระดูก ได้พัฒนาเป็นงานศพทุกวันนี้เก็บกระดูกไว้บูชา
(3.) ทำนาทดน้ำมาพร้อมกับเทคโนโลยีสำริด
(4.) ภาษาไท–ไตมาพร้อมกับวัฒนธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว 3 เรื่อง ในที่สุดผสมกลมกลืนภาษามอญ–เขมร–มลายู–บาลี–สันสกฤต กลายเป็นภาษาไทย
กลองทอง (มโหระทึก) มุกดาหาร
กลองทอง หมายถึง กลองหน้าเดียวทำด้วยโลหะผสมเรียกสำริด มีเอวคอด มีหูระวิง (สำหรับเชือกผูกห้อย หรือแขวน) ใช้แขวนตีในพิธีกรรม 2,500 ปีมาแล้ว
คนพื้นเมืองอุษาคเนย์ เรียกกลองทอง (เพราะทำจากทองสำริด), กลองกบ (เพราะมีกบติดอยู่หน้ากลอง), ฆ้องบั้ง (เพราะทำจากโลหะ ทรงกลมเหมือนกระบอก หรือบ้อง ลาวเรียกบั้ง เช่น บั้งไฟ) แต่ไม่เรียกมโหระทึก
“ชาวมุกดาหาร เรียกมโหระทึกว่ากลองทอง”เป็นข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ “มุกดาหาร เมืองมุกแม่น้ำโขง” (สำนักพิมพ์มติชน จัดทำและพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิดโรงแรมมุกดาหาร แกรนด์ โฮเทล เมื่อ พ.ศ. 2538 หน้า 27)
“มโหระทึก” เป็นคำเก่าซึ่งพบในกฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาตอนต้น หมายถึงเครื่องประโคมของพราหมณ์จากอินเดีย ประกอบด้วย “กลอง 4 ปี่ 1” ที่ราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยารับจากอินเดีย ตกทอดตั้งแต่ทวารวดี–อโยธยา–อยุธยา
แต่คำมโหระทึกถูกนำมาเรียกสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หมายถึงกลองทอง ชื่อมโหระทึกจึงไม่ถูกต้อง
ดังนั้น “กลองทอง” เป็นชื่อเรียกที่เหมาะสม เพราะรูปร่างคล้ายกลอง มีเอวคอด (คล้ายกลองยาว) ทำด้วยทองสำริด ซึ่งเป็นโลหะผสมมีทองแดงเป็นโลหะหลัก
ใหญ่สุดในไทย
กลองทอง (มโหระทึก) ขนาดใหญ่สุดในไทย มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 95 เซนติเมตร พบที่คำชะอี (บ้านโพน ต. บ้านเหล่า อ. คำชะอี จ. มุกดาหาร) อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว (ราว พ.ศ. 500)
น่าจะผลิตขึ้นเองในเขตมุกดาหารหรือใกล้เคียง [หน้ากลองขนาด 95 เซนติเมตร ใหญ่กว่ากลองทองดอนตาล หน้ากลองขนาด 86 เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) ต. ดอนตาล อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร]
กลองทอง (มโหระทึก) คำชะอี มุกดาหาร หน้ากลองมีขนาด 95 เซนติเมตร สูง 70 เซนติเมตร หูกลองมีขนาด 10X19 เซนติเมตร หนา 1.5 เซนติเมตร ด้านหน้าประดับด้วยประติมากรรมรูปกบ จำนวน 4ตัว มีขนาด 10X5 เซนติเมตร สูง 4 เซนติเมตร ลวดลายหน้ากลองประกอบด้วย ลายดาวหน้ากลอง 12 แฉก ลายซี่หวี ลายวงกลม ลายหยักฟันปลา ลายรูปบุคคลสวมขนนก ลายขนมเปียกปูน และลายนก
(ภาพด้านหน้ากลองมโหระทึกและข้อมูลจากรายงานการตรวจสอบโบราณวัตถุ กลองมโห ระทึกฯ ของ สำนักศิลปากรฯ อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2563)
กลองทอง (มโหระทึก)ดอนตาล มุกดาหาร ที่วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร ต้องใช้แขวนเพราะมีหูระวิงอยู่ลำตัวกลอง แล้วตีด้วยไม้ตี ซึ่งทุกวันนี้ยังมีให้เห็นในพิธีกรรมประจำปีของชาวจ้วง บริเวณ “โซเมีย” มณฑลกวางสี ประเทศจีน (ติดพรมแดนเวียดนาม) กลองทองมีหูระวิงใช้แขวนตี เป็นอย่างเดียวกับกลองเพลแขวนตามวัดและกลองทัดในวงปี่พาทย์ต้องใช้ไม้ค้ำตรงหูระวิงให้เหมือนแขวนตีจึงจะมีเสียงดัง
กลองทองวัดมัชฌิมาวาส ดอนตาล ปัจจุบันถูกยกลงจากหอระฆังไปตั้งบนแท่นในอาคารจัดไว้บริเวณติดกับหอระฆัง มีครอบเหล็กแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย มีผู้อธิบายว่า กลองทองอยู่ในอาคารนี้มาแต่เดิมน่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะภาพถ่ายเก่าในหนังสือที่พิมพ์ พ.ศ. 2538 กลองทองแขวนไว้บนหอระฆัง
กลองทอง (มโหระทึก) แขวนอยู่บนหอระฆังวัดมัชฌิมาวาส อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร พิมพ์ในหนังสือ “มุกดาหาร เมืองมุกแม่น้ำโขง” (ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2538)
กลองทอง (มโหระทึก) แขวนอยู่บนหอระฆังวัดมัชฌิมาวาส ถูกเชิญลงไปเข้าขบวนแห่เมื่อมีงานประจำปีของชุมชน
อาคารในวัดมัชฌิมาวาส มีป้ายเขียนว่า “พิพิธภัณฑ์กลองมโหระทึก (กลองโบราณ) ต. ดอนตาล อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร”
กลองทอง (มโหระทึก) ของวัดมัชฌิมาวาส ย้ายจากเดิมแขวนไว้บนหอระฆังลงมาเก็บไว้ในลูกกรงเหล็กและตรึงด้วยเหล็กอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาความปลอดภัยสูงสุด (ภาพเมื่อ 8 ส.ค. 2566)
กลองทองแขวนตี
กลองทอง หรือกลองมโหระทึกดั้งเดิมมีหูระวิงติดอยู่ข้างตัวกลอง 2 ด้าน สำหรับผูกร้อยเชือกใช้แขวนตี (ไม่ตั้งตีเหมือนกลองฝรั่ง)
มีภาพเขียนบนผนังถ้ำ (พบที่ จ. กาญจนบุรี) เป็นพยาน นอกจากนั้นกลุ่มชาวจ้วงในมณฑลกวางสียังสืบเนื่องประเพณีแขวนตีกลองทอง (มโหระทึก) จนทุกวันนี้
ขบวนแห่พร้อมเครื่องประโคมหลายอย่าง มีคนแบกหามเครื่องมือชนิดเหลี่ยมและกลม คล้ายกลองทอง ราว 2,500 ปีมาแล้ว
หูกลองเป็นคู่มี 4 คู่ ติดตั้งเป็น 2 กลุ่ม อยู่สองข้างกลองทอง (มโหระทึก) เอาไว้ร้อยเชือกแขวนตี [รูปกลองทองจากวัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร]
ประโคมกลองทอง หรือกลองกบ โดยชาวเมี่ยน (เย้า) กับชาวจ้วง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในเทศกาลที่มณฑลกวางสี ทางภาคใต้ของจีน(ภาพเก่า เรือน พ.ศ. 2500)
คล้องช้างเก่าสุดที่มุกดาหาร
ช้างป่าถูกจับมาฝึกเป็นช้างบ้านเพื่อใช้งานตามต้องการของคน พบเก่าสุดขณะนี้อยู่ในไทยบริเวณลุ่มน้ำโขง อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 (แสดงว่าวิถีอย่างนี้ต้องมีนานมากก่อนหน้านั้นอาจเป็นพันปีก็ได้)
หลักฐานที่พบอยู่บนกระบวยสำริดเป็นลายนูนรูปช้าง มีคนบนหลังช้างถือเชือกบ่วง “ปะกำ” (หรือเชือกบาศ) แสดงอาการอย่างปัจจุบันเรียก “โพนช้าง” เป็นพยานสำคัญว่าการจับช้างไม่มีตำราจากอินเดีย (ตามที่เชื่อถือมานานมาก) แต่เป็นประสบการณ์ตรงของคนพื้นเมืองสุวรรณภูมิสมัยที่ยังไม่รู้จักติดต่ออินดีย
โพนช้างหมายถึง จับช้างป่าแบบคนพื้นเมืองเพื่อหาช้างไว้ใช้งานในครอบครัวตามประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของคนพื้นเมืองสุวรรณภูมิ–อุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว
คำว่า “โพน” มีความหมายเกี่ยวกับการจับช้าง แต่ยังตรวจสอบไม่ได้ว่ามีรากจากภาษาอะไร? พบในคำของชาวกูย หรือกวย (พูดตระกูลภาษามอญ–เขมร แต่สมัยรัตนโกสินทร์ชาวกูยหรือกวยถูกเรียกจากภาคกลางว่า “ส่วย” แปลว่า ขี้ข้า) อยู่แถบลุ่มน้ำมูลในอีสานใต้
ปะกำเป็นภาษาโพน (หมายถึงภาษาของการโพนช้าง ซึ่งอาจเป็นตระกูลภาษามอญ–เขมร) หมายถึงหนังปะกำ หรือเชือกปะกำ ทำจากหนังควาย [ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ (หมอขวัญร้อยเอ็ด) บอกว่าหนังปะกำนิยมหนังควายตัวเมีย เพราะหนังเหนียวกว่าควายตัวผู้] แต่บางทีเรียกเชือกบ่วง หรือเชือกบาศ ใช้คล้องตีนช้าง (เมื่อโพนช้าง)
หนังปะกำ เป็นเครื่องมือโพนช้างซึ่งเฮี้ยน เพราะมีผีสิง เรียกผีปะกำ ครั้นนานไปได้รับยกย่องเป็นเทพ เรียกเทพกรรม หรือเทวกรรม (ไม่พบในทำเนียบเทวดาอินเดีย) พบในพิธีกรรมสำคัญๆ ได้แก่ พิธีถือน้ำพระพัทธ์, พิธีครอบ เป็นต้น
คนถือหนังปะกำในมือขวาขณะคร่อมบนหลังช้างในการโพนช้างราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 (ภาพขยายจากลายเส้นของกรมศิลปากร)
“กระบวยสำริด (Bronze dipper) สภาพค่อนข้างสมบูรณ์มีสนิมจับหมดทั้งใบ ลักษณะเป็นกระบวยมีด้าม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 เซนติเมตร สูง 6.7 เซนติเมตร ด้ามจับยาว 13 เซนติเมตร ตัวกระบวยมีลายนูนรูปกวางอยู่โดยรอบ ด้านหน้ากระบวยทำลายเป็นรูปช้างมีคนถือขอสับนั่งอยู่บนหลังช้าง ส่วนปากกระบวยทำเป็นรูปครึ่งวงกลม ส่วนก้นทำเป็นรูปครึ่งวงกลมวางสลับหันหลังชนกันคล้ายใบไม้ ส่วนก้นตรงกลางทำเป็นลายดวงตะวันแปดแฉกแบบเดียวกับที่ปรากฏบนหน้ากลองมโหระทึก ส่วนด้ามหล่อตันโดยนำมาเชื่อมติดภายหลัง”
[ภาพและคำอธิบายจากหนังสือ โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทยข้อมูลจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร ระหว่าง พ.ศ. 2551-2553 พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (ไม่บอกปีที่พิมพ์) หน้า 208-210]