(จบบริบูรณ์) ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง
ข้อมูลเบื้องต้น
*นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแปลที่ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ*
ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง
เธอคือนักฆ่ามือวางอันดับหนึ่งแห่งยุค2018 แต่กลับถูกคนที่รักและไว้ใจที่สุดซ้อนแผนและสังหารเธอทิ้งในระหว่างภารกิจหนึ่ง ส่งผลให้วิญญาณของเธอทะลุมิติไปยังโลกอื่น! ซึ่งนางคนนี้เป็นคุณหนูสายตรงแห่งจวนเสนาบดี ใบหน้าช่างอัปลักษณ์น่าเกลียด ทว่ากลับมีพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะพลังที่น่าทึ่ง!
ในท้ายที่สุดนางได้เสียชีวิตลงเพื่อช่วยชีวิตชายที่นางรักสุดหัวใจ และนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วิญญาณนักฆ่าสาวสลับเข้าร่าง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความงดงามดั่งบุปผาซ่อนพิษซึ่งเป็นจุดเด่นของเธอได้หายไป! โลกทั้งใบที่เคยรู้จักกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว! ใบหน้าอัปลักษณ์? จุดตันเถียนถูกทำลายจนกลายมาเป็นสตรีพิการบ่มเพาะพลังไม่ได้? เจ้าของร่างเก่าถูกสังหารทิ้งโดยไม่มีผู้ใดไยดี? แต่ไม่เป็นไร ทั้งทักษะการฆ่าและจิตใจของเธออันไร้เมตตายังคงอยู่ เรื่องทั้งหมดเป็นแผนการของแม่เลี้ยงกับบุตรสาวของฮูหยินรอง? ได้! ได้เลย! ทุกคนไม่ว่าใครหน้าไหนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการนี้ จะไม่มีผู้ใดสามารถหนีรอดไปได้แน่แท้! ควบคุมหมื่นอสูร หลอมกลั่นโอสถ ตียุทธ์ภัณฑ์สร้างสิ่งประดิษฐ์ แม้แต่สวรรค์ยังต้องก้มกราบข้า!
ทรยศ
ตอนที่ 1 ทรยศ
ท่ามกลางแสงสีภายในงานจัดเลี้ยงหรูหราใหญ่โตในใจกลางเมืองๆหนึ่ง
บรรดาสุภาพสตรีต่างก็แต่งกายด้วยชุดราตรีหรูหราสวยงามตระการตา เดินเฉิดฉายไปมาอยู่ภายในงาน ส่วนสุภาพบุรุษล้วนแต่งกายด้วยชุดสูทราคาแพง กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยกันเป็นจุดๆ กลุ่มละห้าถึงหกคน
จากการแต่งกายของผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสุภาพบุรุษ หรือว่าสุภาพสตรี ล้วนบ่งบอกว่าทุกคนในงานต่างก็เป็นคนดัง และชนชั้นสูงในสังคมทั้งสิ้น
เซียถงอยู่ในชุดราตรียาวสีดำรัดรูป ชายกระโปรงลากไปกับพื้นขณะเยื้องย่าง ดวงหน้าเล็กๆนั้นมีเครื่องสำอางบางๆปกคลุมอยู่ ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว ริมฝีปากเป็นสีอมชมพูราวกับลูกพีช เรือนร่างมีสัดส่วนที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ
สายตาของบุรุษในงานต่างก็จับจ้องมองมาที่เรือนร่างของหญิงสาวผู้นี้
เซียถงเดินปะปนเข้าไปท่ามกลางฝูงชน แม้สายตาจะดูสบายๆ แต่ก็แอบระมัดระวัง และสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวรอบตัว
วันนี้เป็นวันเกิดของลู่อวิ๋นโจว เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของเมืองนี้ และงานเลี้ยงคืนนี้ก็จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเขาโดยเฉพาะ
ส่วนภารกิจของเธอก็คือการสังหารลู่อวิ๋นโจว และขโมยคริสตัลม่วงมาจากเขา!
คริสตัลม่วงนี้เป็นสมบัติประจำชาติ มันถูกขุดพบโดยกลุ่มโจรปล้นสุสานกลุ่มหนึ่ง ไม่มีใครล่วงรู้ถึงอายุของคริสตัลม่วง และที่มาที่ไปของมัน ดูเหมือนข้อมูลเกี่ยวกับคริสตัลม่วงจะค่อนข้างลึกลับอย่างมาก และต่อมาคริสตัลม่วงก็ได้ถูกขายให้กับลู่อวิ๋นโจว
ว่ากันว่าคริสตัลม่วงนี้มีพลังงานแปลกประหลาดซ่อนอยู่ และลู่อวิ๋นโจวก็กำลังเตรียมที่จะศึกษา และพัฒนาพลังงานของคริสตัลม่วงนี้มาใช้ ซึ่งหากเขาทำได้สำเร็จ จะก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติอย่างมาก เซียถงจึงได้ถูกส่งตัวให้มาปฏิบัติภารกิจครั้งนี้
เซียถงได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่อายุหกขวบ และเริ่มปฏิบัติภารกิจได้ตั้งแต่อายุสิบขวบ จนตอนนี้เธออายุยี่สิบหกปีแล้ว ในช่วงระยะเวลาสิบหกปีที่ผ่านมา หญิงสาวสามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จลุล่วงทุกครั้งไป ไม่เคยมีครั้งไหนที่ล้มเหลวเลย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอมีคู่หูที่ดีอย่างมู่เฟย และยังเป็นชายคนรักของเธออีกด้วย
ทั้งคู่ตกลงกันว่า หลังจากปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เสร็จสิ้น พวกเขาจะขอลาออกจากการเป็นหน่วยพิเศษขององค์กร เพื่อที่จะไปใช้ชีวิตที่เหลืออย่างคนปกติทั่วไป มู่เฟยเองก็เห็นด้วยกับเธอ
เมื่อนึกถึงชีวิตที่เป็นปกติสุขในอนาคตขึ้นมา ริมฝีปากของเซียถงยามนี้ก็กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
ผู้คนในงานเริ่มส่งเสียงฮือฮาขึ้นเล็กน้อย เมื่อลู่อวิ๋นโจวปรากฏตัวออกมาจากหลังเวที พร้อมด้วยบอดี้การ์ดร่างกายกำยำแข็งแกร่งถึงแปดคน จากรูปลักษณ์ของลู่อวิ๋นโจว เขาน่าจะอายุมากกว่าห้าสิบปี ศีรษะค่อนข้างล้าน ดวงตาทั้งคู่บ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดล้ำลึกอย่างยากที่จะคาดคะเนได้
“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานเลี้ยงวันเกิดของผมในคืนนี้ ขอให้ทุกท่านสนุกสนานกันอย่างเต็มที่”
ลู่อวิ๋นโจวเอ่ยบอก พร้อมกับยกมือขวาขึ้นโบกไปมาทักทายแขกเหรื่อในงาน
เมื่อเห็นเป้าหมายปรากฏตัว สายตาของเซียถงก็จับจ้องอย่างไม่กะพริบตา
ทุกคนในงานเลี้ยงต่างก็พากันชูแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้น พร้อมกับร้องแสดงความยินดี
เซียถงสัมผัสได้ว่า สายตาของบอดี้การ์ดทั้งแปดดูเหมือนจะจับจ้องมาทางเธอ เธอจึงรีบยกแก้วไวน์ในมือชูขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากนั้น สายตาของเหล่าบอดี้การ์ดก็สอดส่ายมองไปทางอื่นแทน
เสียงเพลงในงานเลี้ยงดังขึ้น สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีต่างก็พากันออกไปเต้นรำ ภาพบนฟลอร์หน้าเวทีเวลานี้มีแต่ความสนุกสนานสวยงาม
เซียถงซึ่งแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคน ค่อยๆขยับเข้าใกล้ลู่อวิ๋นโจวทีละเล็กทีละน้อยโดยที่ไม่มีผู้ใดสงสัย และตอนนี้ เธอก็อยู่ห่างจากเป้าหมายไปเพียงแค่ห้าเมตรเท่านั้น
“โอ๊ย! คุณเหยียบเท้าของฉันค่ะ!”
เซียถงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเล็กๆสวยงามนั้นย่นเข้าหากัน ก่อนจะค่อยๆนั่งลงกับพื้น
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเซียถงรีบเอ่ยปากขอโทษทันที และพบว่า ปลายเท้าสีขาวนวลเนียนของเธอนั้นได้เปลี่ยนเป็นสีแดง และมีรอยส้นรองเท้าของผู้ชายปรากฏอยู่
แต่ในขณะที่ร่างของเซียถงกำลังนั่งยองๆอยู่นั้น จู่ๆ เรือนร่างงดงามก็กระโดดพุ่งออกไปราวกับเสือดาวที่คล่องแคล่วว่องไว ก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปหาลู่อวิ๋นโจวด้วยความเร็วประหนึ่งสายลมกรรโชก เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
บอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่คุ้มกันลู่อวิ๋นโจวถึงกับร้องตะโกนออกมาเสียงดัง
“คุ้มครองท่านลู่!”
แต่ในช่วงนาทีวิกฤตินั้นเอง เซียถงก็ได้ล้วงเอาปืนพกสีแดงเก็บเสียงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดราตรีสีดำออกมาอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ยังคงวิ่งตรงเข้าไปหาเป้าหมาย มีดบินบางเฉียบแปดเล่มพุ่งทะยานออกจากฝ่ามืออีกข้างของเธอ
เสียงดัง ‘ปัง’ อย่างแผ่วเบาปรากฏขึ้น ลูกกระสุนพุ่งเข้าใส่หน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจของลู่อวิ๋นโจวอย่างแม่นยำ
ส่วนมีดบินบางเฉียบทั้งแปดเล่มนั้น ก็พุ่งปักเข้าที่ลำคอของบอดี้การ์ดทั้งแปดคนซึ่งอยู่ข้างกายลู่อวิ๋นโจวในทันที ร่างสูงใหญ่กำยำเหล่านั้นล้มตึงลงกับพื้นในสภาพที่มือยังคงกำปืนแน่น แต่ก็สายเกินกว่าที่จะเหนี่ยวไกได้ทัน
มีดบินบางเฉียบขนาดเล็กนั้นแต่กลับสามารถสังหารผู้คนได้ในพริบตา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า เป็นเพียงแค่เกล็ดเงินที่ใช้ตกแต่งชุดราตรีสีดำหรูหรานั้น ให้ดูสง่างามมากขึ้นเท่านั้นเอง
“เซียถง! จับตัวเธอไว้เร็วเข้า!”
บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านล่างตะโกนอย่างฉุนเฉียว
สาเหตุที่เซียถงสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จทุกครั้งก็เพราะว่า เธอมีความสามารถหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาบุหงาโบยบิน ที่บ่อยครั้ง เธอสามารถทำสิ่งที่ไม่โดดเด่นสะดุดตา ให้กลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่คร่าชีวิตได้ในทันที
เสียงกรีดร้องดังขึ้นเกือบจะพร้อมกัน ภายในงานจัดเลี้ยงเริ่มโกลาหลวุ่นวายขึ้นในทันที ผู้คนในงานต่างก็พากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ทำให้ขัดขวางเหล่าบอดี้การ์ดที่อยู่ภายในงาน
ขณะที่เซียถงกำลังวิ่งตรงเข้าไปที่ร่างของลู่อวิ๋นโจวนั้น ชุดราตรีสีดำบนร่างก็ถูกกระชากออก เผยให้เห็นเสื้อหนังกันกระสุนสีดำด้านใน ซึ่งปกปิดเพียงแค่หน้าอกและต้นขาเท่นั้น ผมยาวปลิวสะบัด ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ดูประหนึ่งเทพธิดาที่ผุดออกมาจากขุมนรก
จังหวะที่ลู่อวิ๋นโจวล้มลงนั้น เซียถงก็วิ่งเข้าไปถึงร่างของเขาพอดี และเอื้อมมือออกไปคว้าคริสตัลม่วงที่อยู่ในมือข้างขวาของลู่อวิ๋นโจว
ทันใดนั้นเอง ลู่อวิ๋นโจวที่นอนตายอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับแสยะยิ้มชั่วร้าย เขาคว้าข้อมือของเซียถงที่ยื่นออกมาไว้ได้ ร่างที่สวมชุดกันกระสุนนั้นได้พูดเย้ยหยันขึ้นว่า
“เซียถง ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอจะต้องมาในงานคืนนี้ คิดจะฉกฉวยของจากลู่อวิ๋นโจว มันไม่ง่ายหรอกนะ!”
แต่สีหน้าท่าทางของเซียถงกลับยังคงสงบนิ่ง หญิงสาวยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “งั้นเหรอ?”
เธอตวัดมือซ้ายขึ้นรัดลำคอของลู่อวิ๋นโจวในทันที พร้อมกับออกแรงรัดอย่างไร้ปรานี เวลานี้ดวงตาของลู่อวิ๋นโจวถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ เลือดสีแดงค่อยๆไหลออกมาจากมุมปากของเขา
“ท่านลู่ ดูเหมือนคุณคงจะลืมไปแล้วว่า นอกจากฉันจะยิงปืนแม่นแล้ว ฉันยังมีวิธีฆ่าคนอีกมากมายหลายแบบ”
เสียงไพเราะที่ดังขึ้นนั้น ไม่ต่างจากเสียงเพรียกหาจากนรกที่ดังก้องอยู่ในหูของลู่อวิ๋นโจว
ไม่นานนัก มือของลู่อวิ๋นโจวก็ค่อยๆอ่อนแรงลง และค่อยๆคลายออกอย่างช้าๆ
หลังจากที่แย่งคริสตัลม่วงมาจากมือขวาของลู่อวิ๋นโจวได้ เซียถงก็ได้กระโดดขึ้นกลางอากาศ ราวกับเหยี่ยวที่แข็งแกร่งว่องไว มือของเธอคว้าโคมไฟระย้าเหนือศีรษะไว้ได้อย่ารวดเร็ว ในขณะเดียวกันลูกกระสุนนับสิบก็ได้พุ่งเข้ามาหาร่างของเธอ และเฉียดนิ้วเท้าไปอย่างเฉียดฉิว
เซียถงใช้ปลายนิ้วเหยียบโคมระย้า และอาศัยแรงส่งของมันกระโดดเหินขึ้นไปบนชั้นสองได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งไปตามทางเดิน ด้านหน้าเป็นกำแพงกระจกกันกระสุนที่สูงตั้งแต่เพดานจรดพื้น ซึ่งยากนักที่เซียถงจะสามารถฝ่าทะลุเข้าไปได้
แต่เวลานี้ มู่เฟยได้รอเธออยู่ก่อนแล้ว!
ทันใดนั้นเอง เสียง ‘ปัง’ ก็ดังขึ้น กำแพงกระจกกันกระสุนบานใหญ่แตกออกในทันที ด้านนอกเวลานี้ มู่เฟยกำลังยืนถือปืนไรเฟิลซุ่มยิงอยู่ด้านนอก ร่างของเขาห้อยลงมาจากหลังคาด้วยสายสลิงที่ติดอยู่กับเอว ปากก็ร้องตะโกนบอกเสียงดัง
“ถงถงเร็วเข้า!”
บอดี้การ์ดจำนวนมากกำลังวิ่งกรูตามหลังเซียถงมา เธอกระโดดออกมาจากกระจกหน้าต่างที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างไม่ลังเล
หลังจากนั้น เสียงปืนไรเฟิลจากมือของมู่เฟยก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
เซียถงรีบวิ่งตรงไปที่รถซึ่งจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ปากก็ร้องตะโกนบอกมู่เฟยที่กำลังวิ่งตามมา
"มู่เฟย รีบหน่อย!"
หลังจากมู่เฟยกระโดดขึ้นรถได้แล้ว หญิงสาวก็รีบขับหนีออกไปในทันที
“ในที่สุดเราก็เสร็จสิ้นภารกิจของเราแล้ว! มู่เฟย นายอยากย้ายไปอยู่ประเทศไหน?”
เซียถงเอ่ยถามออกมาอย่างมีความสุข ริมฝีปากแย้มยิ้ม แววตาสดใสในขณะที่จ้องมองชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“คริสตัลม่วงล่ะ?”
มู่เฟยไม่ตอบ แต่ย้อนถามหญิงสาวกลับไป
"อยู่นี่!"
เซียถงยื่นคริสตัลม่วงให้กับมู่เฟยโดยไม่ลังเลสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย
มู่เฟยรับคริสตัลม่วงมา ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายระยิบระยับด้วยความโลภ ปากก็พึมพำออกมาว่า
“ฉันได้ยินมาว่า ใครก็ตามที่ได้ครอบครองคริสตัลม่วงนี้ จะสามารถครอบครองโลกใบนี้ได้!”
“มู่เฟย!”
เซียถงร้องเรียกอีกฝ่ายด้วยความตกใจ เพราะเวลานี้ปากกระบอกปืนเย็นยะเยือกกำลังจ่ออยู่ที่ศีรษะของเธอ
“อย่าขยับ!”
เซียถงได้แต่ร้องถามออกไป "มู่เฟย! นี่นายรู้ตัวมั้ยว่ากำลังทำอะไรอยู่?"
“ถงถง ฉันขอโทษ! ฉันไม่ได้อยากไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ฉันเป็นคนมีความสามารถ ทำไมฉันต้องทำงานให้กับประเทศนี้ด้วย ฉันต้องการครอบครองโลกใบนี้!”
น้ำเสียงที่เย็นชาของมู่เฟย ทำให้หัวใจของเซียถงต้องแตกสลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน กลับกลายเป็นเย็นชาไร้หัวใจ
“ต่อให้นายได้คริสตัลม่วงไป นายคิดเหรอว่าจะสามารถหลบหนีการไล่ล่าขององค์กรได้?”
หัวใจของเซียถงแตกสลายลงทีละเล็กทีละน้อย
“แต่ถ้าฉันรายงานองค์กรไปว่า เธอเป็นคนขโมยคริสตัลม่วงไป แล้วก็ทำร้ายฉันล่ะ? เธอคิดว่าองค์กรจะเชื่อใคร?”
“ถงถง ในเมื่อเธอไม่เห็นด้วยกับฉัน ฉันก็จำเป็นต้องฆ่าเธอ?”
สายตาของมู่เฟยเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมดุดันขึ้นมาทันที จากความรักกลายเป็นความเกลียดชัง
“มู่เฟย นี่นายฆ่าฉันได้จริงๆเหรอ? นายไม่ได้รักฉันเลยงั้นเหรอ?”
เวลานี้ ดวงตาทั้งคู่ของเซียถงเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ฝ่ามือซ้ายค่อยๆเอื้อมไปแตะปุ่มใต้เบาะอย่างไม่ลังเล
ชายหนุ่มผู้นี้คือคนที่เธอรัก เขาเป็นความรักของเธอ เป็นคนที่เธอต้องการใช้ชีวิตร่วมด้วยมากที่สุด เมื่อวานเขายังกระซิบข้างหูของเธอด้วยความรักใคร่ แต่ตอนนี้กลับกำลังใช้ปืนจ่อหัวของเธอได้อย่างไม่ลังเล
เพียงเพราะต้องการคริสตัลม่วง…
มู่เฟยจ้องมองเซียถงแน่นิ่ง พร้อมกับเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถงถง ฉันขอโทษ! วันนี้เป็นวันตายของเธอแล้ว ฉันไม่ได้รักเธอ ฉันแค่ต้องการคริสตัลม่วง”
เซียถงหลับตาลงช้าๆ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดกลับอันตรธานหายไป เปลี่ยนมาเป็นสายตาที่เย็นชาแทน
“มู่เฟย ความปรารถนาของนายจะไม่มีวันเป็นจริง!”
นิ้วมือของเซียถงกดลงบนปุ่มสีแดงใต้เบาะอย่างไม่ลังเล ปากก็ร้องตะโกนบอก
มู่เฟยรีบหันไปเปิดประตูเพื่อที่จะกระโดดลงจากรถ แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เสียงระเบิดปังดังขึ้น
จากนั้น รถยนต์ทั้งคันก็ระเบิดขึ้นในทันที เปลวเพลิงสีแดงลุกโชติช่วง พร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบที่พวยพุ่งไปในห้วงอากาศ
ทะลุมิติสู่โลกอีกใบ
ตอนที่2 ทะลุมิติสู่โลกอีกใบ
จักรวรรดิตงหลี่ ณ สวนหลังเรือนแห่งจวนเสนาบดี
กระแสความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่างเสมือนถูกรถชนจนกระดูกแตกละเอียด โฉบแล่นผ่านห้วงสมองขึ้นมา เซียถงพยายามลืมตาขึ้นมาเพื่อถ้ำสำรวจสถานการณ์ยามนี้ แต่ก็ต้องพบว่า ต่อให้จะพยายามลืมตาขนาดไหน เปลือกตากลับหนักอึ้งคล้ายถูกเหล็กกล้าทับอยู่ ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถลืมตาขึ้นได้เลยสักนิด
สามวันต่อมา ในที่สุดเซียถงก็สามารถลืมตาขึ้นได้ แสงแดดเจิดจ้าจรัสสาดใส่ ลอดผ่านช่องหน้าต่างทำให้นางตื่นตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นค่อยกวาดสายตาไปมองโดยรอบ บริเวณทางเดินเข้าเป็นทรงโบราณ ทั้งโต๊ะไม้ เก้าอี้ และเตียงก็เช่นกัน…
ทันทีทันใด นางก็สัมผัสได้ถึงกระแสความเจ็บปวดที่ไหลทะลักเข้าสู่จิตใจ ยิ่งกว่าเขื่อนกักเก็บน้ำแตก ความทรงจำอันไม่คุ้นเคยกรอกเทเข้าสู้สมองของนางไม่มีหยุดหย่อน
ที่แท้หลังจากที่นางตายลง วิญญาณดวงนี้มิได้แตกสลายหายไปไหน แต่กลับทะลุมิติสู้ห้วงเวลาหนึ่ง ณ ดินแดนที่ไม่เคยรู้จักที่มีชื่อว่า ทวีปเทียนหลาง โดยบังเอิญ และยังได้ข้ามภพมาอยู่ในรางหญิงสาวที่มีชื่อสกุลเดียวกับนางอีกด้วย! เซียถง คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีในจักรวรรดิตงหลี่
นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลายมาเป็นที่เคารพนับถือของคนหมู่มาก!
ซึ่งในโลกแห่งนี้มีขุมพลังวิเศษที่เรียกว่า ลมปราณ ส่วน ‘เซียถง’ อายุสิบห้าปี เป็นอัจฉริยะสาวแห่งเส้นทางการบำเพ็ญตบะในจักรวรรดิตงหลี่แห่งนี้ ทว่ากลับถูกผู้คนหัวเราะและดูแคลนตั้งแต่ยังเด็ก เพียงเพราะนางมีใบหน้าอัปลักษณ์ ปล่อยให้ผู้อื่นด่าทอกดขี่อยู่เหนือหัว ไม่กล้าตอบโต้หรือทำอะไรใดๆ เก็บงำและอดทนอย่างเงียบงัน
และครั้งนี้เพื่อช่วยชีวิตองค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ เซียถงถึงกับเสี่ยงชีวิตพุ่งออกไปเป็นโล่มนุษย์ป้องกันคมดาบมรณะที่โจมตีเข้าใส่ ส่งผลให้จุดตันเถียนของตนถูกทำลายและบาดเจ็บสาหัสจนตายลงในที่สุด
จวบจนตอนนี้ องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยือนนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในเวลานั้นเอง นอกประตูเรือนก็มีหญิงสาวในชุดสีเขียวมรกตเดินตรงเข้ามา พอเห็นเซียถงที่ฟื้นสติขึ้นก็พลันตื่นเต้นดีใจถึงขีดสุด และรีบวิ่งเข้ามาทั้งน้ำตากล่าวว่า
“คุณหนู! ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว! ฮือๆ …ข้ากลัวแทบตาย…กลัวว่าคุณหนูจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย…”
หญิงสาวนางนี้เป็นสาวรับใช้คนสนิทของเซียถง ชื่อว่า อิ๋งเอ๋อร์
เซียถงเพียงเค้นเสียง ‘อืม’ ออกไปคำหนึ่ง ปรากฏจากคลื่นอารมณ์ใดปรากฏ
อิ๋งเอ๋อร์ตะลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็คิดกับตัวเองไปว่า อาการบาดเจ็บของคุณหนูคงหนักเอาการพูดอะไรไม่ค่อยได้มากมายนัก
“คุณหนู นี่เป็นยาสมุนไพรที่ข้าเพิ่มต้มเสร็จ รีบดื่มตอนที่ยังร้อนเจ้าค่ะ”
อิ๋งเอ๋อร์ยากชามของเหลวซึ่งเป็นยาสมุนไพรขึ้นมาตรงหน้าเซียถง เตรียมป้อนให้นางรับประทาน
เซียถงเอียงคอหลบเล็กน้อย และพยายามจะลุกขึ้นนั่งบนเตียงจัดท่าทางให้ดีกว่านี้ แต่เป็นเพราะนางออกแรงมากเกินไป จึงส่งผลให้บาดแผลฉกรรจ์บริเวณท้องน้อยปริแตกจนธารเลือดสดสีแดงฉานไหลออกมาอีกครา ทำเอาอิ๋งเอ๋อร์เบิกตาโตแทบปลิ้น ร้องอุทานเสียงดังด้วยความตกใจยิ่ง
“คุณหนู! รีบนอนลงเถิดเจ้าค่ะ! ท่านหมอกล่าวไว้ว่า ตอนนี้คุณหนูบาดเจ็บสาหัส ยังนั่งไม่ได้!”
เซียถงไม่เอ่ยตอบอันใด พยายามลุกขึ้นอยู่ในท่านั่งโดยไม่สนใจแผลสดที่ปริแตก ทั้งยังยื่นมือออกไปคว้าชามยาสมุนไพรต้มมาจากมืออิ๋งเอ๋อร์ จากนั้นก็เป่าไปสักทีสองทีก่อนจะยกขึ้นกระดกจนหมดไม่เหลือแม้นสักหยดเดียว
ชีวิตของนางที่ผ่านมาเป็นอิสระไม่มีพันธะต่อผู้ใด และนางไม่ชอบให้คนอื่นมาดูแลเช่นนี้ กล่าวได้ว่า ไม่ชอบให้ใครก็ตามเข้าใกล้นางเลยมากกว่า
อิ๋งเอ๋อร์มองชามเปล่าที่ถูกยื่นยัดกลับเข้ามาในมืออย่างโง่งมว่างเปล่า ใจหนึ่งก็ตกตะลึงไปมิใช่น้อย คุณหนูของนางเป็นอะไรไป? ไฉนถึงให้ความรู้สึกที่ผิดประหลาดปานนี้? ราวกับว่า…คุณหนูของนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย!
เซียถงสังเกตเห็นสายตาที่ตื่นตะลึงของอีกฝ่าย ก็เลยเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้าว่า
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”
ทั่วทั้งใบหน้าของอิ๋งเอ๋อร์ค่อนข้างซีดขาวเกิดจากเม็ดเลือดไม่ไปหล่อเลี้ยงเท่าที่ควร บริเวณขอบตาคล้ำหมอง ดวงตาปรากฏสีแดงระเรื่อ ลักษณ์เช่นนี้เป็นที่ชัดเจนว่า หญิงสาวนางนี้ไม่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลาสักระยะใหญ่แล้ว ดังนั้นก็ควรไปพักเอาแรงซะ
แต่อิ๋งเอ๋อร์กลับส่ายหน้าและตอบกลับไปว่า
“คุณหนู ท่านเพิ่งฟื้นสติได้ไม่นาน ควรต้องมีคนคอยดูแลอยู่ตลอดเจ้าค่ะ”
“ข้าบอกให้เจ้าไปพักผ่อนก็คือไปพักผ่อน หากเจ้าล้มพับหมดสติขึ้นมาอีกคน แล้วใครจะดูแลข้า? หากมีเรื่องอันใดข้าค่อยเอ่ยเรียกเจ้า”
เซียถงไม่ชอบพูดอะไรซ้ำซากวกวนเท่าไหร่นัก
ดวงตาคู่นั้นของอิ๋งเอ๋อร์ปรากฏน้ำตาเอ่อล้นออกมา นางพยักหน้าและหันหลังจากออกไปพร้อมความโศกเศร้า
เซียถงเฝ้ามองเงาร่างของอิ๋งเอ๋อร์จากออกไป พลางถอนหายใจเสียงแผ่วเบาคำหนึ่งออกมา ตั้งแต่ตนได้รับบาดเจ็บจวบจนตอนนี้ ทั่วทั้งจวนก็มีแค่อิ๋งเอ๋อร์คนเดียวที่คอยมาดูแล หลายวันที่ผ่านมาสาวรับใช้นางนี้ไม่เคยได้นอนเลยสักงีบ เอาแต่เฝ้าดูอาการอยู่ข้างเตียงทั้งวี่วัน ดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอด
มีเพียงอิ๋งเอ๋อร์คนเดียวเท่านั้นที่จริงใจต่อนาง
ส่วนบิดาของนางอย่างเซี่ยอี้เฉินทีแรกก็ดูเหมือนจะเป็นห่วงนาง ทว่าในความเป็นจริงกลับเย็นชาอย่างยิ่ง หากมิใช่เพราะพรสวรรค์ในการบำเพ็ญตบะของนาง อีกฝ่ายเองคงไม่สนใจบุตรสาวคนนี้มากมายนัก หลังจากจุดตันเถียนของเซียถงถูกทำลาย สันดานที่แท้จริงของบิดาคนนี้ก็ค่อยๆ เผยออกมา
อย่างไรก็ตามแต่ สำหรับเซียถงแล้ว นางไม่ได้เหลียวแลหรือให้ความสนใจเลยด้วยซ้ำ ช่วงชีวิตก่อนหน้า ในฐานะสายลับนักฆ่า นางคุ้นชินกับความเหงามานานมากแล้ว
นอกจากจะสนิทสนมกับมู่เฟยแล้ว นางก็ไม่มีสหายข้างกายเลย แม้แต่คนที่ไว้ใจได้เพียงหนึ่งเดียวก็ยังหักหลังทรยศกันได้ลงคอ
หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม สภาพร่างกายของเซียถงก็หายดีเป็นปกติ
เซียถงในขณะนี้นั่งอยู่บนหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จับจ้องใบหน้าของตนเองผ่านกระจกสีทองแดง โครงหน้าและทรงตาทรงจมูกเหมือนกับนางในชาติก่อนหน้าไม่มีผิด ทว่าสิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ ใบหน้าที่สวยงามไร้ที่ติประดุจหยก
เพราะใบหน้านี้กลับเต็มไปด้วยจุดด่างดำทั่วทั้งแก้วทั้งสองข้าง มันครอบคลุมไปเกือบทั่วทั้งหน้า
ว่ากันว่านี่คือปาน
ฟังว่าตอนที่มารดาของนางคลอดนางออกมา กระบวนการผ่านไปอย่างยากลำบาก เกือบขาดอากาศหายใจเสียชีวิต
เซียถงขมวดคิ้วแน่น น่าเสียดายที่ใบหน้านี้…
นอกเรือนพักปรากฏแสงตะวันเจิดจ้า เซียถงสวมชุดแพรพรรณสีขาวรัดรูปเดินเล่นอยู่ที่ลานหน้าเรือน ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นางใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับความทรงจำเก่าของร่างนี้ และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับที่แห่งนี้
ในความทรงจำที่ได้รับ นี่เป็นทวีปที่แสนวิเศษอย่างยิ่ง ทั้งยังเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก
คล้อยหลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ตอนนี้ก็คงถึงเวลาที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างแล้ว เพราะความทรงจำเหล่านั้นทำให้นางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกินว่า โลกใบนี้มันจะเป็นอย่างไร?
เมื่ออิ๋งเอ๋อร์ได้ยินว่า เซียถงต้องการจะออกไปเดินเล่น นางเองก็ดีใจอย่างมาก นึกเสียไปเองว่า คุณหนูน่าจะกำลังเสียใจไม่น้อยเนื่องจากจุดตันเถียนถูกทำลาย แต่ดูท่าจะคิดผิดไป คุณหนูของนางมองโลกในแง่ดีกว่าที่คิด
คู่นายบ่าวเดินทางออกจากจวนเสนาบดี ทั้งสองเดินเตร่ไปตามท้องถนนภายในเมือง
เมืองเฟิ่งหลี่เป็นเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิตงหลี่ ซึ่งสถาปัตยกรรมทั่วทั้งจักรวรรดิแห่งนี้แตกต่างจากที่เซียถงจินตนาการเอาไว้ มันหาใช่สถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ แต่เป็นแนวขุนนางชนชั้นสูงแบบกรุงโรมโบราณผสมกับยุคกลางทาฝั่งยุโรป
บนพื้นถนนถูกปูด้วยหินสีเขียวอ่อนสะอาดสะอ้าน ภายในร้านค้าสองข้างทางมีสินค้าแปลกตาวางขายอยู่มากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เซียถงไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยในชีวิต
ท้องถนนสายนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่สัญจรจนไปมาอย่างคับคั่ง
แต่พอทุกคนที่เดินผ่านไปมาเห็นเซียถง ต่างก็พากันจับกลุ่มกระซิบกระซาบ นินทากันลับหลัง บ้างก็ชี้นิ้วใส่มาทางนาง สีหน้าดูถูกดูแคลน บางคนก็ดูเห็นอกเห็นใจ หรือไม่ก็หัวเราะเยาะใส่…
“คุณหนูเจ้าค่ะ…พวกเรากลับเข้าจวนก่อนดีหรือไม่?”
อิ๋งเอ๋อร์ที่กลัวว่า เซียถงจะทนรับแรงกดดันไม่ไหว ก็เลยเอ่ยปากเสนอขึ้นมา
จุดตันเถียนของคุณหนูถูกทำลาย ข่าวการสูญเสียพรสวรรค์และพลังบำเพ็ญตบะทั้งหมดได้กระจายไปทั่วจักรวรรดิตงหลี่แห่งนี้แล้ว
เซียถงกวาดสายตาสวนผู้คนรอบข้างที่จับจ้องมาทางนาง ราวกับมิได้เกรงกลัวหรือใส่ใจเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังก้าวย่างเดินเตร่ต่อไปเสมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เดินต่ออีกหน่อยแล้วกัน”
แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีสุ้มเสียงประชดประชันดังกึกก้องขึ้นมา
“โอ้? นั่นมันอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรตงหลี่มิใช่รึ? หุหุ…”
องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่
ตอนที่3 องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่
เซียถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองก็พบกลุ่มคนจำนวนสองถึงสามคนที่กำลังยืนขวางทางตรงหน้าอยู่ และคนที่อยู่หน้าสุดเป็นหญิงสาวโฉมงาม แต่งหน้าประทินผิวละเอียดอ่อนสวย ทว่าน่าเสียดาย ที่ความงดงามเหล่านั้นต้องถูกสายตาและท่าทางอันหยิ่งผยองหวดดีทำลายภาพลักษณ์จนสิ้น นางคนนี้เป็นบุตรสาวคนโตของขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิ เจิ้นกัว ซึ่งมีทหารราบและทหารม้านับแสนนายอยู่ภายใต้อำนาจของเขา ซึ่งจางเสวี่ยหรงนางนี้ก็อาศัยพลังอำนาจของตระกูลข่มเหงรังแกเซียถงมาก็ไม่น้อยเลย
เซียถิงปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่งเท่านั้น แล้วก็เดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไปโดยมิได้ใส่ใจสักนิด ทำราวกับจางเสวี่ยหรงเป็นเพียงอากาศธาตุ คนสันดานประเภทนี้มันไม่มีค่าเพียงพอที่จะสนใจ
จางเสวี่ยหรงที่เห็นเซียถิงปฏิบัติอย่างเมินเฉยใช่ก็พลันเดือดดาล นางกางแขนวาดออกไปขวางทางเซียถงเอาไว้ คลี่ยิ้มหัวเราะเยาะเย้ยกล่าวว่า
"เซียถง ยามนี้เจ้าหาใช่อัจฉริยะดั่งกาลก่อนแล้ว! ทางที่ดีเจ้าควรซุกหัวอยู่แต่ในจวน อย่าโผล่หน้าออกมาอีกเลยจะดีกว่า เพราะจะอย่างไร ท่านองค์รัชทายาทกลับไม่คู่ควรกับสวะอย่างเจ้า!"
คนที่อยู่ข้างกายของจางเสวี่ยหรงที่ได้ยินแบบนั้นต่างหัวเราะคิกคักเสียงดังลั่น เซียถงหยุดชะงักฝีเท้าพร้อมเหลียวหลังเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยหางตาแวบหนึ่ง เบื้องลึกในแววตาคู่นี้ทั้งเย็นชาและเฉียบคมประดุจมีดกริชเล่มหนึ่ง ปราศจากระลอกคลื่นอารมณ์ใดผันผวนเจือผสมอยู่เลย นั่นกลับทำให้จางเสวี่ยหรงเสียวสันหลังวูบ รู้สึกราวกับตัวเองตกลงในบ่อน้ำแข็งเย็นบรรพกาลพันปีในเสี้ยวพริบตา ทั่วร่างกายาเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจเกินจะบรรยาย
“หากเจ้ามีเวลาหัวเราะเยาะข้า ไฉนไม่เอาเวลานี้ไปคิดหาวิธีร่านใส่องค์รัชทายาทให้หลงเสียล่ะ?”
องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ก็แค่เศษบุรุษชายที่ใจเสาะกว่าสุนัขตัวหนึ่ง ภายนอกดูอ่อนโยนเป็นชายอบอุ่น ทว่าภายในกลับเน่าเฟะ ถึงแม้เซียถงเจ้าของร่างเก่าจะเคยใช้ชีวิตแลกชีวิตช่วยเหลือเขาเอาไว้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่เคยแม้นกระทั่งมาเยี่ยมนางเลยสักครั้ง มารยาทโดยพื้นฐานยังไม่มี คนแบบนี้ยังเรียกว่า ‘ผู้ดี’ ได้อย่างไร?
เซียถงรู้สึกเสียใจแทนเจ้าของร่างเก่าเหลือเกิน ที่ยอมทิ้งชีวิตอันมีค่าเพื่อช่วยเศษมนุษย์เฉกเช่นมัน ไม่คุ้มเอาเสียเลย
จางเสวี่ยหรงอาจไม่เข้าใจคำว่า ‘ร่าน’ ที่เซียถงกล่าว ก็หลงดีใจคิดว่า อีกฝ่ายกำลังหวาดกลัวตน จึงเชิดค้างชี้ขึ้นฟ้าอย่างหยิ่งผยอง ชี้นิ้วกล่าวเย้ยเยาะว่า
“นับว่าเจ้ายังรู้ตัวเองดี! ครั้งหน้าหากพบเจอข้าอีกล่ะก็ จงอ้อมเดินไปทางอื่น อย่าโผล่หน้าอัปลักษณ์มาให้ข้าเห็น!”
แววตาคู่นั้นของเซียถงดูเย็นชาขึ้นในบัดดล ตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้ ยังไม่มีใครกล้าชี้นิ้วสั่งด้วยถ้อยคำที่หยาบเหยียดปานนี้ กระทั่งนักฆ่าในวงการหรือสายลับบางคนแค่ได้ยินชื่อนางก็พลันสั่นกลัวกันหมดแล้ว!
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะมีปัญญาเพียงใด”
กล่าวจบเซียถงก็สาวเท้าก้าวเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจอันใดอีก แต่ทันใดนั้นพลันมีสายลมหนาวพัดผ่านมาจากด้านหลัง เข้าโจมตีนางโดยฉับพลัน
อาศัยสัญชาตญาณนักฆ่าเก่า เซียถงหันขวับกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงกรงเล็บทั้งห้าของจางเสวี่ยหรงที่พวยพุ่งฉกเข้าใส่ หวังจะฉีกกระชากเสื้อผ้าบนเรือนร่างของนางให้ขาดรุ่ย ตั้งใจจะทำให้อับอายขายหน้าต่อหน้าชาวเมืองเฟิ่งหลี่ทุกคน
แม้เซียถงจะไม่มีลมปราณแล้ว แต่ความว่องไวของนางยังคงเพียบพร้อมคงอยู่ เพียงเบี่ยงร่างไปทางซ้ายปรับทิศองศาแตกต่างเล็กน้อย ก็สามารถเลี่ยงหลบกรงเล็บทั้งห้าของจางเสวี่ยหรงที่พยายามจะพุ่งจู่โจมได้อย่างง่ายดาย
จางเสวี่ยหรงที่เห็นเซียถงหลบกระบวนโจมตีของตนก็พลันตกใจ รีบระดมใช้ลมปราณขุมใหญ่ฟันฟาดใส่ต่อเนื่อง ทว่าชั่วอึดใจขณะ นางกลับรู้สึกได้ว่า บริเวณพื้นดินที่นางยืนอยู่กลายเป็นความว่างเปล่า คู่ขาที่ยืนหยัดก่อนหน้ากลับถูกเซียถงตวัดขากวาดลานวัดใส่จนล้มคะมำนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น มือเรียวยาวสีขาวผ่องข้างหนึ่งจับกดไหล่อีกฝ่ายติดแน่นในท่านอน ส่วนมืออีกข้างพุ่งเข้าไปบีบคอแน่นจนคมเล็บฝังลึกเป็นแผล ทั้งสีหน้าแววตาของเซียถงในยามนี้เลือดเย็นไร้เมตตาประดุจว่าสามารถหักคอของจางเสวี่ยหรงได้โดยไม่มีลังเล
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน? เซียถงไม่ได้พิการแล้วหรอกรึ? ไฉนมันถึงสามารถเอาชนะข้าได้ภายในกระบวนท่าเดียวอย่างง่ายดายปานนี้? สงสัยว่าข้าจะประมาทมันเกินไป!
“ไอ้ขยะปล่อยข้า! ปล่อยข้าเร็ว!”
จางเสวี่ยหรงตะลึงงันอยู่พักใหญ่ ชั่วขณะต่อมาค่อยส่งเสียงกรีดร้องลั่นด้วยความโกรธจัด
“หากเจ้าแหกปากขึ้นอีกคราเดียว เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถหักคอเจ้าทิ้งได้ทันที?”
เซียถงยังคงกระชับออกแรงบีบคออีกฝ่ายแน่น ก่นเสียงเย็นขู่ออกไปคำหนึ่ง
สุ้มเสียงที่สุดแสนจะเย็นชานี้ทำเอาผู้คนที่อยู่รอบข้างขนหัวลุกซู่ว จางเสวี่ยหรงกับผู้ติดตามข้างกายนางต่างตะลึงงันค้างแข็งอยู่กันที่ อ้าปากกว้าง เบิกตาโตแทบถลน นี่มิใช่ว่าเซียถงเป็นนังอัปลักษณ์แสนขี้ขลาดที่เคยรู้จักหรอกรึ? ไฉนนางถึงเปลี่ยนไปได้ปานนี้? ไม่เพียงแค่ลักษณ์นิสัย แต่ยังรวมไปถึง…กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกนี้อีก?
“เจ้า…เจ้า…”
จางเสวี่ยหรงเข้าสบตาอีกฝ่ายสีหน้าบิดเบี้ยวเปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารข้นคลัก ทว่าในท้ายที่สุดกลับต้องเบี่ยงสายตาเลี่ยงหนี หดหัวหดคอลงด้วยความหวาดกลัว และไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีกเลย
เซียถงคอยมือออกจากคอของอีกฝ่าย ปัดเศษดินเศษฝุ่นบนมือเล็กน้อยพร้อมลุกขึ้นยืน จากนั้นค่อยเหลียวหางตาเหลือบมองจางเสวี่ยหรงอย่างดูแคลนประดุจเบื้องบนปรายตามองจัณฑาล แววตาเย็นสะท้านวาบขึ้น
“ต่อให้ข้าเป็นขยะ ก็มากเกินพอแล้วที่จะสังหารเจ้าทิ้งดุจเศษธุลี!”
พูดจบนางก็เดินจากออกไป
แสงตะวันสีทองทอประกายสาดส่องไปทั่วเมืองเฟิ่งหลี่ ทว่าจางเสวี่ยหรงและคนอื่นๆกลับไม่รู้สึกอบอุ่นเลยแม้สักนิด ในทางตรงกันข้าม พวกเขาต่างรู้สึกหนาวเหน็บอย่างไร้เหตุผล
อิ๋งเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง คุณหนูของนาง…แข็งแกร่งเหลือเกิน! นางสามารถเอาชนะจางเสวี่ยหรงที่มีระดับพลังอยู่ในขอบเขตเสาหลักเหลืองได้ภายในกระบวนท่าเดียว!
แม้ว่าคุณหนูจะมีพรสวรรค์ในเส้นทางการบำเพ็ญตบะที่สูงเสียยิ่งกว่าองค์รัชทายาท แต่เนื่องจากนิสัยประจำตัวที่ขี้ขลาดตาขาวจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นางไม่กล้าโต้ตอบผู้ใดแม้จะถูกรังแกก็ตาม
ทว่ากลับคิดไม่ถึง คล้อยหลังจากเหตุการณ์ที่คุณหนูได้รับบาดเจ็บสาหัส นิสัยก็ดูจะเปลี่ยนไปมาก แต่อย่าว่าอย่างโน่นนี่เลย อิ๋งเอ๋อร์รู้สึกเป็นปลื้มกับคุณหนูที่เป็นอย่างในตอนนี้มากกว่า
หลังจากเดินเตร่อยู่บนท้องถนนได้รอบหนึ่ง เซียถงก็กลับมายังเรือนหลังน้อยของตน ไม่นานอิ๋งเอ๋อร์ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานกับนาง สีหน้าดูมีความสุขอย่างยิ่งว่า
“คุณหนู! องค์รัชทายาทเสด็จมาเจ้าค่ะ!”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ติดตามมาด้วยเงาร่างสีม่วงสายหนึ่งที่เดินโฉบเฉี่ยวเข้ามาในตัวเรือนด้านใน มาในชุดคลุมผ้าไหมหรูหราสีม่วงตัดทอง ผมเผ้าถูกรวบสูงปักด้วยปิ่นหยกเขียว ใบหน้าหล่อเหลาราวกับคมมีดกรีดใจของเหล่าสตรี ดวงตาคู่นั้นช่างกลมโตแต่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสจองหองอยู่หลายส่วน ทั่วร่างกายาปรากฏกลิ่นอายแห่งเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแผ่ซ่าน
ชายผู้นี้คือองค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ เบื้องหลังของเขามีเหล่าองครักษ์หลายคนกำลังถือหีบสมบัติล้ำค่ามากมายในวังหลวง และห่อผ้าไหมชั้นเลิศอีกหลายสิบกล่อง
ยังไม่ทันที่เซียถงจะได้เอ่ยปากอันใด ไป๋หลี่เย่ก็เอ่ยขึ้นเสียงเย็นว่า
“เซียถง องค์รัชทายาทผู้นี้มีเรื่องต้องการจะบอกเจ้าให้ทราบเสียก่อน เจ้าอย่าหวังที่จะให้องค์รัชทายาทผู้นี้แต่งตั้งเจ้าเป็นพระชายารอง! เลิกฝันกลางวันเสีย!”
กล่าวจบเขาก็ยกมือเป็นสัญญาณให้องครักษ์เหล่านั้นแบกหีบสมบัติกองไว้ตรงหน้าของเซียถง แววตาคู่นั้นที่จับจ้องใส่เซียถงมันอัดแน่นไปด้วยความดูแคลนหยามเหยียด ทั้งยังกล่าวน้ำเสียงรังเกียจต่ออีกว่า
“ของพวกนี้เป็นรางวัลมอบให้แก่เจ้า ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตข้า”
หากไม่ใช่เพราะเสด็จพ่อทรงบังคับให้เขาเดินทางมายังจวนเสนาบดี คนอย่างเขาไม่มีทางมาแน่นอน
นังอัปลักษณ์นี่ทั้งขี้ขลาดและไร้ประโยชน์ แต่เห็นแบบนี้นางกลับเจ้าเล่ห์เป็นอย่างยิ่ง คงอยากจะใช้หนี้บุญคุณนี้เป็นข้ออ้าง เพื่อที่จะบีบบังคับให้เขาอภิเษกกับนางและขึ้นเป็นพระชายารอง!
แผนการไม่เลว!
เซียถงเลิกคิ้วเล็กน้อย นางไม่แม้แต่เหลือบสายตามองไป๋หลี่เย่เลยเช่นกัน ทว่าค่อนข้างสนใจกับบรรดาหีบสมบัติตรงหน้า
“อิ๋งเอ๋อร์รับของทั้งหมดไว้”
อิ๋งเอ๋อร์ถึงกับตกลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง ทันใดนั้นดวงตาของนางก็มีน้ำตาเอ่อล้นออกมา นางรีบวิ่งตรงไปคุกเข่าต่อหน้าไป๋หลี่เย่ทั้งน้ำตาขอร้องว่า
“ท่านองค์รัชทายาท! ท่านมิอาจทำเฉกเช่นนี้กับคุณหนูของข้าได้! นางยอมกลายมาเป็นคนพิการไร้ลมปราณเพื่อช่วยชีวิตท่าน…นาง…นางเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิตงหลี…”
“อิ๋งเอ๋อร์ ยืนขึ้น!”
สีหน้าแววตาของเซียถงแปรเปลี่ยนไปทันที อิ๋งเอ๋อร์ที่ได้ยินดังนั้นกลับไม่แม้แต่จะเคลื่อนขยับ…แต่เหลียวหลังเงยขึ้นจับจ้องเซียถงแทน
“คุณหนู…”
สีหน้าของเซียถึงเย็นชาขึ้นหลายส่วน กระทั่งน้ำเสียงเองยังเย็นยะเยือกจนน่าขนหัวลุก
“ชีวิตข้าไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาร้องขอ”
พอเห็นสีหน้าการแสดงออกอันแสนเย็นชานี้ อิ๋งเอ๋อร์ตกใจถึงขั้นรีบลุกขึ้นในพริบตา
ไป๋หลี่เย่ตะลึงงันไปเล็กน้อย แววความหยิ่งยโสจองหองที่เร้นแฝงในดวงตายิ่งเข้มข้นเห็นชัดขึ้น เขาเพียงเค้นเสียงเบาๆขึ้นว่า
“นับว่าเจ้ายังมีไหวพริบดี”
“ข้าจะรับของเหล่านี้ไว้เอง ยามนี้ท่านเองคงกล่าวในสิ่งที่ต้องการจะกล่าวหมดแล้ว เช่นนั้นก็เชิญกลับไปได้”
เซียถงออกคำสั่งไล่แขกออกไปโดยไม่สนใจอีกต่อไป เจ้าของร่างเก่าชอบเดนมนุษย์ไร้ค่าเช่นนี้ไปได้ยังไงกัน?