โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'หนุ่ย แบไต๋' ยกเหตุผล 8 ข้อ แนะรบ.ไทย 'ยกเลิก TEST & GO' ก่อนเป็นปท.ไม่จริงในสายตาโลก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 เม.ย. 2565 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 10.33 น.

‘หนุ่ย แบไต๋’ ยก 8 ข้อ แนะรบ.ไทย ‘ยกเลิก TEST & GO’ ก่อนเป็นปท.ไม่จริงในสายตาโลก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พิธีกรสายไอทีชื่อดัง หรือที่รู้จักในชื่อ “หนุ่ย แบไต๋” ได้โพสต์เฟซบุ๊กแนะนำประเทศไทยให้มีมติยกเลิกมาตรการ TEST & GO โดยให้เหตุผลไว้ 8 ข้อ ดังนี้ “ขอให้ ‘วันศุกร์นี้’ รัฐบาลโปรดมีมติยกเลิก TEST & GO ซะก่อนที่ประเทศของเราจะกลายเป็น “ประเทศไม่จริง” ในสายตาชาวโลก (และชาวไทย) ผมใช้เวลาอยู่นานในการเขียนบทความนี้ขึ้น เพราะต้องการชะล้างอคติหรือความด้อยค่าต่างๆ ให้หมดจากหัวใจ แล้วใช้ “ความจริงใจที่สุด” ในการ “แนะนำประเทศไทย” ในครั้งนี้ … ขอนำ 8 เหตุผลต่อข้อเรียกร้องนี้ขึ้นมาด้านบนเลย (ยาวไปเดี๋ยวไม่อ่าน) …ส่วนมิตรรักท่านใดที่ชอบพอกัน อยากอ่านทั้งหมด ก็ลุยตาอ่านต่อได้จนจบ

1.การทำ TEST & GO ไม่ใช่การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่บาดเจ็บจากพิษโควิด เพราะมันทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวมาก ลงเครื่องแล้วแทนที่จะตื่นเต้นอยากเที่ยว แต่ต้องมาถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวอย่างถูกต้องตามกฎหมายในห้องพัก (ซึ่งไม่ได้ใหญ่นัก)

…คนเที่ยวเซ็ง คนอยากกลับบ้านเครียด บ้านอยู่แค่คืบ แต่กลับไม่ได้ ถูกบังคับให้จ่ายค่าห้องในเรตไม่ปกติ คือบวก RT-PCR จากโรงพยาบาล (และหากไม่อยากรอหลายชั่วโมง ให้จ่ายพิเศษเพิ่มเพื่อซื้อการปั่นนอกรอบ)

….ครอบครัวผมจ่ายไป 14,300.- แบ่งเป็น 5,300.- สำหรับคนแรก และ 3,000.- สำหรับผู้ติดตาม (ลูกมากเลยยากจนหน่อย) …ทั้งๆ ที่ห้องหับแบบนี้ ปกติเราซื้อได้ในราคา 5,000 บาทบวกลบ …นี่ยังไม่รวมข้อเสนอเย้ายวนใจว่า “จ่ายเพิ่มหัวละ 6,500.- กลับบ้านได้เร็วกว่า” (นำเชื้อไปปั่นเลยไม่รอรอบ)

… นี่เรียกตามศัพท์อังกฤษว่า Extortion & Racketeering ซึ่งเป็นแบบ Official ด้วยคือรัฐบาลเป็นประกัน

2.ทุกๆ คนที่เดินทางมาประเทศไทย ไม่ว่าจะชาวต่างชาติหรือชาวไทยกลับบ้าน “ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย” เพียงเขาโพสต์บอกประสบการณ์นี้กับเพื่อนๆ ญาติพี่น้องของเขา ก็ไม่มีใครอยากมาเมืองไทยแล้ว สู้ไปประเทศที่ “ไม่ตรวจอะไรเลย” ดีกว่ามาก

3.หากรัฐอยากช่วยเหลือผู้ประกอบการจริง …การ “เปิดประเทศสู่สภาวะปกติ” คือการช่วยเหลือที่แท้จริง และยั่งยืน

…โปรดประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นได้แล้ว หลายประเทศที่เจริญแล้วเขาก็เลิกตกใจกันแล้ว เรามี “วัคซีนเต็มแขนคนไทย” ไปแล้วนี่จะกลัวอะไร ? ยังไงคนที่แคร์คนที่รัก เขาก็ตรวจ ATK เช็กกันเองรายวันอยู่แล้วล่ะ

4.พนักงาน เจ้าหน้าที่หน้างาน ดูจากสีหน้า ไม่มีใครภูมิใจกับงานในหน้าที่นี้ ทั้งฐานที่มั่นสำหรับการทำงานนี้ที่ไม่เป็นมืออาชีพ, การควบคุมคนที่ถูกบังคับขืนใจให้ทำ ย่อมไม่ใช่ความสุข ไหนต้องปะทะกับอารมณ์คนไม่เข้าใจ อธิบายคนไม่ได้ทำหรือทำไม่เป็น ฯลฯ

5.การ “Bubble&Seal” หรือระบบปิดกั้นเชื้อที่ว่าต้องเอารถมารับ (แม้โรงแรมอยู่แค่หน้าสนามบินก็ต้องรอรถมารับ) มันกันเชื้อไม่ได้จริง … ม่านใสระบบไทยประดิษฐ์มีช่องโหว่ ส่วนการวาง Flow ที่ว่าให้ทำการ Swab จมูกกันนอกโรงแรมเพื่อป้องกันเชื้อเข้าโรงแรม แต่ในการปฏิบัติจริงเราต้องเดินเข้าไปในตัวอาคารก่อนเพื่อ Check-In อยู่ดี และปั่นจมูก RT-PCR ไปแล้ว ก็ไม่ได้รู้ผลเลยเหมือน ATK …ผู้ติดเชื้อก็ต้องเดินผ่านทางร่วม โถงกลาง ลิฟต์ และนอนเล่น สัมผัสพนักงานในการรับส่งอาหารบนห้องอยู่ดี …

แปลกดีที่ต้องทำให้ยุ่งยาก ทั้งๆ ที่ “ทุกคนต่างรู้ทั้งรู้” ว่าป้องกันเชื้อจริงไม่ได้ (Omicron เวอร์ชั่น BA.2 นี้อัตราแพร่กระจาย 1 ต่อ 30 ฉะนั้นหากติดก็ไม่ต้องโทษตัวเองแล้วครับว่าประมาท)

6.ประตูสุวรรณภูมิก็มีช่องโหว่ แค่ขึ้นลิฟต์ไปชั้นอื่น แอบเดินสวนทางขาเข้า ก็ออกจากสนามบินได้เช่นกัน (แต่คนดีๆ เขาไม่ทำกันหร๊อกกก)

7.แก้ไขความเข้าใจผิดนิดหน่อยจากโพสต์เช้าวันอาทิตย์ที่สายการบิน etihad แจกใบ ตม.6 (ไม้เบื่อไม้เมา) และแบบ ต.8 ใบเต็ม A4 ที่ถามซ้ำๆ กัน (แจกบนเครื่องก่อนแลนดิ้ง)… อุตส่าห์กรอกครบทั้งหมดแล้วหวังใจไม่เป็นภาระเจ้าหน้าที่ พอเดินออกเครื่องมา ใช้แต่ QR Code ของ Thailand Pass เท่านั้น ซึ่งก็สะดวกดี เจ้าหน้าที่มีคุณภาพ (เกณฑ์เยาวชนคนรุ่นใหม่มาทำ)

รอบของผมผ่านไวมาก เพราะเครื่องไปจอดภูเก็ตก่อน ลงกันโครมๆ เกือบหมดลำ ผู้โดยสารโหรงเหรงแล้วก็ไม่เจอความตัดขัดใดๆ … ผมคิดว่าจุดนี้สายการบินเข้าใจผิดจึงเอาเอกสารมาแจก (ซึ่งเราก็ไม่ควรนำไปยัดใส่มือเขาให้เปลืองคาร์บอน)

8.ป้ายต่าง ๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ถูกแก้ไขใหม่ให้ชัดเจนขึ้นมาก ไฟสว่าง สีสด ตัวอักษรชัด อักษรไหนสื่อสารกับชาวต่างชาติเท่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีภาษาไทยกำกับ ซึ่งทำได้ดีเลย เราเห็นป้าย “กรมควบคุมโรค” กระทรวงสาธารณสุข เด่นชัดมากมาแต่ไกล แต่ผมพบว่าที่สำนักงานแห่งนี้ในเวลา 13.10 น.ของวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน มีนักศึกษาฝึกงานนั่งเฝ้าอยู่ 2 คนในลักษณะที่เราเห็นกันชินตาคือคอตกนั่งจิ้มมือถือ …

หากไม่มีใครไปนั่งอยู่โยงตรงนั้นเลยยังจะดู ขึงขัง ดุดัน น่าเกรงขามกว่า (ด้วยป้าย) …ราชการต้องเลิกเอาอัตรากำลังคนไป “เฝ้าบูธ” …เพราะการเอาใครที่ไม่อินกับงานไปนั่งเฝ้าโต๊ะก็เท่ากับทำให้มัน “ไม่จริง” ในสายตาชาวต่างชาติ (และสายตาทุกคนนั่นแหละฮะ ! )

==================================
(จากจุดนี้ไปผมจะเล่าเพิ่มนะฮะ ส่วนน้ำล้วนๆ ข้ามไป’เมนต์เลยก็ได้)

ผมออกเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนตามที่ทุกท่านได้ทราบจากการโพสต์ภาพชวนอิจฉาอิจฉาอิจฉา ! แล้ว…เหตุที่ตัดสินใจไปก็เพราะ “รู้ก่อน” ว่า “ประเทศเขาไม่ตรวจอะไรทั้งสิ้น” แล้วผล RT-PCR ไม่ต้อง, แผ่น ATK ก็ไม่ต้อง …และแน่ๆ ว่า ไม่มีมาตรการสุดแสนสะดวกแต่บัดซบอย่าง TEST&GO

ทุกคนล้วนผ่านเข้า-ออกประเทศได้ตามปกติ ขากลับก็ไม่ต้องตรวจอะไร เมื่อไปถึงแล้วได้เที่ยวเลย บรรยากาศการท่องเที่ยวมาเต็มเปี่ยม ! คนยุโรปทำให้เรารู้สึกถึงคำว่า “สงครามโควิดจบลงแล้ว” …เพราะสิ่งที่พวกเขาทำให้ผมเห็นด้วยตาคือมันเป็นปกติมาก ไม่มีใครใส่หน้ากาก ทีวีเลิกรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ

พื้นที่ต่างๆ ในเมืองจึงคึกคัก สถานที่ท่องเที่ยวจึงแน่นขนัด โรงแรมเต็ม … เศรษฐกิจคึกคัก (สวิสดักปล้นเราตลอดทางด้วย “ราคาค่าครองชีพ” ที่สูงกว่าปกติตามที่เราเคยใช้จ่ายหลายเท่า)

2 วันแรก ชาวคณะเราปฏิบัติตัวเคร่งครัดด้วยการ “ใส่หน้ากาก” เดินเหินตามถนนหนทางต่างๆ … ปรากฏว่ากลายเป็นตัวประหลาด ถูกมองว่ามีเชื้อ … เลยต้องเนียนๆ Do as Romans do ไป…

อยู่สวิตเซอร์แลนด์ไป 15 วัน มีคำว่า “COVID” ลอยมาเข้าหูเพียง 1 ครั้ง คือจากปากพนักงานชายผู้ขายเสื้อผ้าในร้าน GStar Raw® ที่ถามว่า “โควิดในไทยเป็นอย่างไร ?” เนื่องจากเขาเคยมาเมืองไทย หลงรักและอยากมาอีก (เรื่องน่ายินดีที่กว่า 80% ของคนที่นี่ ที่ถามผมว่า “Where’re you come from?” แล้วจะพูดถึง Thailand ด้วยความหลงใหล จำชื่อจังหวัดต่างๆ ได้ … ชาวสวิส เคยมาไทยกันทั้งนั้น)

นอกนั้นไม่มีใครมาพูดกับผมถึงไอ้เชื้อบ้าเชื้อบอนี่ ที่เมื่อติดแล้วก็จะ “ค้นพบความจริง” ว่า “มันคือหวัด” แบบทีเราเคยเป็นๆ กันมา

สมัยก่อนยุคโควิด ทำไมเรายอมรับการเป็นหวัด ปีละ 2-3 ครั้งได้ล่ะ ?

เชื้อ มันเดินทางมาถึงจุดที่ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว เพราะเป็นแล้วก็หาย ไม่ตาย ไม่ลงปอด หากฉีดวัคซีนแล้ว ยาฟาวิฯ นี่ไม่ต้องร้องหาให้เมื่อยเลย เปลือง ! เราเก็บคลังยาไว้ช่วยผู้ป่วยหนักๆ จะดีกว่า

ที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่เขาไม่ใส่หน้ากากกันเลย เพราะรัฐบาลประกาศนัด Unmask ไปเมื่อ 1 เมษา …

ถามคนสวิสว่ารัฐบาลประกาศอย่างไร? แล้วคุณคิดอย่างไร ? เขาว่า “ค่าใช้จ่ายในการป้องกันโควิด…มันแพง”

นี่ขนาดประเทศร่ำรวยนะ เขายังมองว่าแพง …เพราะภาพรวมตอนนี้คือ “แกแมสแล้วว่ะ” เชื้อ SARS-CoV-2 ได้มุ่งโจมตีในระดับ Critical Mass (มวลวิกฤต) สำเร็จ …

”ใครๆ ก็ติด” …ฉะนั้น “ติด-ก็-รักษา” …มันรักษาตามอาการได้ ไอ-ไข้ขึ้น ก็กินยาสามัญไป ปวดเนื้อตัวก็นอนพัก ดื่มน้ำมากๆ … 2-3 วันหาย !

จะด้วยความสบายใจของสังคมก็กักตัวต่ออีกหน่อยค่อยออกมาเริงร่า

ตอนโควิดมาใหม่ๆ เราเข้าใจนะว่าต้องกีดกันคนป่วยออกไปจากสังคมให้จงได้ เพราะเราสู้อยู่ท่ามกลางความไม่รู้

แต่ 2 ปีกว่ามานี้ นานพอที่เรา “รู้แล้ว” …ก็ Living With Covid ไป จะต้องเปลืองทรัพยากรต่อไปอีกทำไม ?

กลับมาที่ไทย … ไทยเรายังตรึงมาตรการ TEST & GO เหตุผลที่รัฐบาลทำก็เพื่ออยากช่วยเอกชนแหละ ซบเซากันมานาน

สุดท้าย….ผมถ่ายภาพไว้เยอะมาก แต่ตัดสินใจจะลงแค่ภาพเดียว เนื่องจากไม่อยากให้ใครในภาพเดือดร้อน… แค่ต้องการให้ดีไซเนอร์ฉากกั้นนี่ เดือดร้อนคนเดียว… ตลกร้ายมากครับ กับฉากกั้นแบบนี้ … นี่แหละ “ประเทศไม่จริง” …อย่าทำ อย่าทำ

ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอย่างอื่นเจือปน
นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์

** ปล. หากยกเลิก TEST & GO แล้วก็ไม่ต้องไปทำ ATK ภาคบังคับนะครับ เพราะมันจะไม่จริงไม่ต่างกัน … ปล่อยให้เป็นไปตามความสมัครใจที่เขาจะห่วงใยในครอบครัว คนใกล้ชิดของเขา (มนุษย์มีรากฐานคือความรักความห่วงใย ใช้กลไกธรรมชาติเถอะครับ) และยังไงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ติด ก็ไม่อาจเท่าจำนวนคนที่ติดโควิดอยู่ในประเทศเราครับ “โควิด แกแมสแล้วว่ะ” …พอเถอะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...