'หนุ่ย แบไต๋' ยกเหตุผล 8 ข้อ แนะรบ.ไทย 'ยกเลิก TEST & GO' ก่อนเป็นปท.ไม่จริงในสายตาโลก
‘หนุ่ย แบไต๋’ ยก 8 ข้อ แนะรบ.ไทย ‘ยกเลิก TEST & GO’ ก่อนเป็นปท.ไม่จริงในสายตาโลก
เมื่อวันที่ 20 เมษายน หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พิธีกรสายไอทีชื่อดัง หรือที่รู้จักในชื่อ “หนุ่ย แบไต๋” ได้โพสต์เฟซบุ๊กแนะนำประเทศไทยให้มีมติยกเลิกมาตรการ TEST & GO โดยให้เหตุผลไว้ 8 ข้อ ดังนี้ “ขอให้ ‘วันศุกร์นี้’ รัฐบาลโปรดมีมติยกเลิก TEST & GO ซะก่อนที่ประเทศของเราจะกลายเป็น “ประเทศไม่จริง” ในสายตาชาวโลก (และชาวไทย) ผมใช้เวลาอยู่นานในการเขียนบทความนี้ขึ้น เพราะต้องการชะล้างอคติหรือความด้อยค่าต่างๆ ให้หมดจากหัวใจ แล้วใช้ “ความจริงใจที่สุด” ในการ “แนะนำประเทศไทย” ในครั้งนี้ … ขอนำ 8 เหตุผลต่อข้อเรียกร้องนี้ขึ้นมาด้านบนเลย (ยาวไปเดี๋ยวไม่อ่าน) …ส่วนมิตรรักท่านใดที่ชอบพอกัน อยากอ่านทั้งหมด ก็ลุยตาอ่านต่อได้จนจบ
1.การทำ TEST & GO ไม่ใช่การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่บาดเจ็บจากพิษโควิด เพราะมันทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวมาก ลงเครื่องแล้วแทนที่จะตื่นเต้นอยากเที่ยว แต่ต้องมาถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวอย่างถูกต้องตามกฎหมายในห้องพัก (ซึ่งไม่ได้ใหญ่นัก)
…คนเที่ยวเซ็ง คนอยากกลับบ้านเครียด บ้านอยู่แค่คืบ แต่กลับไม่ได้ ถูกบังคับให้จ่ายค่าห้องในเรตไม่ปกติ คือบวก RT-PCR จากโรงพยาบาล (และหากไม่อยากรอหลายชั่วโมง ให้จ่ายพิเศษเพิ่มเพื่อซื้อการปั่นนอกรอบ)
….ครอบครัวผมจ่ายไป 14,300.- แบ่งเป็น 5,300.- สำหรับคนแรก และ 3,000.- สำหรับผู้ติดตาม (ลูกมากเลยยากจนหน่อย) …ทั้งๆ ที่ห้องหับแบบนี้ ปกติเราซื้อได้ในราคา 5,000 บาทบวกลบ …นี่ยังไม่รวมข้อเสนอเย้ายวนใจว่า “จ่ายเพิ่มหัวละ 6,500.- กลับบ้านได้เร็วกว่า” (นำเชื้อไปปั่นเลยไม่รอรอบ)
… นี่เรียกตามศัพท์อังกฤษว่า Extortion & Racketeering ซึ่งเป็นแบบ Official ด้วยคือรัฐบาลเป็นประกัน
2.ทุกๆ คนที่เดินทางมาประเทศไทย ไม่ว่าจะชาวต่างชาติหรือชาวไทยกลับบ้าน “ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย” เพียงเขาโพสต์บอกประสบการณ์นี้กับเพื่อนๆ ญาติพี่น้องของเขา ก็ไม่มีใครอยากมาเมืองไทยแล้ว สู้ไปประเทศที่ “ไม่ตรวจอะไรเลย” ดีกว่ามาก
3.หากรัฐอยากช่วยเหลือผู้ประกอบการจริง …การ “เปิดประเทศสู่สภาวะปกติ” คือการช่วยเหลือที่แท้จริง และยั่งยืน
…โปรดประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นได้แล้ว หลายประเทศที่เจริญแล้วเขาก็เลิกตกใจกันแล้ว เรามี “วัคซีนเต็มแขนคนไทย” ไปแล้วนี่จะกลัวอะไร ? ยังไงคนที่แคร์คนที่รัก เขาก็ตรวจ ATK เช็กกันเองรายวันอยู่แล้วล่ะ
4.พนักงาน เจ้าหน้าที่หน้างาน ดูจากสีหน้า ไม่มีใครภูมิใจกับงานในหน้าที่นี้ ทั้งฐานที่มั่นสำหรับการทำงานนี้ที่ไม่เป็นมืออาชีพ, การควบคุมคนที่ถูกบังคับขืนใจให้ทำ ย่อมไม่ใช่ความสุข ไหนต้องปะทะกับอารมณ์คนไม่เข้าใจ อธิบายคนไม่ได้ทำหรือทำไม่เป็น ฯลฯ
5.การ “Bubble&Seal” หรือระบบปิดกั้นเชื้อที่ว่าต้องเอารถมารับ (แม้โรงแรมอยู่แค่หน้าสนามบินก็ต้องรอรถมารับ) มันกันเชื้อไม่ได้จริง … ม่านใสระบบไทยประดิษฐ์มีช่องโหว่ ส่วนการวาง Flow ที่ว่าให้ทำการ Swab จมูกกันนอกโรงแรมเพื่อป้องกันเชื้อเข้าโรงแรม แต่ในการปฏิบัติจริงเราต้องเดินเข้าไปในตัวอาคารก่อนเพื่อ Check-In อยู่ดี และปั่นจมูก RT-PCR ไปแล้ว ก็ไม่ได้รู้ผลเลยเหมือน ATK …ผู้ติดเชื้อก็ต้องเดินผ่านทางร่วม โถงกลาง ลิฟต์ และนอนเล่น สัมผัสพนักงานในการรับส่งอาหารบนห้องอยู่ดี …
แปลกดีที่ต้องทำให้ยุ่งยาก ทั้งๆ ที่ “ทุกคนต่างรู้ทั้งรู้” ว่าป้องกันเชื้อจริงไม่ได้ (Omicron เวอร์ชั่น BA.2 นี้อัตราแพร่กระจาย 1 ต่อ 30 ฉะนั้นหากติดก็ไม่ต้องโทษตัวเองแล้วครับว่าประมาท)
6.ประตูสุวรรณภูมิก็มีช่องโหว่ แค่ขึ้นลิฟต์ไปชั้นอื่น แอบเดินสวนทางขาเข้า ก็ออกจากสนามบินได้เช่นกัน (แต่คนดีๆ เขาไม่ทำกันหร๊อกกก)
7.แก้ไขความเข้าใจผิดนิดหน่อยจากโพสต์เช้าวันอาทิตย์ที่สายการบิน etihad แจกใบ ตม.6 (ไม้เบื่อไม้เมา) และแบบ ต.8 ใบเต็ม A4 ที่ถามซ้ำๆ กัน (แจกบนเครื่องก่อนแลนดิ้ง)… อุตส่าห์กรอกครบทั้งหมดแล้วหวังใจไม่เป็นภาระเจ้าหน้าที่ พอเดินออกเครื่องมา ใช้แต่ QR Code ของ Thailand Pass เท่านั้น ซึ่งก็สะดวกดี เจ้าหน้าที่มีคุณภาพ (เกณฑ์เยาวชนคนรุ่นใหม่มาทำ)
รอบของผมผ่านไวมาก เพราะเครื่องไปจอดภูเก็ตก่อน ลงกันโครมๆ เกือบหมดลำ ผู้โดยสารโหรงเหรงแล้วก็ไม่เจอความตัดขัดใดๆ … ผมคิดว่าจุดนี้สายการบินเข้าใจผิดจึงเอาเอกสารมาแจก (ซึ่งเราก็ไม่ควรนำไปยัดใส่มือเขาให้เปลืองคาร์บอน)
8.ป้ายต่าง ๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ถูกแก้ไขใหม่ให้ชัดเจนขึ้นมาก ไฟสว่าง สีสด ตัวอักษรชัด อักษรไหนสื่อสารกับชาวต่างชาติเท่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีภาษาไทยกำกับ ซึ่งทำได้ดีเลย เราเห็นป้าย “กรมควบคุมโรค” กระทรวงสาธารณสุข เด่นชัดมากมาแต่ไกล แต่ผมพบว่าที่สำนักงานแห่งนี้ในเวลา 13.10 น.ของวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน มีนักศึกษาฝึกงานนั่งเฝ้าอยู่ 2 คนในลักษณะที่เราเห็นกันชินตาคือคอตกนั่งจิ้มมือถือ …
หากไม่มีใครไปนั่งอยู่โยงตรงนั้นเลยยังจะดู ขึงขัง ดุดัน น่าเกรงขามกว่า (ด้วยป้าย) …ราชการต้องเลิกเอาอัตรากำลังคนไป “เฝ้าบูธ” …เพราะการเอาใครที่ไม่อินกับงานไปนั่งเฝ้าโต๊ะก็เท่ากับทำให้มัน “ไม่จริง” ในสายตาชาวต่างชาติ (และสายตาทุกคนนั่นแหละฮะ ! )
==================================
(จากจุดนี้ไปผมจะเล่าเพิ่มนะฮะ ส่วนน้ำล้วนๆ ข้ามไป’เมนต์เลยก็ได้)
ผมออกเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนตามที่ทุกท่านได้ทราบจากการโพสต์ภาพชวนอิจฉาอิจฉาอิจฉา ! แล้ว…เหตุที่ตัดสินใจไปก็เพราะ “รู้ก่อน” ว่า “ประเทศเขาไม่ตรวจอะไรทั้งสิ้น” แล้วผล RT-PCR ไม่ต้อง, แผ่น ATK ก็ไม่ต้อง …และแน่ๆ ว่า ไม่มีมาตรการสุดแสนสะดวกแต่บัดซบอย่าง TEST&GO
ทุกคนล้วนผ่านเข้า-ออกประเทศได้ตามปกติ ขากลับก็ไม่ต้องตรวจอะไร เมื่อไปถึงแล้วได้เที่ยวเลย บรรยากาศการท่องเที่ยวมาเต็มเปี่ยม ! คนยุโรปทำให้เรารู้สึกถึงคำว่า “สงครามโควิดจบลงแล้ว” …เพราะสิ่งที่พวกเขาทำให้ผมเห็นด้วยตาคือมันเป็นปกติมาก ไม่มีใครใส่หน้ากาก ทีวีเลิกรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ
พื้นที่ต่างๆ ในเมืองจึงคึกคัก สถานที่ท่องเที่ยวจึงแน่นขนัด โรงแรมเต็ม … เศรษฐกิจคึกคัก (สวิสดักปล้นเราตลอดทางด้วย “ราคาค่าครองชีพ” ที่สูงกว่าปกติตามที่เราเคยใช้จ่ายหลายเท่า)
2 วันแรก ชาวคณะเราปฏิบัติตัวเคร่งครัดด้วยการ “ใส่หน้ากาก” เดินเหินตามถนนหนทางต่างๆ … ปรากฏว่ากลายเป็นตัวประหลาด ถูกมองว่ามีเชื้อ … เลยต้องเนียนๆ Do as Romans do ไป…
อยู่สวิตเซอร์แลนด์ไป 15 วัน มีคำว่า “COVID” ลอยมาเข้าหูเพียง 1 ครั้ง คือจากปากพนักงานชายผู้ขายเสื้อผ้าในร้าน GStar Raw® ที่ถามว่า “โควิดในไทยเป็นอย่างไร ?” เนื่องจากเขาเคยมาเมืองไทย หลงรักและอยากมาอีก (เรื่องน่ายินดีที่กว่า 80% ของคนที่นี่ ที่ถามผมว่า “Where’re you come from?” แล้วจะพูดถึง Thailand ด้วยความหลงใหล จำชื่อจังหวัดต่างๆ ได้ … ชาวสวิส เคยมาไทยกันทั้งนั้น)
นอกนั้นไม่มีใครมาพูดกับผมถึงไอ้เชื้อบ้าเชื้อบอนี่ ที่เมื่อติดแล้วก็จะ “ค้นพบความจริง” ว่า “มันคือหวัด” แบบทีเราเคยเป็นๆ กันมา
สมัยก่อนยุคโควิด ทำไมเรายอมรับการเป็นหวัด ปีละ 2-3 ครั้งได้ล่ะ ?
เชื้อ มันเดินทางมาถึงจุดที่ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว เพราะเป็นแล้วก็หาย ไม่ตาย ไม่ลงปอด หากฉีดวัคซีนแล้ว ยาฟาวิฯ นี่ไม่ต้องร้องหาให้เมื่อยเลย เปลือง ! เราเก็บคลังยาไว้ช่วยผู้ป่วยหนักๆ จะดีกว่า
ที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่เขาไม่ใส่หน้ากากกันเลย เพราะรัฐบาลประกาศนัด Unmask ไปเมื่อ 1 เมษา …
ถามคนสวิสว่ารัฐบาลประกาศอย่างไร? แล้วคุณคิดอย่างไร ? เขาว่า “ค่าใช้จ่ายในการป้องกันโควิด…มันแพง”
นี่ขนาดประเทศร่ำรวยนะ เขายังมองว่าแพง …เพราะภาพรวมตอนนี้คือ “แกแมสแล้วว่ะ” เชื้อ SARS-CoV-2 ได้มุ่งโจมตีในระดับ Critical Mass (มวลวิกฤต) สำเร็จ …
”ใครๆ ก็ติด” …ฉะนั้น “ติด-ก็-รักษา” …มันรักษาตามอาการได้ ไอ-ไข้ขึ้น ก็กินยาสามัญไป ปวดเนื้อตัวก็นอนพัก ดื่มน้ำมากๆ … 2-3 วันหาย !
จะด้วยความสบายใจของสังคมก็กักตัวต่ออีกหน่อยค่อยออกมาเริงร่า
ตอนโควิดมาใหม่ๆ เราเข้าใจนะว่าต้องกีดกันคนป่วยออกไปจากสังคมให้จงได้ เพราะเราสู้อยู่ท่ามกลางความไม่รู้
แต่ 2 ปีกว่ามานี้ นานพอที่เรา “รู้แล้ว” …ก็ Living With Covid ไป จะต้องเปลืองทรัพยากรต่อไปอีกทำไม ?
กลับมาที่ไทย … ไทยเรายังตรึงมาตรการ TEST & GO เหตุผลที่รัฐบาลทำก็เพื่ออยากช่วยเอกชนแหละ ซบเซากันมานาน
สุดท้าย….ผมถ่ายภาพไว้เยอะมาก แต่ตัดสินใจจะลงแค่ภาพเดียว เนื่องจากไม่อยากให้ใครในภาพเดือดร้อน… แค่ต้องการให้ดีไซเนอร์ฉากกั้นนี่ เดือดร้อนคนเดียว… ตลกร้ายมากครับ กับฉากกั้นแบบนี้ … นี่แหละ “ประเทศไม่จริง” …อย่าทำ อย่าทำ
ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอย่างอื่นเจือปน
นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
** ปล. หากยกเลิก TEST & GO แล้วก็ไม่ต้องไปทำ ATK ภาคบังคับนะครับ เพราะมันจะไม่จริงไม่ต่างกัน … ปล่อยให้เป็นไปตามความสมัครใจที่เขาจะห่วงใยในครอบครัว คนใกล้ชิดของเขา (มนุษย์มีรากฐานคือความรักความห่วงใย ใช้กลไกธรรมชาติเถอะครับ) และยังไงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ติด ก็ไม่อาจเท่าจำนวนคนที่ติดโควิดอยู่ในประเทศเราครับ “โควิด แกแมสแล้วว่ะ” …พอเถอะ