โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลท. ยกเครื่อง! ดันสินทรัพย์ดิจิทัล-Bond Connect ดึงสภาพคล่อง ควบคู่สร้างระบบความโปร่งใส

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 09.45 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดเปิดกลยุทธ์ระยะ 3 ปี (69-71) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสลงทุนที่กว้างขึ้น รุกเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุนไทย ให้กลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคนด้วย 3 กลยุทธ์หลักดังนี้

1) รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)

-ดึงดูด Fund Flow ผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกผู้ลงทุน นอกจากนี้ เตรียมจัดโรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ

-ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ ผนึกหน่วยงานกำกับฯทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย

-รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง

นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทองคำในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของนักลงทุน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดขนาดสัญญาซื้อขาย หลังราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้มูลค่าต่อสัญญาเพิ่มตามไปด้วย ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนรายย่อย

ขณะเดียวกันตลาดยังศึกษาแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบ Gold Perpetual ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงการซื้อขายทองคำในตลาดสปอตมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเก็งกำไรและบริหารความเสี่ยง ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ

2) ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)

-สร้าง SET Climate Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

-ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

3) เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)

-พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal

-วางรากฐานพัฒนาคน ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

ย้ำแผน 3 ปี ครอบคลุมสั้น-กลาง-ยาว เร่งฟื้นสภาพคล่องหลังซบเซา 5–6 ปี

นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนยุทธศาสตร์ 3 ปีที่เพิ่งประกาศ แม้ถูกเรียกว่าเป็นแผนระยะกลางถึงระยะยาว แต่ในทางปฏิบัติออกแบบให้ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อวาง “รากฐานใหม่” ให้ตลาดทุนไทยกลับมาน่าสนใจ แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในบริบทเศรษฐกิจโลกผันผวนสูง

อย่างไรก็ดีในระยะสั้นตลาดหลักทรัพย์ฯยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยเผชิญภาวะซบเซาต่อเนื่อง 5–6 ปี ส่งผลให้สภาพคล่องและความเชื่อมั่นลดลง จึงต้องเร่งมาตรการดึงดูดกระแสเงินลงทุนและสภาพคล่องกลับเข้าตลาด ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การผลักดันการเข้าจดทะเบียนของบริษัทใหม่ และการพิจารณาปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บริษัทไทยและบริษัทต่างชาติที่ต้องการระดมทุนในตลาดทุนไทย

หนึ่งในโครงการที่เดินหน้าผลักดันต่อเนื่องคือ Bond Connect Platform เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น โดยเดิมมีแผนเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปีก่อน แต่สถานการณ์ทางการเมืองและการยุบสภาทำให้ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดถัดไป รวมถึงโครงการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาคีตลาดทุนยืนยันเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นที่เชื่อมโยงตลาดหุ้นกับ “ทุนเทา” ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำว่า การเหมารวมว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงินไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 800 บริษัท และบัญชีนักลงทุนราว 8 ล้านบัญชี ซึ่งไม่ใช่ทุกบัญชีหรือทุกธุรกรรมเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย อีกทั้งโครงสร้างตลาดทุนไทยมีกฎเกณฑ์ด้านการรู้จักลูกค้าและการตรวจสอบสถานะลูกค้าที่ชัดเจน และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามธุรกรรมที่ไม่โปร่งใส

เร่งยกระดับระบบกำกับดูแล คาดแพลตฟอร์มข้อมูลเริ่มใช้ไตรมาส 1

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยความคืบหน้าการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล Security Data Platform เพื่อยกระดับการกำกับดูแลพัฒนา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในไตรมาส 1 ของปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส และลดโอกาสการเกิดกรณีปัญหาซ้ำรอยในอนาคต

ต่างชาติจับตาเสถียรภาพนโยบายรัฐ-โรดโชว์ปักหมุดสิงคโปร์-ฮ่องกง

นายอัสสเดช ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “ความมั่นคงและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ” โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยรอความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งเป็นตัวแปรต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะถัดไป ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่ลงทุนในหุ้นไทยส่วนใหญ่อยู่ในสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกิจกรรมโรดโชว์เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมกันนี้จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับนักลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม

ดัน JUMP+ 110 บริษัท มาร์เก็ตแคปรวมกว่า 4 แสนล้าน ลุ้นเห็นผลชัดไตรมาส 2–3

ในระยะกลางและระยะยาว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนคือหัวใจของตลาดทุน พร้อมผลักดันโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและการสื่อสารกับนักลงทุน โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้ว 110 บริษัท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมกว่า 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าและผลลัพธ์เชิงรูปธรรมมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีนี้ ผ่านการสื่อสารกับนักลงทุนและกิจกรรมโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศ

ตลท.ชี้เฮลท์แคร์-เวลเนส และอาหาร-ฟู้ดเทค ยังเด่น ขณะที่ IPO ยังรอปัจจัยหนุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า อุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพและเป็นที่สนใจของนักลงทุน ได้แก่ กลุ่มเฮลท์แคร์และเวลเนส รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและฟู้ดเทค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง โดยภาคเอกชนพร้อมลงทุนต่อยอด หากภาครัฐสนับสนุนเชิงนโยบาย การอนุญาต และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนแนวโน้มการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรกและเข้าจดทะเบียนใหม่(IPO) ในปีนี้ คาดว่ายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยสาเหตุที่ทำให้จำนวนการเข้าจดทะเบียนยังไม่เติบโตมาก และหลายบริษัทชะลอการตัดสินใจ มาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่รอความชัดเจนจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตลอดจนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความไม่ชัดเจนของนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...