วุฒิสภาสหรัฐฯ จ่อโหวตร่าง “กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต” 15 ม.ค. แต่ยังติด 3 ปม: DeFi / Ethics / Stablecoin Yield
วุฒิสภาสหรัฐฯ จ่อโหวตร่าง “กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต” 15 ม.ค. แต่ยังติด 3 ปม: DeFi / Ethics / Stablecoin Yield
วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ “จุดเปลี่ยน” ของ กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต (crypto market structure bill) มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา Sen. Tim Scott ระบุว่าคณะกรรมาธิการเตรียมเดินหน้า ขั้นตอนมาร์กอัป (markup) วันที่ 15 มกราคม ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนผลักดันร่างกฎหมายไปสู่การพิจารณาระดับถัดไป
อย่างไรก็ดี แม้จะมีสัญญาณ “ใกล้ปิดดีล” แต่ประเด็นใหญ่หลายข้อยังคงเป็นจุดขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่อง DeFi, ข้อกังวลด้านจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง (ethics) และคำถามว่า stablecoinสามารถให้ผลตอบแทน/รีวอร์ด (yield/rewards) ได้มากน้อยแค่ไหน
ทำไม “มาร์กอัป 15 ม.ค.” สำคัญ
การมาร์กอัปคือช่วงที่คณะกรรมาธิการจะ เสนอแก้ไข ถกเถียง และลงมติ ว่าจะ “ดันร่างกฎหมาย” ให้ไปต่อหรือไม่ ซึ่งหากผ่าน จะเป็นการเปลี่ยนสถานะจาก “ร่างเจรจา” ไปสู่ร่างที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการอนุมัติจริง
และถ้าวุฒิสภาทำร่างคู่ขนานได้สำเร็จ ก็จะเข้าโหมด “ประกบ” กับฝั่งสภาผู้แทนฯ ที่เคยผ่านร่างแนวทางใกล้เคียงอย่าง Digital Asset Market Clarity Act มาก่อนแล้ว
ปมค้างหลัก 3 เรื่อง ที่ยังทำให้เดโมแครต “ไม่รับปาก”
เอกสารเจรจาที่สื่อสหรัฐฯ รายงานระบุว่า คำขอของเดโมแครต “หลายข้อ” ถูกใส่เข้าร่างแล้ว (เช่น แนวทางด้าน illicit finance ที่อ้างอิงการทำงานกับ Treasury และการยกบางส่วนจากร่างฝั่งสภาฯ) แต่ประเด็นหลักยัง “ไม่จบ” ได้แก่
- Ethics / ความขัดแย้งทางผลประโยชน์: เดโมแครตยังกังวลเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยเชื่อมกับประเด็นความเกี่ยวข้องด้านคริปโตของประธานาธิบดีทรัมป์
- DeFi: วิธีนิยามและกำกับดูแล DeFi ยังเป็น “เส้นแดง” ของหลายฝ่าย เพราะกระทบทั้งผู้พัฒนา โปรโตคอล และผู้ให้บริการในระบบนิเวศ
- Stablecoin yield/rewards: คำถามว่าอะไรเข้าข่าย “ดอกเบี้ย/ผลตอบแทน” และใครควรถูกห้าม (ผู้ออกเหรียญ? แพลตฟอร์ม? พาร์ตเนอร์?) ยังเป็นข้อถกเถียงต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมคริปโต “ล็อบบี้รอบสุดท้าย” ก่อนเดดไลน์
ฝั่งอุตสาหกรรมกำลังเร่งเกมเช่นกัน โดย Digital Chamber เตรียมพาผู้บริหารและผู้นำวงการไปพบสำนักงานวุฒิสมาชิกจำนวนมากในสัปดาห์นี้ เพื่ออธิบายความสำคัญของร่างกฎหมายและตอบคำถามให้ครบทุกมุม
อย่างไรก็ตาม ฝั่งอุตสาหกรรมเองก็ระมัดระวังที่จะประกาศ “หนุนร่างปัจจุบันเต็มตัว” เพราะบางข้อความที่ยังไม่ตกผลึก—โดยเฉพาะ DeFi และ stablecoin yield—สามารถ “ทำให้ฐานสนับสนุนแตก” ได้เช่นกัน
เส้นทางหลังจากนี้ (ถ้าจะให้กลายเป็นกฎหมายจริง)
แม้ 15 ม.ค. จะเป็นก้าวใหญ่ แต่ยังต้องผ่านอีกหลายด่านตามกระบวนการ เช่น
- คณะกรรมาธิการต้องมาร์กอัปและโหวตให้ร่าง “ไปต่อ”
- ฝั่ง Senate Agriculture Committee ยังต้องเดินกระบวนการของตัวเอง (เพราะเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจกำกับดูแลสินค้าโภคภัณฑ์และ CFTC)
- รวมร่างให้เป็นฉบับเดียวเพื่อโหวตในวุฒิสภาทั้งสภา ก่อนส่งกลับไปยังสภาผู้แทนฯ และไปถึงขั้นลงนาม
อ้างอิง : coindesk.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/senate-crypto-market-structure-bill-defi-ethics
Community Bankers Council จี้สภาคุม “ยีลด์สเตเบิลคอยน์” ผ่านเว็บเทรด หลัง GENIUS Act ห้ามผู้ออกจ่ายดอกเบี้ย
กลุ่มผู้นำ ธนาคารชุมชน (community banks) ในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อสภาคองเกรสให้ “แก้/อุดช่องโหว่” ของ GENIUS Act โดยชี้ว่ามีช่องทางที่ทำให้ Stablecoin แบบให้ผลตอบแทน (yield / rewards) สามารถดึงเงินออกจากระบบธนาคารได้ แม้กฎหมายจะตั้งใจห้ามผู้ออกเหรียญจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือก็ตาม
กลุ่ม Community Bankers Council ภายใต้สมาคมธนาคารอเมริกัน (American Bankers Association – ABA) ระบุในจดหมายถึงวุฒิสภาว่า ควรปรับความเข้มงวดของกฎหมายกำกับดูแล Stablecoin ที่ผ่านเมื่อปีก่อน เพื่อป้องกันการ “จ่ายผลตอบแทนทางอ้อม” ให้ผู้ถือเหรียญผ่านพันธมิตร เช่น เว็บเทรดคริปโต หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง
“ช่องโหว่” ที่แบงก์ชี้คืออะไร
สาระหลักของข้อกังวลคือ แม้ GENIUS Act จะ ห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ย/ผลตอบแทนให้ผู้ถือ (เพื่อไม่ให้ Stablecoin แข่งขันกับบัญชีออมทรัพย์) แต่กลุ่มธนาคารชุมชนมองว่าบางบริษัท “อาศัยช่อง” โดยให้ บุคคลที่สาม ช่วยสนับสนุนการจ่ายผลตอบแทนแทน
ที่มา: American Bankers Association
ในจดหมาย กลุ่มธนาคารระบุว่า
- มีบริษัทบางส่วนใช้ “ช่องโหว่ที่ถูกมองว่ามีอยู่” เพื่อให้ผู้ออก Stablecoin สนับสนุนการจ่ายผลตอบแทน ผ่านเว็บเทรดและพาร์ตเนอร์อื่น ๆ
- ตัวอย่างที่ถูกยกในบทความคือ เว็บเทรดอย่าง Coinbase และ Kraken ที่มีการให้ rewards กับผู้ใช้ที่ถือ Stablecoin บางชนิดบนแพลตฟอร์ม
กลุ่มธนาคารชุมชนสรุปแรง ๆ ว่า “ข้อยกเว้นกำลังกลืนกฎ” เพราะแม้ผู้ออกจะถูกห้ามโดยตรง แต่ถ้ายังมีการจ่ายผ่านเครือข่ายพันธมิตร ผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างจากการให้ดอกเบี้ย
ธนาคารชุมชนกังวลอะไร: กระทบ “เงินฝาก = สินเชื่อ”
ประเด็นที่ธนาคารชุมชนหยิบมาชูคือ หากเม็ดเงินจำนวนมากไหลไปอยู่ใน Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน จะทำให้เงินฝากในธนาคารลดลง และอาจกระทบ “ความสามารถในการปล่อยกู้” ของธนาคารท้องถิ่น
พวกเขาอ้างว่าถ้า “เงินฝากจำนวนมหาศาล” ถูกดึงออกจากระบบธนาคารชุมชน คนที่กระทบจริงอาจเป็นกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก เช่น
- ธุรกิจขนาดเล็ก
- เกษตรกร
- นักเรียน/นักศึกษา
- ผู้ซื้อบ้านในชุมชนเมืองเล็ก
อีกมุมหนึ่ง กลุ่มธนาคารยังโต้ว่า “เว็บเทรดและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างด้านสินเชื่อ และไม่สามารถให้บริการแบบ มีประกัน/กำกับดูแล ในระดับเดียวกับธนาคาร
ข้อเรียกร้อง: ให้ “พันธมิตรของผู้ออก Stablecoin” ก็ห้ามจ่ายดอกเบี้ยด้วย
Community Bankers Council ขอให้สภานำข้อห้ามไปใส่ใน กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต (crypto market structure bill) ที่กำลังพิจารณาอยู่ โดยระบุให้ชัดว่า บริษัทในเครือ (affiliates) และพาร์ตเนอร์ของผู้ออก Stablecoin ก็ไม่ควรเสนอผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญเช่นกัน
ไม่ใช่แค่แบงก์ชุมชน: กลุ่มใหญ่ก็เคยกดดันมาก่อน
บทความระบุว่านี่เป็นหนึ่งในความพยายามต่อเนื่องของฝั่งธนาคาร โดยก่อนหน้านี้ Banking Policy Institute (กลุ่มที่นำโดย Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan) ก็เคยส่งจดหมายขอให้ปิด “loophole” แบบเดียวกัน และอ้างว่าอาจทำให้เงินฝากไหลออกได้มหาศาลถึง $6.6 ล้านล้าน
ฝั่งคริปโตโต้: “Payment stablecoins ไม่ได้เอาไปปล่อยกู้”
ด้านกลุ่มสนับสนุนคริปโต 2 กลุ่มหลัก คือ Crypto Council for Innovation และ Blockchain Association เคยตอบโต้แรงกดดันจากฝั่งธนาคาร โดยให้เหตุผลว่า
- Payment stablecoins ไม่ได้ถูกใช้เพื่อเป็นแหล่งเงินปล่อยกู้ แบบธนาคาร
- การปรับกฎหมายให้เข้มเกินไปอาจ บีบนวัตกรรม และลด ทางเลือกของผู้บริโภค
สรุป: ศึก “ยีลด์ Stablecoin” คือสงครามชิงเงินฝากและนิยามของการแข่งขัน
ภาพรวมเรื่องนี้คือการชนกันระหว่าง 2 ฝั่ง:
- ธนาคาร มองว่า yield/rewards บน Stablecoin คือการแข่งขันกับเงินฝาก และเสี่ยงกระทบสินเชื่อเศรษฐกิจท้องถิ่น
- ฝั่งคริปโต มองว่าการจำกัดผลตอบแทนจะลดนวัตกรรมและทางเลือก โดยเฉพาะในตลาดการเงินดิจิทัล
จากนี้ต้องจับตาว่า “กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต” ที่กำลังเดินหน้า จะใส่ข้อห้ามแบบขยายไปถึงพาร์ตเนอร์/affiliates หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดว่า Stablecoin rewards จะถูกตีความเป็น “ดอกเบี้ยต้องห้าม” หรือเป็น “ฟีเจอร์ตลาด” ในกรอบใหม่ของสหรัฐฯ
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/us-community-banks-genius-act-stablecoin-yield-loophole
เอาจริง! Morgan Stanley ยื่น S-1 เปิดตัว “Bitcoin–Solana ETF” รุกคริปโตเต็มตัว
Morgan Stanley ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ เดินหน้ารุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลต่อเนื่อง ล่าสุดได้ ยื่นเอกสาร S-1 ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเสนอจัดตั้งกองทุน ETF คริปโต 2 กอง ได้แก่ Morgan Stanley Bitcoin Trust และ Morgan Stanley Solana Trust สะท้อนว่าบริษัทการเงินระดับวอลล์สตรีทกำลังขยายบทบาทสู่ผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ “กำกับดูแล” มากขึ้น
ตามเอกสารที่ยื่น กองทุนทั้งสองถูกออกแบบให้เป็น passive investment vehicle คือถือครองสินทรัพย์จริง (spot) และติดตามราคาของ Bitcoin (BTC) และ Solana (SOL) โดยไม่เน้นสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าราคา (ไม่มีการ “เก็งกำไรขาย” เพื่อเอาชนะตลาด)
เอกสาร S-1 ของ Morgan Stanley สำหรับ Bitcoin Trust ที่มา: SEC.gov
จุดสำคัญของการยื่น S-1 ครั้งนี้
ในขั้นตอน S-1 กองทุนยังไม่ได้ระบุชื่อกระดานที่จะไปลิสต์อย่างเป็นทางการ เพราะรายละเอียดนั้นมักจะไปปรากฏในเอกสาร 19b-4 ภายหลัง
ฝั่งโครงสร้างกองทุน:
- Morgan Stanley Investment Management เป็นผู้สนับสนุน (sponsor) ของทั้ง 2 กอง
- CSC Delaware Trust Company เป็น Delaware trustee
- ผู้ให้บริการบางส่วน (รวมถึงรายละเอียด custody บางจุด) ยังไม่ระบุครบในเอกสารเบื้องต้น
- Morgan Stanley ระบุว่าจะเก็บ private keys ส่วนใหญ่ใน cold storage และอีกส่วนหนึ่งไว้ใน hot wallet
ทำไมต้นปี 2026 ถึง “เหมาะ” กับการดัน ETF คริปโต
รายงานชี้ว่าความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนต่อผลิตภัณฑ์คริปโตที่อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแล โดยมีการพูดถึงเอฟเฟกต์ต้นปีแบบ “clean-slate effect” ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตใหม่และเปิดรับสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ข้อมูลในบทความยังระบุว่า Spot Bitcoin ETFs มีเงินไหลเข้า 1.1 พันล้านดอลลาร์ ใน สองวันทำการแรกของปี 2026 ยิ่งตอกย้ำว่าความต้องการ “ช่องทางลงทุนที่ถูกกฎ” กำลังกลับมาคึกคัก
หาก ETF ของ Morgan Stanley ได้รับอนุมัติ ก็อาจเป็นประตูให้เกิดเม็ดเงินใหม่จากฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของบริษัท โดยบริษัทระบุว่ามีลูกค้ากว่า 19 ล้านราย (ผ่านธุรกิจ wealth management ณ เม.ย. 2025)
วอลล์สตรีทเร่งเปิดทาง “Regulated Crypto” พร้อมกันหลายค่าย
การยื่นของ Morgan Stanley เกิดขึ้นท่ามกลางเทรนด์ที่สถาบันการเงินรายใหญ่ทยอย “ปลดล็อก” การเข้าถึงคริปโตให้ลูกค้ามากขึ้น เช่น
- Bank of America เริ่มให้ที่ปรึกษาในธุรกิจ wealth management แนะนำการลงทุนใน Bitcoin ETFs บางกองได้
- Vanguard เปิดให้ลูกค้าซื้อขายคริปโต ETF ได้ (ช่วงปลายปี 2025 ตามบทความ)
- และก่อนหน้านี้มีรายงานว่า BlackRock เคยแนะนำกรอบการจัดสรร Bitcoin ในพอร์ตระดับเล็ก (เชิงสัดส่วน) ให้ลูกค้า
สรุป
การที่ Morgan Stanley ยื่น S-1 สำหรับ Bitcoin ETF และ Solana ETF คืออีกก้าวสำคัญของ “สถาบันการเงินดั้งเดิม” ที่กำลังผลักดันคริปโตสู่กระแสหลัก ผ่านผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยจุดที่ตลาดต้องจับตาต่อคือขั้นตอน 19b-4, รายละเอียดผู้ดูแลสินทรัพย์ (custody) และความเร็วในการพิจารณาของ SEC
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/morgan-stanley-files-s1-bitcoin-solana-etfs-crypto-push