ไทยลด “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างไร? เมื่อการกระจายประโยชน์ยังขาดความเป็นธรรม
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เผยแพร่บทความ aBRIDGEd ฉบับพิเศษช่วงเดือนเมษายน 2566 พูดถึงประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญต่าง ๆ 16 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนไทยจากมุมมองนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ผ่านการสรุป 3 ส่วน ตั้งแต่ "สิ่งที่เป็น" ในปัจจุบัน เพื่อสะท้อน "ปัญหาที่เห็น" ที่ต้องการการแก้ไข และนำเสนอ "ประเด็นชวนคิด"
ในส่วนของประเด็น "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทย" โดย ธร ปีติดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และธนสักก์ เจนมานะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าสิ่งที่เป็นในปัจจุบันว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความเป็นธรรมในการกระจายประโยชน์ในสองด้าน ด้านแรกคือการกระจายโอกาสให้กับประชาชนที่เกิดมาอย่างทัดเทียมกัน และด้านที่สองคือการแบ่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนแต่ละคนอย่างได้สัดได้ส่วนกับการลงทุนลงแรงของพวกเขา
ความเป็นธรรมในการกระจายประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยในแต่ละด้านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?
ในด้านความเป็นธรรมของการกระจายโอกาส "ดัชนีความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส" (inequality of opportunity index) ของประเทศไทยในมิติด้านรายได้มีทิศทางที่แย่ลงในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา ในปี 2551 ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประเทศไทยเชื่อมโยงกับโอกาสที่แตกต่างกันของประชาชนอยู่ที่ 43.9% ขณะที่ในปี 2562 ค่าดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นเป็น 55.4% ชี้ให้เห็นว่าโอกาสที่แตกต่างกันนั้นมีบทบาทต่อความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชาชนไทยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโอกาสที่แตกต่างกันมากที่สุดก็คือจำนวนปีการศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน สะท้อนถึงการที่โอกาสในชีวิตคนไทยนั้นขึ้นอยู่กับการได้เกิดมาในครอบครัวที่มีความพร้อมเป็นสำคัญ (Kongcharoen, 2022)
ในด้านความเป็นธรรมของการกระจายผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การศึกษาส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติระหว่างทุนกับแรงงานในช่วงระหว่างปี 2533–2562 พบว่าส่วนแบ่งที่แรงงานได้รับนั้นมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ส่วนแบ่งที่ทุนได้รับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 33% ใน พ.ศ. 2533 และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 39% ในปี 2539 ก่อนจะลดลงในช่วงเดียวคือวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ส่วนแบ่งรายได้ของทุนอยู่ที่ 28% และได้กลับสูงขึ้นเรื่อยมาจนในปี 2562 อยู่ที่ 35% บ่งบอกถึงการที่ผู้ที่ได้รับรายได้จากทุนซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยที่รายได้สูง กลับได้รับส่วนแบ่งจากระบบเศรษฐกิจมากขึ้น (Jenmana, 2022) และเมื่อสำรวจเฉพาะในด้านผลตอบแทนที่แรงงานได้รับ พบว่า ในช่วงระหว่างปี 2550–2564 แรงงานในกลุ่มรายได้ระดับ 50% ล่าง ได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตของค่าแรงเพียง 16% เมื่อเทียบกับที่แรงงานที่อยู่ในกลุ่มรายได้ 10% บนที่ได้รับถึง 27%3 ชัดเจนว่า แม้ในกรณีของรายได้แรงงาน การเติบโตในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังกระจายประโยชน์ไปสู่กลุ่มแรงงานรายได้สูงมากกว่ากลุ่มรายได้น้อย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่ว่า การกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนได้ด้วยการผลักดันจากนโยบายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีทิศทางการกระจายประโยชน์ที่แย่ลงที่ผ่านมาของเศรษฐกิจไทย ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในการดำเนินนโยบายในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ในด้านการกระจายโอกาส นโยบายที่เกี่ยวข้องชัดเจนคือนโยบายสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สุขภาพ และการคุ้มครองทางสังคม เนื้อหาของบทความอื่น ๆ ในบทความ aBRIDGEd ฉบับพิเศษนี้ ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเหล่านี้อยู่แล้ว ในที่นี้จึงจะกล่าวถึงเพียงด้านเดียว คือ ความก้าวหน้า (progressiveness) ในการกระจายประโยชน์ของนโยบาย ซึ่งในกรณีประเทศไทยยังควรปรับเพิ่มจากการมุ่งปรับปรุงคุณภาพของนโยบายสวัสดิการที่กลุ่มคนรายได้น้อยได้รับ ไปพร้อมกับการลดการตกหล่นจากการเข้าถึงสวัสดิการ (Pitidol, 2021)
ในด้านการกระจายผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ช่องว่างทางนโยบายที่ชัดเจนของประเทศไทยก็คือนโยบายภาษีที่ยังขาดความก้าวหน้า บทเรียนจากประสบการณ์สากลบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญของนโยบายภาษีเงินได้และภาษีทรัพย์สินที่ก้าวหน้าในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรายได้รัฐที่จะนำไปสู่การลงทุนในสวัสดิการ (Blanchet et al., 2022)
นอกจากนี้นโยบายที่สำคัญอีกด้านคือการแทรกแซงตลาดเพื่อให้ผลประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการกระจายอย่างทั่วถึง เช่น การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันในตลาดสินค้าและบริการ รวมถึงการให้พื้นที่ต่อรองกับตัวแทนกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะจากฝั่งแรงงาน ในการผลักดันนโยบาย เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งจะมีบทบาทกระจายผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมกันมากขึ้นได้ (Bosch, 2015)
ขณะที่ประเด็นชวนคิด คือ การจะแก้ไขนโยบายเพื่อนำไปสู่การกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมได้ จำเป็นต้องมองถึงเงื่อนไขที่ลึกซึ้งกว่าการออกแบบนโยบายใดนโยบายหนึ่ง โดยมองไปถึงโครงสร้างของเศรษฐกิจการเมืองและสังคมไทย ว่าจะพัฒนาไปอย่างไรถึงจะเปิดโอกาสให้นโยบายที่สร้างความเป็นธรรมนั้นเกิดขึ้นได้ คำถามสำคัญจึงประกอบด้วย
- ระบบการเมืองไทยควรได้รับการปรับปรุงการออกแบบอย่างไร เพื่อให้ส่งเสริมการเกิดขึ้นของนโยบายที่จะช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม
- ระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยจะกำกับอำนาจของ "ทุน" ในกระบวนการกำหนดนโยบายได้อย่างไร