โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สปสช. แนะผู้ป่วยไตวายรายใหม่ เลือกวิธีบำบัดทดแทนไตที่เหมาะกับตัวเอง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 มี.ค. 2566 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2566 เวลา 08.32 น.

สปสช. แนะผู้ป่วยไตวายรายใหม่ เลือกวิธีบำบัดทดแทนไตที่เหมาะกับตัวเอง

วันที่ 13 มีนาคม 2566 นพ.ชุติเดช ตาบองครักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 4 สระบุรี กล่าวถึงภาพรวมผู้ป่วยโรคไตในปัจจุบันว่า ประเทศไทยมีผู้ที่อยู่ในภาวะไตเสื่อมเกือบ 8 ล้านคน และที่เข้าสู่การการบำบัดทดแทนไตแล้วประมาณ 150,000 คน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ที่ต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต ปีละ 20,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงมาก

นพ.ชุติเดชกล่าวว่า ในส่วนของผู้ใช้สิทธิบัตรทองนั้น หลังจากที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีนโยบายให้ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตได้ โดยพิจารณาร่วมกับแพทย์ผู้ทำการรักษา พบว่ามีผู้ป่วยที่เลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตด้วยเครื่องไตเทียมกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยรายใหม่

“อย่างไรก็ดี แนะนำว่าการบำบัดทดแทนไตแต่ละวิธีมีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป ผู้ป่วยควรพิจารณาเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะหากเลือกวิธีที่ไม่เหมาะสมกับตัวเองก็อาจเกิดผลกระทบกับสุขภาพได้” นพ.ชุติเดชกล่าว และว่า วิธีการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังของไทยปัจจุบันมี 3 วิธี คือ 1.การล้างไตทางช่องท้อง (PD) 2.การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) และ 3.การผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัดปลูกถ่ายไต แต่เนื่องจากต้องรับบริจาคไต ทำให้มีปัญหาในการจัดหาอวัยวะแก่ผู้ป่วย ส่วนวิธีต่อมาคือ การล้างไตทางช่องท้อง คนไข้จะถูกวางสายเข้าทางหน้าท้อง กระบวนการล้างไตคือปล่อยน้ำยาเข้าไปในช่องท้องครั้งละประมาณ 2 ลิตร เพื่อแลกเปลี่ยนกับสารละลายของเสียที่อยู่ในร่างกาย แล้วจึงค่อยถ่ายน้ำยานี้ออกมา เฉลี่ยต้องทำวันละ 4 ครั้ง

นพ.ชุติเดชกล่าวว่า ข้อดีของวิธีล้างไตทางช่องท้องคือ ผู้ป่วยได้รับการล้างของเสียทุกวัน สะดวกสบายไม่ต้องเดินทางไปไหน อยู่บ้านก็ทำเองได้ และอัตราการรอดชีวิตในระยะ 2 ปีแรกค่อนข้างดี ส่วนข้อเสียคือ ต้องมีทีมผู้ดูแล (Care giver) แต่ถ้าคนไข้สามารถทำเองได้ก็ไม่เป็นไร นอกจากนี้ จะลำบากในการเดินทางเพราะต้องพกน้ำยาไปด้วยให้เพียงพอกับการใช้งาน และสุดท้ายคือ คนไข้จะค่อนข้างกลัวเรื่องการติดเชื้อจนอาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้

“อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีวิธีการที่ใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ เรียกว่า APD ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องสะดวกมากขึ้น เพราะจะทำการล้างไตผ่านทางช่องท้องในช่วงกลางคืน และ สปสช.ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วย ส่วนวิธีต่อมา คือ การล้างไตด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กระบวนการคือ คนไข้จะต้องทำเส้นเลือดขึ้นมาสำหรับดึงเลือดออกมาฟอกในเครื่องฟอกไต แลกเปลี่ยนเอาของเสียออกเอา แล้วเอาเลือดดีกลับเข้าไปในร่างกาย โดยใช้เวลาฟอกครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง วิธีนี้ข้อดีคือ คนไข้สะดวกสบาย ไม่ต้องทำเอง แต่ข้อเสียคือ อัตราการรอดชีวิตในระยะแรกค่อนข้างน้อยกว่าการฟอกไตทางช่องท้อง ประการต่อมาคือต้องไปฟอกที่โรงพยาบาล ทำให้ลำบากในการเดินทางไปไหนมาไหน และสุดท้ายคือเนื่องจากต้องดึงเลือดออกมาฟอกข้างนอก ทำให้มีโอกาสที่คนไข้ความดันตกและมีผลเสียอื่นๆ ตามมา” นพ.ชุติเดชกล่าว

ทั้งนี้ นพ.ชุติเดชกล่าวว่า ในแง่ประสิทธิภาพประสิทธิผลของการล้างไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดไม่ต่างกันมาก ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมีอัตราการรอดชีวิตในระยะ 10 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ส่วนผู้ที่ฟอกเลือดจะอยู่ที่เกือบร้อยละ 20 แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือการผ่าตัดปลูกถ่ายไตซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตในระยะ 10 ปี สูงถึงร้อยละ 40 ดังนั้น ทุกวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน สิ่งที่สำคัญคือการให้ความรู้กับคนไข้แล้วเลือกวิธีที่เหมาะสม

นพ.ชุติเดชกล่าวว่า สำหรับคำแนะนำในการพิจารณาเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมว่าจะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1.ปัจจัยทางคลินิกของผู้ป่วย เช่น อายุ อายุยิ่งมากความเสี่ยงต่อการฟอกเลือดจะยิ่งสูง เพราะต้องดึงเลือดออกมาข้างนอก ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดความดันต่ำ หัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด นอกจากนี้ยังต้องดูว่าผู้ป่วยมีโรคร่วมหรือไม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ รวมทั้งยังพิจารณาด้วยว่าผู้ป่วยมีโรคร่วมที่อยู่ในระยะสุดท้ายหรือไม่ เช่น โรคมะเร็ง ตับแข็ง เป็นต้น หากมีโรคร่วมก็เหมาะกับการล้างไตทางหน้าท้องมากกว่า

2.ปัจจัยร่วมในมิติอื่นๆ เช่น มิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเดินทาง เพราะหากเลือกวิธีการฟอกเลือดก็ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายทางอ้อม คนไข้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดีก็จะมีปัญหา และ 3.ความพร้อมของญาติ เช่น หากเลือกวิธีการฟอกเลือดก็ต้องให้ญาติขับรถไปส่งเพราะคนไข้ขับรถเองไม่ได้ บางคนขับมาเองแต่ฟอกเลือดเสร็จรู้สึกจะเป็นลม ขับรถกลับไม่ได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ นพ.ชุติเดชกล่าวว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตไม่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น โดยบริบทแล้วเหมาะกับการล้างไตทางช่องท้อง แต่คนไข้เลือกวิธีฟอกเลือด แพทย์ก็เคารพการตัดสินใจของคนไข้และญาติ แต่จะอธิบายความเสี่ยงต่างๆ ให้เข้าใจ หากผู้ป่วยและญาติรับทราบและยอมรับความเสี่ยงได้ แพทย์ก็จะทำให้ และโรงพยาบาลก็จะดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงด้วยความระมัดระวังตามไกด์ไลน์ที่กำหนด

“การดูแลผู้ป่วยโรคไตนั้น ต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำก็คือการป้องกันภาวะไตเสื่อม เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งทิศทางของ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสมาคมวิชาชีพโรคไต ได้ทำโครงการทศวรรษชะลอไตเสื่อม สร้างการตระหนักรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต อันจะนำไปสู่ภาวะไตเสื่อม โดยมีเป้าหมายทำให้ผู้ป่วยโรคไตมีจำนวนลดลง” นพ.ชุติเดชกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...