โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

อาวาโมริ เหล้าโอกินาว่าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์จากข้าวไทย

conomi

อัพเดต 23 มิ.ย. เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. เวลา 09.00 น. • conomi.co

ในบรรดาอาหารและของกินที่มีเอกลักษณ์ของจังหวัดโอกินาว่าที่อยู่สุดแดนใต้ของญี่ปุ่นนั้น สิ่งหนึ่งที่คนไทยเราน่าจะสนใจกันไม่น้อยก็คือเหล้าอาวาโมริ (泡盛) เหล้าพื้นบ้านของโอกินาว่าและเหล้าชนิดเดียวในญี่ปุ่นที่ใช้ข้าวไทยในการหมัก และมีประวัติความเป็นมากว่า 600 ปี ในบทความนี้เราจะพาเพื่อนๆ มาร่วมวงทำความรู้จักเหล้าอาวาโมริและประวัติศาสตร์ / วัฒนธรรมต่างๆ ที่กลั่นออกมาเป็นเหล้าของดีพื้นเมืองอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้กันค่ะ

อาวาโมริ เหล้าโอกินาว่าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์จากข้าวไทย

awamori 1 อาวาโมริ เหล้าโอกินาว่า

อาวาโมริ เหล้าพื้นบ้านของโอกินาว่าที่มีประวัติความเป็นมากว่า 600 ปีตั้งแต่สมัยที่โอกินาว่ายังเป็นอาณาจักรริวกิว (琉球王国) และทำการค้ากับกรุงศรีอยุธยาของประเทศไทย โดยทั่วไปมีปริมาณแอลกอฮอล์ 30-40% แต่อาวาโมริบางชนิดเช่นฮานาซาเกะ (花酒) จะมีแอลกอฮอล์สูงถึง 60% จัดเป็นเหล้าญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง
ชื่อ “อาวาโมริ” เขียนด้วยคันจิคำว่า “อาวะ (泡, ฟอง)” และ “โมริ (盛, เยอะ เฟื่องฟู)” ที่แปลตรงๆ ได้ว่าเป็น “สุราที่มีฟองมาก” อย่างไรก็ตาม ที่มาของชื่ออาวาโมริยังเป็นปริศนาอยู่ โดยมีความเป็นไปได้ 3 ทฤษฎี เช่นทฤษฎีที่มาจากภาษาสันสกฤต “เมรัย” ที่เรียกเพี้ยนเป็น “มุริ / มุย” ในภาษาถิ่นโอกินาว่า จนเป็น “อาวาโมริ” อย่างในปัจจุบัน หรือบ้างก็ว่าเป็นชื่อที่แคว้นซัตสึมะซึ่งควบคุมอาณาจักรริวกิวในอดีตตั้งให้ และบ้างก็ว่าชื่ออาวาโมริมีที่มาจากฟองที่จะเห็นได้เมื่อรินเหล้า ซึ่งเชื่อกันว่าถ้ายิ่งมีฟองมากแสดงว่าเป็นเหล้าอาวาโมริชั้นดีเป็นต้น
อย่างไรก็ตาม อาวาโมริเป็นเหล้าที่มีกลิ่นค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับเหล้าสาเกของญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นทั่วไปจึงนิยมดื่มอาวาโมริโดยผสมกับน้ำหรือนำผลไม้และอื่นๆ เพื่อให้รสชาติเจือจางลง แต่คนโอกินาว่าที่เป็นคออาวาโมริจะแนะนำว่าการดื่มโดยไม่ผสมอะไรเลยเป็นวิธีดื่มอาวาโมริที่ดีที่สุด

3 จุดเด่นที่ทำให้อาวาโมริไม่เหมือนใคร

awamori 2

1. ใช้ข้าวสายพันธุ์ Indica เป็นวัตถุดิบ

โดยทั่วไปเหล้าสาเกของญี่ปุ่นจะใช้ข้าวสำหรับสาเกโดยเฉพาะเช่นข้าวยามาดะนิชิกิ (山田錦) ในวงศ์ข้าว Japonica แต่อาวาโมริเป็นเหล้าที่ใช้ข้าวสายพันธุ์ Indica กล่าวคือข้าวไทยในการหมัก โดยการใช้ข้าวไทยที่มีเนื้อแข็งและลื่นนี้จะเอื้อต่อการทำงานของเชื้อคุโรโคจิซึ่งเป็นเชื้อที่ใช้หมักเหล้าอาวาโมริ
อย่างไรก็ตาม ข้าวไทยเพิ่งจะได้ขึ้นมาเป็นวัตถุดิบในการหมักอาวาโมริเมื่อสมัยโชวะ (1926-1989) เนื่องจากมีราคาถูกกว่าข้าวโทกุมิที่เป็นข้าวนำเข้าจากจีนและเกาหลี และมีคุณสมบัติคือเป็นข้าวที่ง่ายต่อการควบคุมอุณหภูมิเวลาบ่ม รวมถึงเป็นข้าวที่ให้ปริมาณแอลกอฮอล์มากเมื่อเทียบกับข้าวชนิดอื่นๆ ที่ใช้ในยุคสมัยเดียวกัน
ปัจจุบันข้าวไทยถือเป็นข้าวที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเหล้าอามาโมริ ทั้งยังทำให้อาวาโมริมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนเหล้าท้องถิ่นใดในญี่ปุ่น

2. ใช้เชื้อคุโรโคจิในการหมัก

ขณะที่เหล้าญี่ปุ่นจะใช้เชื้อคิโคจิ (黄麹) ในการหมัก เหล้าอาวาโมริจะใช้เชื้อคุโรโคจิ (黒麹) ที่พบได้ในท้องถิ่นโอกินาว่าเป็นเชื้อหมัก โดยเชื้อคุโรโคจิมีลักษณะเด่นสมชื่อคือเป็นเชื้อที่มีสีดำซึ่งจะเห็นเป็นเขม่าสีดำได้ตามโรงหมักและโรงกลั่นอาวาโมริ นอกจากนี้คุโรโคจิยังเป็นเชื้อที่ผลิตกรดซิตริกเป็นปริมาณมากในระหว่างการหมัก ซึ่งช่วยฆ่าเชื้อและป้องกันไม่ให้ข้าวเน่าได้ จึงเป็นเชื้อที่เหมาะที่สุดสำหรับการผลิตเหล้าในโอกินาว่าที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น

3. การหมักแบบ Zen-koji Shikomi ที่ใช้เฉพาะเหล้าอาวาโมริเท่านั้น

กระบวนการหมักเหล้าอาวาโมริจะใช้กระบวนการหมักแบบ Zen-koji Shikomi (全麹仕込み) ที่เริ่มจากการนำข้าวไทยมาผสมกับเชื้อคุโรโคจิเพื่อแปรรูปเป็นข้าวโคจิก่อน จากนั้นจึงนำข้าวโคจิไปผสมกับน้ำและยีสต์หมักทิ้งไว้ 2 สัปดาห์จนได้โมโรมิ (ข้าวหมักที่มีสภาพบวมน้ำ) ที่มีแอลกอฮอล์ ในขั้นสุดท้ายจึงนำไปกลั่นในหม้อต้มสุรา (Pot Still) ซึ่งเป็นการกลั่นที่ช่วยให้ได้รสชาติและกลิ่นของอาวาโมริมาอย่างเต็มที่
สิ่งที่ทำให้การหมักแบบ Zen-koji Shikomi ต่างจากการหมักสาเกของญี่ปุ่นคือจำนวนครั้งที่ใช้เชื้อโคจิ โดยการหมักสาเกจะมีการเติมเชื้อโคจิ 2 ครั้งในขณะที่อาวาโมริจะเติมเชื้อคุโรโคจิเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ประเภทของเหล้าอาวาโมริที่น่าสนใจ

1. คุสุ (古酒)

คุสุคือเหล้าอาวาโมริที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยคุสุจะถูกเก็บรักษาไว้ในไหดินและปล่อยให้ “หลับใหล” ซึ่งเมื่อยิ่งเก็บรักษาไว้นานจะยิ่งมีรสชาติดีขึ้น คุสุที่มีอายุมากที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันคือคุสุที่มีอายุ 100 – 200 ปีและเหลือรอดมาจากสมัยสงครามโลกได้ กล่าวกันว่าอาวาโมริที่ถูกเก็บเป็นคุสุนั้นมีรสชาติดีเทียบเท่าบรั่นดีหรือวิสกี้ชั้นนำของโลก

2. ฮานาซาเกะ (花酒)

ฮานาซาเกะเป็นเหล้าที่ผลิตโดยกระบวนการเดียวกันกับอาวาโมริทั่วไปแต่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 45% ขึ้นไป นอกจากนี้ อีกคุณสมบัติเด่นของฮานาซาเกะคือไม่จับตัวเป็นน้ำแข็งแม้ว่าจะเก็บไว้ในช่องแช่แข็งก็ตาม ฮานาซาเกะมีแหล่งผลิตเฉพาะบนเกาะโยนากุนิ (与那国島) ในหมู่เกาะยาเอยามะซึ่งอยู่ทางใต้สุดของจังหวัดโอกินาว่า และเป็นเหล้าที่ผูกอยู่กับความเชื่อของคนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาและการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายเป็นต้น

รู้ได้อย่างไรว่าอาวาโมริที่ซื้อเป็นอาวาโมริแบบดั้งเดิม

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจซื้ออาวาโมริกลับไปเป็นของฝากจากโอกินาว่านั้น พอเห็นอาวาโมริวางขายอยู่ทั่วไปตามร้านขายของที่ระลึกบนคกคุไซโดริและห้างร้านอื่นๆ แล้ว หลายคนคงจะสงสัยว่าขวดที่ถืออยู่นี้เป็นอาวาโมริแบบดั้งเดิมจริงๆ หรือไม่? ทริคในการดูง่ายๆ คือให้มองหาคำว่า “ริวกิวอาวาโมริ (琉球泡盛)” บนฉลาก เพราะในทางกฎหมายที่เริ่มบังคับใช้เมื่อปี 2006 แล้ว อาวาโมริที่รักษากรรมวิธีการผลิตอาวาโมริแบบดั้งเดิมไว้เท่านั้นที่จะสามารถเขียนคำว่า “ริวกิวอาวาโมริ” บนฉลากได้
ทั้งหมดนี้คือเรื่องน่ารู้สนุกๆ เกี่ยวกับอาวาโมริ เหล้าในประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตจากข้าวไทยและมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เพื่อนๆ ที่สนใจวัฒนธรรมอาหารในญี่ปุ่นและสามารถดื่มได้สามารถลองชิมอาวาโมริได้ตามร้านอาหารโอกินาว่าเลยค่ะ นอกจากนี้อาวาโมริยังมีบทบาทในวัฒนธรรมความเชื่อของโอกินาว่าอีกด้วย ซึ่งเราจะไว้นำเสนอกันในบทความอื่นต่อไปนะคะ

สรุปเนื้อหาจาก :okinawa-awamori
เขียนโดย: KOKATETA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...