‘จีน-รัสเซีย’ กับระเบียบโลกหลายขั้ว
การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” และประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” สะท้อนให้เห็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันระเบียบโลกใหม่ที่ทั้ง 2 ประเทศพยายามสร้างขึ้น การบรรลุข้อตกลงร่วมกันกว่า 40 ฉบับไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความแน่นแฟ้นทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นแถลงการณ์ร่วมเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มขั้วอำนาจเก่าในชาติตะวันตก
ความร่วมมือที่ครอบคลุมตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี จนถึงพลังงาน เป็นการตอกย้ำภาพความสัมพันธ์ที่ทางผู้นำจีนนิยามว่าเป็น “ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์” ยุคใหม่นี้ กลายเป็นบททดสอบสำคัญของโครงสร้างความมั่นคงและการเมืองโลกว่า..จะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อจากนี้
“มิติทางเศรษฐกิจ” การลงนามข้อตกลงครั้งนี้ เปรียบเสมือนการสร้างเกราะกำบังร่วมกัน รัสเซียที่เผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักจากชาติตะวันตก ได้รับการชดเชยอย่างสมบูรณ์ จากความต้องการพลังงานและทรัพยากรที่เติบโตต่อเนื่องของตลาดจีน
ขณะเดียวกัน จีนได้แหล่งพลังงานมั่นคงและพึ่งพาได้ในราคาที่เป็นมิตร การประกาศสร้างระบบการค้าที่เสถียรภาพและสามารถ “ป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก” สะท้อนความพยายามในการลดทอนอิทธิพลของสกุลเงินดอลลาร์และระบบการเงินตะวันตก ซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมกันของทั้งปักกิ่งและมอสโกในการสร้างอำนาจต่อรองที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อตกลงมากมาย ปมปริศนายังไม่ได้รับการคลี่คลาย คือ ความเงียบงันรอบโครงการท่อส่งก๊าซสำคัญอย่าง Power of Siberia 2 และหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีความเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นในภาพรวม แต่รายละเอียดเชิงลึก แต่ละ ฝ่ายยังคงมีผลประโยชน์เฉพาะตัวที่ต้องรักษาไว้ จีนเองยังต้องระมัดระวังในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้ากับยุโรปและสหรัฐ การเปิดเผยข้อมูลหรือการผูกมัดตัวเองที่มากเกินไป อาจนำมาซึ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้
สิ่งที่น่าจับตามองมากสุด ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คือ บทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าเวทีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปูทางไปสู่ “การประสานงานไตรภาคี” ระหว่างสามมหาอำนาจโลกอย่าง จีน รัสเซีย และสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ความเป็นไปได้ในการพบปะกันในเวทีประชุมสุดยอดเอเปก ณ เมืองเซินเจิ้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ
หากการเจรจา 3 ฝ่ายเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ มันอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของนโยบายต่างประเทศและโครงสร้างความมั่นคงโลกช่วงศตวรรษที่ 21 อย่างสิ้นเชิง..
การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทนระยะสั้นหรือดีลการค้าทั่วไป แต่เป็นภาพแทนของพลวัตโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากขั้วอำนาจเดี่ยวไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ความท้าทายหลังจากนี้ตกไปอยู่ที่ชาติตะวันตกว่าจะปรับตัวอย่างไรต่อการรวมตัวที่แข็งแกร่งนี้
ขณะที่ “จีน” และ “รัสเซีย” แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขามีความพร้อมและทรัพยากรมากพอในการกำหนดทิศทางลมของระเบียบโลกใหม่ ด้วยมือของพวกเขาเองอย่างแท้จริง..!!!