โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ ปิดยุค “ขึ้นรถฟรี” ในเอเชีย!! Shangri-La Dialogue 2026 สะเทือนอินโด-แปซิฟิก Pete Hegseth ประกาศยุคใหม่ความมั่นคงเอเชีย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรเพิ่มงบทหารสกัดจีน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจและแรงกดดันเลือกข้าง

THE STATES TIMES

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ประเด็นร้อนจากเวทีความมั่นคง “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลในสมัยที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump โดย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ได้ส่งสารอย่างตรงไปตรงมาถึงชาติพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรับมือกับอิทธิพลและการขยายกำลังทางทหารของจีน โดยกล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ภัยคุกคามจากจีนมีความ “จริงจังและอาจใกล้เข้ามา” โดยเฉพาะในประเด็นของ “ไต้หวัน” และ “ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สาระสำคัญและนัยยะเบื้องหลังการกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักจากคำปราศรัยของ Hegseth ได้แก่

.

1. ขณะนี้ หมดยุค "ขึ้นรถฟรี" (End of the Free Ride) ของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แล้ว Hegseth ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายในการปกป้องชาติ สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5-5% ของ GDP (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของหลายประเทศ) สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ปกป้อง (Protectorate)” มาเป็น “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)” โดย Hegseth ได้กล่าวชื่นชม “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่ได้เริ่มขยับตัวเพิ่มงบประมาณในลักษณะนี้ไปแล้ว เขายังได้ระบุว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหาร และพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

2. ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาค และไม่ปล่อยให้จีนครอบงำความมั่นคงในเอเชีย

3. สนับสนุนให้พันธมิตรมีความพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น และแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ

4. การสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลและการสะสมกำลังรบของจีน แม้ Hegseth จะเปิดเผยว่า ความ

สัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันนั้น “ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งหลัก (หลังจากการ Summit ระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แล้วก็ตาม) โดยสหรัฐฯ ได้ชี้ว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีความ “ตื่นตระหนกที่สมเหตุสมผล” ต่อการสะสมกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ของจีน การกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ดุลอำนาจที่มั่นคง (Stable Equilibrium)” เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง (ซึ่งหมายถึงจีน) เข้ามาครอบงำหรือควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้

5. การปรับท่าทีต่อประเด็น “ไต้หวัน” สิ่งที่นักวิเคราะห์ในเวที “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือ สุนทรพจน์ของ Hegseth ในครั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึง “ไต้หวัน” โดยตรง ซึ่งต่างจากปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ท่าทีที่ดูอ่อนลงนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ที่เคยมองว่าประเด็นไต้หวันและยอดขายอาวุธอาจเป็น “เบี้ยในการต่อรอง” (Negotiating Chip) กับจีน

อย่างไรก็ตาม Hegsethระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Trump โดยตรง แต่ก็ได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในความมั่นคงของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain)

6. ยุทธศาสตร์พึ่งพาอินเดียและพันธมิตรแบบกลุ่มย่อย นอกจากความพยายามผลักดันโครงการโดรนใต้น้ำร่วมกับกลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย) แล้ว Hegseth ยังได้ยกย่อง “อินเดีย” ว่าเป็น “สมอหลักที่สำคัญ (Critical Anchor)” ในการรักษาสมดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกระจายภาระทางทหารให้เครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ให้รับไปบริหารจัดการกันเองให้มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศในเอเชียยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญของภูมิภาค ซึ่งคำปราศรัยของ Hegseth สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

บทสรุปสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก: สุนทรพจน์ของ Hegseth ได้สร้างความอึดอัดใจให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนไม่น้อย เพราะการบีบให้เลือกข้าง และกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางการทหารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง (Lethality) และการครองความได้เปรียบ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบางมากยิ่งขึ้น

“IISS Shangri-La Dialogue” (การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงเอเชีย) คือเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทางทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรม Shangri-La ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกการประชุมนี้ดำเนินการโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการต่างประเทศและความมั่นคงชั้นนำ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นและเป้าหมายการทำงานดังนี้:

· ผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง: เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

· การทูตและการเจรจา (Defense Diplomacy): เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมเต็มคณะ (Plenary Sessions) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระดับนโยบาย และยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) แบบปิดนอกรอบเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหรือสร้างพันธมิตร

· การเป็นเวทีพบปะนอกรอบ: มีความสำคัญมากในการเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน) ได้พูดคุยเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งทางทหาร

· การหารือในประเด็นเฉพาะ: นอกจากวาระหลักแล้ว ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อย (Breakout Sessions) เพื่อถกเถียงปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีทางการทหาร และข้อพิพาททางทะเล ฯลฯ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...