วิธีเอาตัวรอด ของตัวประกอบอายุสั้น
ข้อมูลเบื้องต้น
** นิยายจะอัพเดตทุกวันนะคะ **
⚠️เนื่องจากนิยายเรื่องมีการอ้างอิงจากยุค Medieval ทำให้จะมีการแบ่งชนชั้นวรรณะ การใช้ความรุนแรง และการปะทุษร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันปรากฎในบางตอนของนิยายเรื่องนี้นะคะ⚠️
☢️ผู้เขียนได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ Mythology Creatures และ Ethology ดังนั้นสัตว์ในตำนานของเรื่องจะมีความใกล้เคียงกับพฤติกรรมของสัตว์ที่มีอยู่จริง จึงอาจทำให้มีบางฉากในเรื่องไม่เหมาะที่จะอ่านเวลารับประทานอาหารนะคะ☢️
✏️ขอต้อนรับนักอ่านทุกท่านนะคะ✏️
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่นักเขียน เขียนแบบจริงจังและตั้งใจว่าจะเขียนให้จบ ต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจทุกข้อความด้วยนะคะ ไม่คิดว่าโลกที่ตัวเองจินตนาการจะสร้างความบันเทิงให้กับนักอ่านได้ขนาดนี้ ขอบคุณด้วยใจจริงค่ะ !
แนะนำตัวละคร
โนอาห์ โกลมาร์
โลเวล โกลมาร์
คาพา
มาร์ควิส อารอน โกลมาร์
??“?ติดตามนักเขียนหรืออยากร่วมพูดคุยได้ที่??“?
https://x.com/graradias?s=21
บทนำ
ถึงจะไม่แน่ใจว่าตื่นเพราะว่าฝนเริ่มตก หรือเพราะว่าหยุดตกกันแน่ แต่เขาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ทั้งยังอยู่ในสภาพงัวเงียงุ่นง่าน การหลับครั้งนี้สนิทเกินไปจนน่ารำคาญ เป็นการหลับที่เหมือนแค่ปิดเปลือกตาลงก็ตื่นแล้ว ไม่รู้สึกว่าได้พักสมองเลยสักนิด อาจจะเพราะแบบนั้น เขาจึงรู้สึกว่ารอบตัวนั้นร้อนเป็นพิเศษ ทั้งผ้าห่มที่ดึงมาคลุมตัวไว้ก็หนักกว่าปกติ เลยยื่นมือยื่นแขนออกไป หวังจะดิ้นพลิกตัวออกจากผ้าห่ม แล้วไถลศีรษะไปหาที่เย็น ๆ สักหน่อย เพื่อที่จะได้หลับต่ออีกสักงีบ ที่ไหนได้ แขนขากลับไม่ทำตามคำสั่ง และกระดิกตัวไม่ได้เลยสักนิด ดังนั้นเขาจึงลืมตาโพลงท่ามกลางความมืด
ความมืดไม่ใช่สิ่งที่ทำให้แปลกใจ จริงอยู่ที่ก่อนจะหลับคือตอนเที่ยงวัน เพราะครึ้มฟ้าครึ้มฝนมาตั้งแต่เช้า ทั้งยังเป็นวันหยุดยาวที่หายได้ยากยิ่ง เลยปรนเปรอตัวเองด้วยการนอนอ่านนิยายค้างชั้นสักหน่อย แล้วผล็อยหลับไปอย่างพระเอกในเอ็มวี หากตื่นมาเป็นตอนกลางคืนก็คงจะไม่แปลก แม่น้องสาวคงเห็นเขาหลับ แล้วขี้เกียจปลุกให้ลงไปกินข้าว จึงปล่อยให้นอนยาวจนมาถึงป่านนี้ ดังนั้นสิ่งที่ชวนให้ข้องใจเลยเป็นทุกอย่างที่เขาเห็น
ไม่ว่าจะหลับตาแล้วลืมตาอีกกี่ครั้ง เขาก็กำลังนอนอยู่บนเตียงสี่เสา เสาไม้ที่ถูกแกะสลักเป็นเถาไอวี่ทอดยาวขึ้นไปสูงจนเกือบสุดเพดาน รอบด้านคลุมด้วยผ้าม่านสองชั้น ชั้นในนั้นเป็นผ้าโปร่งเผยให้เห็นผ้าม่านเนื้อหนาสีแดงเข้มที่ปกคลุมทัศนวิสัยทั้งหมด เพราะมีส่วนหนึ่งที่ปิดลงมาไม่สนิท จึงมองเห็นแสงรำไรจากภายนอก
ไม่ว่าจะคิดทบทวนอย่างไร เขาก็ไม่เคยซื้อเตียงสไตล์เรอเนซองส์มาก่อน ยิ่งเป็นเตียงสี่เสายิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นหนึ่งในประเภทเตียงที่เขาปรามาสไว้ว่า ทั้งเกะกะและรกลูกตา หากอยากเอามากันยุง สู้ซื้อมุ้งที่ถูกกว่าเป็นร้อยเท่ายังจะมีประโยชน์กว่า จึงเชื่อเอาว่า คงยังหลับอยู่สินะ คงฝันอยู่นั่นเอง แล้วจึงหลับตาลง คิดว่าเมื่อลืมตาอีกครั้ง คงได้เห็นภาพที่คุ้นตา
แต่เมื่อตื่นแล้ว การหลับอีกครั้งก็เป็นเรื่องยาก เขาไม่ใช่พวกที่หลับง่ายได้ดั่งใจสั่ง ต้องบิ้วกันสักหน่อยถึงจะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์แบบคนอื่นเขา พอจะขยับพลิกตัวให้เข้าท่าประจำที่ทำให้นอนสบาย ร่างกายก็ยังไม่ฟังคำสั่งอีก จนรู้สึกน่ารำคาญขึ้นเรื่อย ๆ
ไอ้ฝันนี้มันเป็นอะไร คนอื่นเขาฝันว่าได้เป็นยอดมนุษย์ แต่ฉันดันฝันว่าเป็นอัมพฤกษ์งั้นหรือ?
เพราะเป็นพวกที่ยิ่งห้ามยิ่งยุ เลยฝืนพยายามขยับแขนให้จงได้ ครั้นขยับได้แล้วก็ร้องไชโยอยู่ในใจ ถึงจะไม่รู้ว่าชนะอะไร แต่ชนะก็คือชนะ แต่พอเห็นแขนขาวเรียวขาวปรากฏในม่านสายตา ความดีใจทั้งหลายทั้งแหล่ก็ม้วนตัวหายไปในทันที
คงต้องอภิปรายกันสักนิด เขาเป็นชายวัยสามสิบห้าที่สุขภาพดีคนหนึ่ง เป็นไข้หวัดปีละหนึ่งถึงสองครั้งเป็นอย่างมาก ถึงจะไม่ได้ออกกำลังจนเข้าขั้นเสพติด แต่ก็ปั่นจักรยานไปที่ทำงานทุกเช้าเพื่อบริหารปอด และเพราะไม่ชอบอะไรจุกจิกอย่างการทาครีมกันแดด ทั้งยังขี้เกียจจะใส่เสื้อกันยูวี ดังนั้นแขนเขาจึงกลายเป็นสีแทนหยาบกร้าน ผิวแห้งจนน้องสาวคอยบ่นจนหูชาว่า จะให้ซื้อโลชั่นมาทำแป๊ะอะไร ถ้าไม่คิดจะใช้ แล้วทำไมแขนของเขาจึงเล็กลีบเป็นตะเกียบพลาสติกกันละ ทั้งยังขาววอกจนเหมือนไม่เคยต้องแดด พอคิดได้ว่าเป็นความฝัน ใจร้อนรุ่มจึงเย็นลง แล้วลองเอาแขนนั้นมาหยิกหน้าตัวเองดู
ช่างน่าเศร้าที่เรี่ยวแรงจะหยิกก็ไม่มี ที่เกิดขึ้นจึงเป็นแค่เอานิ้วแตะที่ใบหน้า เมื่อสัมผัสผิวที่เรียบละมุนราวก้นเด็กแล้ว ก็ได้แต่เบิกตากว้าง อย่างที่ได้เท้าความกันมา เขาเป็นชายวัยกลางคนที่สมบุกสมบันมาโดยตลอด ดังนั้นผิวหน้าจึงห่างไกลจากคำว่าเนียนนุ่มมากนัก บอกว่าใกล้เคียงกับพื้นถนนยางมะตอยยังจะเหมาะกว่า
ใจเต้นระรัวในอกขึ้นอีกครั้ง
ไอ้เรื่องเพ้อฝันแบบนิยายแฟนตาซี ที่ไปโผล่ในร่างกายคนอื่นไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงหรอก ! ถึงจะปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่สัมผัสของผิวที่ชื้นเหงื่อ ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง ขอบตาที่แสบเคือง ล้วนบ่งบอกว่าทุกอย่างนี้ละเอียดเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่หากไม่ใช่ความฝันแล้วจะเป็นอะไรได้ เขาเหลือบตาขึ้นมองเพดานอีกครั้ง
ก็เป็นความจริงยังไงละ
โชคดีที่ตัวเองมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือยิ่งคับขันยิ่งมีสติ ดังนั้นเขาจึงยังไม่สติแตกไปเสียก่อน แต่ค่อย ๆ ทำใจยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งที่เขาประสบอยู่นี้ไม่ใช่ความฝัน ร่างกายที่ขยับเขยื้อนอยู่นี้ไม่ใช่ของตนเอง และเตียงที่นอนอยู่ก็ไม่ใช่ของตัวเอง คำถามถัดมาจึงผุดขึ้นมาในจิตใจ
แล้วเขาอยู่ที่ไหน เขาอยู่ในร่างใคร
สองคำถามนี้สำคัญมาก สถานที่คือตัวบ่งบอกสถานการณ์ ตัวตนคือตัวบ่งบอกความร้ายแรง เขาสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ อีกสองสามครั้งเพื่อสะกดความตระหนกที่แทบจะทะลักออกทางปาก แล้วยกแขนสองข้างชูขึ้นพร้อมกันตรงหน้า คงเพราะเคยชินแล้วจึงขยับได้ดั่งใจกว่าเมื่อครู่ แต่อาการเหน็บชาและไร้เรี่ยวแรงยังคงอยู่ สองแขนที่ผอมซูบจนเข้าขั้นขาดสารอาหารคงเป็นสาเหตุ
ถึงจะแอบมีหลอกตัวเองอยู่บ้างว่า เขาคงป่วยเข้าขั้นโคม่ากะทันหัน ครอบครัวเลยส่งเข้าโรงพยาบาลหรูหวังให้เขาฟื้นขึ้นมาในสักวันหนึ่ง แต่เชื่อไปได้สักหนึ่งวิ คำว่าไร้สาระก็วิ่งมาเป็นแถบ น้องสาวเขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลคนป่วยติดเตียง ยังไม่นับเรื่องที่ว่ามีโรงพยาบาลหน้าตาแบบนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ
ดังนั้นสมมติฐานในเรื่องนั้น จึงถูกคัดออกจากหัวสมอง
ตามมาด้วยทฤษฎีที่สอง คือเขาทะลุมาต่างโลกแล้วจริง ๆ
ถ้าเอากันตามมังงะที่เคยอ่าน เขาควรจะต้องถูกรถบรรทุกสอยจนด่าวดิ้น ไม่ก็ไปช่วยใครสักคนหนึ่งแล้วถูกแทง หรือหากไม่ตาย ก็ต้องถูกพ่วงไปกับคนกลุ่มใหญ่โดยมีวงแหวนเวทอยู่ด้านใต้ แล้วปรากฏว่าตัวเองดันติดสอยห้อยตามมากลายเป็นส่วนเกินที่น่าขจัดทิ้ง
แต่เท่าที่ดูกันสถานการณ์ ไม่มีข้อไหนที่เข้าข่าย ดังนั้นทฤษฎีตามมังงะคงเอามาอธิบายไม่ได้ งั้นว่ากันตามมังฮวาก็แล้วกัน พอคิดสะระตะดูสักหน่อย ก็คงจะใช่ แบบนอน ๆ อยู่ ก็หลุดมาในหนังสือนิยายที่กำลังอ่านค้าง หรือไม่ก็หลุดเข้ามาในเกมจีบหนุ่มที่เล่นจนติดงอมแงม
ข้อหลังไม่ผ่านการกลั่นกรอง เพราะเขาไม่นิยมเล่นเกมจีบหนุ่มเป็นวิสัย ดังนั้นจึงเหลือแค่ข้อแรก คือหลุดเข้ามาในนิยายที่อ่านค้างอยู่นั่นเอง เมื่อคลำทางสะเปะสะปะจนเจอคำตอบ ก็คิดต่อไปอีกว่า นิยายเรื่องอะไรที่กำลังอ่านค้างไว้ เพราะทั้งปวดหัวและไร้เรี่ยวแรง จึงใช้เวลาอยู่นานพอสมควร
ทว่าก่อนที่จะมีไฟกะพริบขึ้นบนหัวว่าคิดออกแล้ว ผ้าม่านเตียงก็ถูกเลิกขึ้นอย่างเบามือ รูปลักษณ์ของคนที่ถือวิสาสะทำให้เขาเบิกตากว้าง
ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่อยู่ในชุดสูทแบบอังกฤษ ม้วนรัดผ้าม่านเข้ากับเสา ด้วยท่าทางทะมัดทะแมงแบบคนทำงานจิปาถะเป็น จึงมีกลิ่นอายของพ่อบ้านอยู่เต็มเปี่ยม ทีแรกคนแปลกหน้าก็ไม่ได้เมียงมองที่เขาหรอก แต่กำลังจดจ่ออยู่กับการเก็บผ้าม่านให้เป็นจีบ ครั้นเลยสายตามาที่เขา ดวงตาสีน้ำเงินก็เบิกกว้าง
สองตาจ้องสบกันอย่างตกตะลึง ฝั่งนู้นคงตกใจที่เห็นเขาตื่น ส่วนเขาตกใจที่อีกฝั่งมีผิวสีน้ำเงิน ไม่ใช่แค่หน้าหรือมือหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เป็นทั้งตัวเลย
เท่านี้ก็การันตีได้แล้วว่า เขาหลุดมาอยู่ในนิยายแฟนตาซีอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรต่อคนข้างตัวในโลกใหม่ เลยส่งยิ้มไปก่อน ความประทับใจแรกเท่านั้นที่ครองโลก
บุรุษที่มีสีผิวแบบภาพยนตร์ดังอย่าง ‘อวาตาร’ นิ่งค้างเหมือนถูกสาปให้เป็นหิน ก่อนเผยยิ้มกว้างละไม
“คุณชายตื่นแล้วหรือครับ?”
หากเป็นตามปกติ เขาคงสวนอย่างคนปากดีไปว่า แล้วเห็นว่าหลับอยู่หรือไง แต่เพราะยังอยากรักษาความเป็นมิตรไว้ เลยพยักหน้าน้อย ๆ แต่พองามแทน
“ดีเหลือเกินครับ” ชายผิวสีน้ำเงินเอ่ย เสียงนั้นสั่นเทาเหมือนคนอัดอั้น “คุณชายหลับยาวถึงสามวัน ท่านมาร์ควิสกับคุณชายโลเวลเริ่มจะกังวลขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว หากทราบว่าคุณชายฟื้น คงจะดีใจไม่น้อย”
มาร์ควิส? คุณชายโลเวล?
สองชื่อนี้คุ้นหูอยู่ไม่น้อย แต่เพราะแค่คุ้น ๆ จึงย่นหัวคิ้วเพื่อเค้นสมอง เหมือนมีอะไรสะดุดอยู่ที่ปลายลิ้นให้คันคอ แต่นึกเท่าไรก็ไร้คำตอบ ระหว่างที่รื้อค้นลิ้นชักเก็บความทรงจำอยู่นั้นเอง บางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในหัว
โลเวล
ชื่อนี้คุ้นหูนัก แต่ไม่ใช่คุ้นแบบได้ฟัง แต่คุ้นแบบได้อ่าน ส่วนอ่านจากที่ไหนนั้น คิดใคร่ครวญอยู่สักประเดี๋ยว คนที่นอนแซ่วอยู่บนเตียงก็พลันถึงบางอ้อ
นิยายที่เขาได้แค่สามหน้าก่อนจะหลับไปนั่นเอง
เมื่อราว ๆ หลายปีก่อน ระหว่างที่กำลังเบื่อจากชีวิตอันจืดชืดไร้สีสัน อยู่ดี ๆ เพื่อนน้องสาวที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่อ่อน ก็บังคับเขาให้อ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ปากก็บอกว่าเป็นนิยายแฟนตาซีดาษดื่นทั่วไป เอาไว้อ่านบรรเทาอาการเคว้งคว้าง พรรณนาราวกับว่าเป็นนิยายฟีลกู๊ดที่เอาไว้อ่านไปอมยิ้มไป
ที่ไหนได้ดันเป็นนิยายดาร์กแฟนตาซีเต็มขั้น ที่นักเขียนฆ่าตัวละครทิ้งอย่างเลือดเย็น
ถึงจะผิดแผกจากที่คนนำเสนอโฆษณาเอาไว้ แต่พอเริ่มอ่านไปแล้วก็หยุดไม่อยู่ จึงอ่านทีเดียวรวดยาวไปจนถึงเล่มสาม ซึ่งเวลานั้นคือเล่มล่าสุดที่วางจำหน่าย และด้วยเหตุผลบางประการ เขาก็ละจากนิยายเรื่องนั้นมาหลายปี จนถูกตีพิมพ์ออกมาจนถึงเล่มเจ็ด ด้วยอารมณ์นึกคึก และคิดถึงอารมณ์แบบถูกกรีดใจเวลาอ่าน เลยอุตส่าห์ไปซื้อแบบลดราคามายกชุด แล้วเริ่มอ่านเล่มที่สี่ในวันหยุด ซึ่งอ่านไปได้แค่นิดเดียว ชะตาก็เล่นตลกส่งเขามาอยู่ที่นี่
เสียงวางถาดเงินบนโต๊ะข้างเตียงเรียกให้หันไปมอง คราวนี้ไม่ได้มีพ่อบ้านแค่คนเดียวที่ยืนอยู่ข้างเตียง แต่มีถึงสองคน ชายรับใช้ที่ดูหนุ่มกว่ากำลังยกเหยือกน้ำที่ทำจากเงินเทลงในอ่างน้ำทองเหลือง แล้วชุบผ้าลงในน้ำจนเปียกชุ่มก่อนบิดจนหมาดแล้วส่งให้พ่อบ้านผิวสีน้ำเงินที่ยืนอยู่ข้างเตียง
เขามองชายวัยสี่สิบที่กำลังเอาผ้าเช็ดทำความสะอาดแขนให้อย่างพิจารณา
เส้นผมสีดำสนิท นัยน์ตาที่ทอประกายประหนึ่งน้ำทะเลลึก สีผิวอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้รับใช้รัตติกร
หนึ่งในคำบรรยายปรากฏในบทที่สองของเล่มที่หนึ่ง ถึงจะน่าแปลกที่จำได้เสียละเอียดยิบ ทั้งที่อ่านมานานหลายปีดีดัก และตนเองก็ไม่ใช่พวกที่ความทรงจำดีเลิศถึงปานนั้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอย่างใดในตอนนี้
เสียงที่หลุดรอดริมฝีปากออกไปนั้นแหบพร่า คล้ายคนที่ไม่ได้ใช้กล่องเสียงมาเนิ่นนาน ถึงสิ่งที่ได้ยินคือเสียงของคนแปลกหน้าที่ออกจากปากตน แต่เขาที่ทำใจมาแล้วจึงไม่เก็บมาใส่ใจ
“….คาพา..?”
“ครับคุณชายโนอาห์?”
คนถูกเรียกตอบรับในทันทีด้วยรอยยิ้มแบบที่ใครสักคนจะใช้กับญาติสนิทหรือลูกหลาน
“เป็นอะไรไปหรือครับ?”
พ่อบ้านวัยสี่สิบถามต่อในทันที สายตาสีห้วงนทีเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ส่วนห่วงอะไรนั้น ก็คงเพราะเขากำลังเอาสองมือปิดหน้า ใจก็อยากจะเอาหมอนมาอุดปากแล้วกรีดร้อง แต่เพราะร่างกายที่มันไม่ตอบสนอง เลยใช้ฝ่ามือต่างหมอนเอาก็แล้วกัน ถึงจะไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดจากง่ามนิ้ว แต่ในใจนั้นมีเรื่องที่อยากจะพรรณนาจนสุดหยั่ง ส่วนใหญ่คือคำสบถสบานอย่างหยาบคาย ต่ออะไรก็ตามที่ส่งเขามาที่นี่ ในระหว่างที่ด่ากราดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในใจ สมองกลับแล่นฉิวเหมือนม้าแข่งที่ได้ลงลู่วิ่ง
ชายที่มีสีผิวแบบต้องลงทุนเงินไปกับเอฟเฟ็กต์หลายร้อยล้านเหรียญ ที่กำลังเอามือทาบหน้าผากวัดไข้เขาอยู่ คือดาร์กเอลฟ์ที่ทำหน้าที่ดูแลพี่ชายต่างมารดาของพระเอกในเรื่อง
โลเวล โกลมาร์ บุตรชายคนรองของตระกูลมาร์ควิส ที่ได้ขึ้นเป็นทายาทสืบทอดเพราะพี่ชายเกิดมาร่างกายอ่อนแอ และพี่ชายคนที่ว่านั้นคือเขา ไอ้คนดวงซวยที่กำลังนอนสาปแช่งโชคชะตา
ทำไมต้องเป็นตัวละครตัวนี้ด้วยวะ !
เขาโหยหวนอยู่ในใจ
ทำไมต้องเป็น โนอาห์ โกลมาร์ พี่ชายของพระเอกที่ต้องตายในบทที่สามของเล่มหนึ่งด้วย !
??“?ติดตามนักเขียนหรืออยากร่วมพูดคุยได้ที่??“?
https://x.com/graradias?s=21
โนอาห์ โกลมาร์ (1)
หากให้บรรยายถึง โนอาห์ โกลมาร์ ก็คงบรรยายได้จบในบรรทัดเดียว
‘บุตรชายคนโตของมาร์ควิสที่ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด’
ใช่แล้ว มีเพียงเท่านั้นจริง ๆ โนอาห์ โกลมาร์ ตัวประกอบที่มีการกล่าวถึงเพียงแค่สองบรรทัดในนิยายแฟนตาซีเรื่อง
ลำนำทมิฬ
นิยายที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบของโลกดาร์กแฟนตาซีอย่างครบเครื่อง ทั้งเอลฟ์ ภูต มังกร สัตว์ในตำนาน และเวทมนตร์
แน่นอนว่าเนื้อเรื่องนั้นดาษดาตามแบบฉบับที่ตัวเอกจะรวมกลุ่มกันเพื่อปราบภัยร้าย และมีการเปิดเผยความลับนานับประการของตัวละครที่จะนำไปสู่บทสรุป และแน่นอนอีกเช่นกันว่า จะต้องมีตัวประกอบที่ล้มหายตายจากไปเพื่อให้พระเอกและผองเพื่อนมีเหตุผลในการตีกับตัวร้ายด้วย
โนอาห์ โกลมาร์ คือตัวละครนั้นนั่นเอง
โนอาห์จ้องตอบตัวเองที่อยู่ในกระจก ตาสีฟ้า ผมสีฟาง ใบหน้าซีดเซียวแบบคนอมโรคเด่นหราอยู่ตรงหน้า เจ้าตัวหันซ้ายหัวขวาเพื่อพิจารณาหน้าตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ
โนอาห์ โกลมาร์ ชัวร์
แม้ใบหน้านั้นจะอ่อนแออมโรคแบบคนไม่ได้โดนแดดมานานปี แต่ก็ยังมีเค้าโครงของความเป็นลูกหลานขุนนางอยู่อย่างแจ่มชัด ผิวเกลี้ยงเกลาสะอาดหมดจด ผมที่ถูกตบแต่งอย่างดี เสื้อผ้าที่ไม่ว่าดูอย่างไรก็ของชั้นเลิศ ยังไม่นับเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ที่เขานอนอยู่ ผ้าม่านเนื้อบางห้อยลงมาปิดบังเขาจากห้องรอบข้าง แต่แค่เค้าโครงราง ๆ ตัวเขาก็พอเดาได้ว่าเป็นห้องที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนหรูหรา
บุตรชายคนโตแห่งตระกูลมาร์ควิสที่เกิดมาพร้อมดวงแห่งความโชคร้าย
โนอาห์ขมวดคิ้วให้กับตัวเองก่อนถอนหายใจออกมา เขาทิ้งตัวลงกับหมอนเพื่อเงยหน้ามองเพดานห้อง
ชิบ…
โนอาห์ โกลมาร์ พี่ชายของตัวเอกที่ต้องตายตั้งแต่บทที่สามของเนื้อเรื่อง
โลเวล โกลมาร์ บุตรชายต่างมารดาของโนอาห์ ถึงโลเวลจะไม่ได้สนิทกับพี่ชายต่างมารดามากนัก แต่เมื่อโนอาห์ตายลงจากการโจมตีของสัตว์อสูรในช่วงต้นเรื่อง โลเวลก็ได้สาบานกับตัวเองว่าจะต้องล้างแค้นให้พี่ชาย
ฉันคือ โนอาห์ โกลมาร์ ที่ต้องตายในบทที่สาม
โนอาห์ย้ำกับตัวเองพลางยกแขนก่ายหน้าผาก ก่อนกำหมัดเพื่อเรียกความฮึกเหิม ชายหนุ่มที่นอนแซ่วอยู่บนเตียงลุกขึ้น ตั้งมั่นกับตัวเอง
เราจะต้องรอด ต้องรอดเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจนแก่ตาย…
ถึงเขาจะไม่รู้ถึงต้นตอที่ทำให้หลุดมาอยู่ในหนังสือ แต่การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไว้ย่อมดีกว่าไม่มี และการตั้งเป้าหมายเพื่อเอาชีวิตรอดก็ดูจับต้องได้มากกว่าการหาว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ข้อมูลที่เขามีมันน้อยเกินไป
เจ้าของนัยน์ตาคู่ฟ้าก้มมองตัวเองอีกครั้ง
ถึงเขาจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร และอยู่ในนิยายเรื่องอะไร ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรนัก เพราะก่อนที่เขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาเป็น โนอาห์ โกลมาร์ เขาอ่านนิยายเรื่องนี้ไปถึงแค่ต้นเล่มที่สี่จากทั้งหมดเจ็ดเล่ม ทำให้ข้อมูลที่มีแทบจะไม่ประติดประต่อแถมยังขาดหาย เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเนื้อเรื่องนั้นจะไปลงเอยที่ตรงไหน หรือจะดำเนินต่อไปอย่างไร เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวร้ายแท้จริงในเรื่องนั้นเป็นใครด้วยซ้ำ
เขาหลับตาลง พยายามนึกถึงข้อมูลเท่าที่ตัวเองจำได้
ในโลกของ ลำนำทมิฬ เริ่มต้นด้วยความสงบสุข มีการแบ่งเขตดินแดนอย่างชัดเจนระหว่างมนุษย์ กึ่งมนุษย์ สัตว์เวท สัตว์อสูร และภูตอย่างชัดเจน ทุกเผ่าพันธุ์ต่างไม่ข้องเกี่ยวกันเพื่อรักษาสมดุลแห่งอำนาจ ทว่าเผ่าสัตว์อสูรกลับทำลายสมดุลนั้นลง สัตว์อสูรที่เคยอาศัยอยู่ที่แผ่นดินของตนเองเริ่มรุกรานอณาเขตของมนุษย์
อาณาเขตของมาร์ควิสโกลมาร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของดินแดนถูกรุกรานเป็นพื้นที่แรก หมู่บ้านที่อยู่สุดเขตดินแดนถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง ตามมาด้วยอาณาเขตของ โกลมาร์
บิดาของโนอาร์และโลเวลไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ทั้งคู่อยู่ในเมืองหลวงตอนที่ปราสาทถูกเผาทำลาย โนอาห์ที่ลุกขึ้นสั่งการเพื่อปกป้องเมืองแม้ร่างกายจะอ่อนแอ หนีรอดออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือของเหล่าทหาร ชายหนุ่มที่เท้าไม่เคยแตะพื้นวิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด และนำข่าวการรุกรานของสัตว์อสูรไปส่งยังเมืองหลวง แม้โนอาห์จะทำสำเร็จแต่ลงเอยด้วยความตายเพราะร่างกายรับภาระหนักเกินไป ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตแต่เพียงในห้องนอน สูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายในอ้อมกอดของบิดาและน้องชายกลางโถงของพระราชวัง ภาพนั้นสะเทือนใจเหล่าบรรดาขุนนางและราชวงศ์เป็นอย่างยิ่ง
จักรพรรดิได้ออกคำสั่งให้ แรคนาร์ แม่ทัพมือเอกนำพากองทัพเพื่อช่วยเหลือประชาชนของโกลมาร์ ทว่าที่นั่นไม่เหลืออะไรนอกจากกองขี้เถ้าและซากศพ แรคนาร์ใช้เวลาถึงสามวัน ถึงตามเจอที่ซ่อนตัวของชาวบ้านที่เหลือรอด หนึ่งในชาวเมืองได้เล่าเหตุการณ์ที่สัตว์อสูรบุกโจมตี รวมถึงวีรกรรมของโนอาห์ที่ช่วยให้ชาวเมืองกลุ่มนี้รอดชีวิต
‘คุณชายพาพวกข้ามาหลบยังที่ซ่อนลับของราชวงศ์ ก่อนใช้ตัวเองล่อสัตว์อสูรออกจากปราสาทเพคะ’
นี่คือหนึ่งในประโยคที่ถูกบรรยายไว้ในช่วงกลางตอนที่สาม และเป็นสาเหตุที่โนอาห์ถูกบรรจุชื่อในหอเกียรติยศในฐานะวีรบุรุษ อารอนและบุตรชายคนรองฝังศพโนอาห์ด้วยใจที่มีแต่ความคับแค้น นับตั้งแต่นาทีนั้น สงครามก็ทวีขึ้นกลางโลกของ ลำนำทมิฬ
เฮ้อ…
โนอาห์ถอนหายใจ เมื่อนึกถึงความตายที่จ่อคออยู่
ปัญหาคือ ในนิยายไม่ได้บอกเวลาที่แน่นอนของเหตุการณ์นี้ไว้น่ะสิ
คิ้วของชายหนุ่มขมวดยุ่งยิ่งขึ้นไปอีก
แต่…
โนอาห์นึกถึงเนื้อหาในบทที่สาม
‘ ‘ข้าจะล้างแค้นให้กับพี่ให้ได้’ โลเวลกรีดร้องอยู่ในใจขณะที่มองร่างไร้วิญญาณของพี่ชายที่นอนอยู่ในโลง ใบหน้าซีดขาวนั่นสงบนิ่ง บุตรชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของโกลมาร์ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่ชายตนจะจบชีวิตลงหลังผ่านวันคล้ายวันเกิดครบอายุยี่สิบห้ามาเพียงสองอาทิตย์’
ยี่สิบห้า!
โนอาห์เด้งลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง ทันใดนั้นความรู้สึกวิงเวียนก็เข้าจู่โจม เขาล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนแรง ก่อนมองมือที่ยกขึ้น
ฝ่ามือของเขานั้นสั่นระริก
ร่างกายของโนอาห์อ่อนแอกว่าที่เขานึกไว้ อาจเพราะในนิยายบอกไว้แค่ว่า ‘ร่างกายอ่อนแอ’ แต่เขาก็ไม่คิดว่าร่างที่ตัวเองเข้าสิงจะใกล้ตายขนาดนี้
บ้าชิบ!
โนอาห์สบถในใจ
ก่อนที่จะหาข้อมูลว่าสัตว์อสูรจะบุกโจมตีเมื่อไหร่ เขาต้องทำอะไรสักอย่างกับร่างกายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก
ไอ้พระเจ้าเฮงซวยเอ้ย!
เขาสบถเป็นครั้งที่สามหลังตื่นขึ้นมาในฐานะโนอาห์
โนอาห์ โกลมาร์ (2)
อืม…หน้าตาดีนะนี่
โนอาห์สำรวจหน้าตาตัวเองอย่างถ้วนถี่หลังได้อยู่คนเดียวเป็นครั้งแรก
หลังจากที่เขารำลึกได้ว่าตัวเองทะลุมิติมาอยู่ในนิยาย ท้องไส้ก็ปั่นป่วน อาการหน้ามืดตาลายก็ถาโถม ยังไม่ทันพูดอะไรนอกเหนือไปจากชื่อของดาร์กเอลฟ์ที่พ่วงด้วยตำแหน่งพ่อบ้าน อาการกระตุกวูบที่ท้องน้อยคล้ายคนตกจากที่สูงก็เกิดขึ้นในทันที ไม่ว่าจะเพราะร่างกายใหม่นี้รับความเครียดได้น้อยนิดหรืออะไรก็แล้วแต่ อาการไข้ขึ้นสูงก็โจมตีเขาในฉับพลัน
หลังจากนั้นสภาพเขาแทบไม่ต่างอะไรกับซูเปอร์มาร์เก็ตที่คนต่อแถวเข้าคิวเพื่อซื้อของ แต่เปลี่ยนเป็นต่อคิวเพื่อตรวจอาการเขาแทน
ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ทั้งสาวทั้งป้าในชุดละลานตาต่างผลัดเปลี่ยนเวียนวนเข้ามาหาเขาอย่างไม่ขาดสาย ดูเหมือนว่าหลังเขาหมดสติไป ครอบครัวของโนอาห์ก็เรียกหาหมอผู้ชำนาญการรักษามาเป็นกระบุงโกย
แม้สติเขาจะยังไม่สมประกอบดี แต่ก็ได้เปิดหูเปิดตานัก ทั้งตรวจอาการจากข้อมือแบบหมอแมะ[1]ใช้อุปกรณ์หน้าตาประหลาดคล้ายวิทยุในชีวิตเก่า หรือร่ายวงเวทสีสันสะดุดตาแบบหลุดออกมาจากหนังพ่อมดแม่มด โนอาห์เชื่อว่าเขาได้เห็นทุกศาสตร์การรักษาในโลกนี้ได้ครบถ้วนในคราวเดียว
เขาได้ยินเสียงประตูห้องเปิดปิดนับครั้งไม่ถ้วน จนรู้สึกเหมือนเป็นสาวดรุณวัยแรกรุ่นที่มีหนุ่ม ๆ มาเวียนหาจนหัวกระไดไม่แห้ง และคาพาก็ต้องคอยโค้งตัวปลก ๆ พาคนนู้นทีคนนี้ทีเดินมาหาเขาและพาออกไปราวกับเป็นแม่สื่อแม่ชัก โนอาห์เชื่อว่าหากนับกันแบบจริงจัง พ่อบ้านคนนี้คงเดินร่วมหลายกิโลได้แล้ว
โชคดีที่ในวันที่สอง อาการไข้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง โนอาห์ไม่เพียงรู้สึกตัวเต็มที่ แต่ยังลุกขึ้นนั่งได้ แม้จะงก ๆ เงิ่น ๆ เป็นตาแก่วัยไม้ใกล้ฝั่งก็ตามที แขกที่มาเยือนจึงน้อยลงกว่าครึ่ง
จนเมื่อเข้าสู่เช้าวันที่สาม โนอาห์ที่มีแรงพูดแล้ว ก็ได้ตอบคำถามของคาพาที่ว่า ‘คุณชายต้องการอะไรหรือไม่ครับ?’ ขณะเช็ดตัวให้เขาอันเป็นกิจวัตรประจำวันว่า
“ขอความสงบ”
เพราะบทบาทของโนอาห์ในนิยายนั้นเป็นเพียงตัวละครชูโรงที่มีค่าแค่ให้ตัวเอกเคลื่อนไหว อย่าว่าแต่เรื่องนิสัยพื้นฐานเลย แม้แต่รูปร่างหน้าตายังแทบไม่มีบรรยายไว้ด้วยซ้ำ ‘เขา’ จึงเลือกที่เป็นตัวเองดีกว่าแสดงเป็นคนแปลกหน้าแบบมั่วซั่ว
การตอบแบบห้วนสั้นอย่างสุภาพนั้นได้ผลดีกว่าที่คิด คาพาไม่ได้แสดงอาการตะลึงพรึงเพริดอย่างที่โนอาห์คิดไว้ หรือกัดทึ้งผ้าเช็ดหน้าแล้วบอกว่า คุณชายเปลี๋ยนไป๋ !
เขาเพียงแค่ยิ้มรับอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน แล้วหมุนตัวไปทางประตูห้อง เพราะผ้าม่านเตียงถูกรวบขึ้นหมดแล้ว โนอาห์จึงทันเห็นโขยงของฝูงชนก่อนที่จะประตูจะปิดลงได้อย่างถนัดตา ความยาวของคิว ‘หมอ’ ลดลงจากวันแรกแล้วก็จริง แต่ก็ยังเหมือนคนที่ต่อแถวยืนรอซื้อตั๋วคอนเสิร์ตของซูเปอร์สตาร์อยู่ดี
เขาอดทึ่งในมนตราของอำนาจบารมีไม่ได้ ร่างกายป่วยกระเสาะกระแสะแบบนี้หากไม่ได้ยศของมาร์ควิสคุ้มกะลาหัวแล้ว เห็นทีคงได้นอนตายข้างถนนไปตั้งแต่ยังไม่พ้นนุ่งผ้าอ้อม เขาคงไม่ได้เห็นคนที่มายืนเข้าแถวอยู่หน้าห้องนี้แม้แต่เงา
หากเทียบกับชีวิตเก่าก่อนหน้าที่ต้องปากกัดตีนถีบแล้ว ถือว่าเขายังโชคดีในโชคร้าย
โนอาห์ฉวยจังหวะที่คาพาออกไปไล่ฝูงนกฝูงกา มองเงาสะท้อนของอ่างน้ำที่วางอยู่โต๊ะพาดตัก แม้ใบหน้าที่เขาเห็นจะซูบตอบ แต่ก็ไม่อาจปกปิดความหล่อเหลาตามธรรมชาติของบุตรชายมาร์ควิสคนนี้ได้ เขายกมือขึ้นแตะใบหน้าของตนเอง ตาสีฟ้า ผมสีฟางที่ยาวประบ่า เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาได้เข้ามาอยู่ในนิยายแฟนตาซี ที่ซึ่งเหล่าตัวละครจะมีเส้นผมหลากสีสันไม่ต่างจากสายรุ้ง
โนอาห์หันหน้าซ้ายทีขวาที ขนาดตัวประกอบยังน้อง ๆ ดาราเกาหลี แล้วกลุ่มตัวเอกเล่าจะหล่อเหลาเอาการขนาดไหน เขายังจำได้ดีว่า เมื่อถึงบทบรรยายยาวสามย่อหน้าที่พรรณนาแต่ความพอเหมาะพอเจาะของรูปลักษณ์ตัวเอก เขาเอาแต่เบะปากอย่างนึกริษยา คนอะไรมันจะรูปงามปานเทพเจ้าสรรค์สร้างได้ขนาดนั้น แต่พอมาเห็นหน้าตัวเองในตอนนี้ก็ชักจะเชื่อขึ้นมาแล้ว
ตัวเขาที่มักถูกชมว่าหน้าตาแบบ ‘ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ’ นึกอยากให้พวกปากดีเหล่านั้นมาเห็นหนังหน้าเขาตอนนี้เสียจริง คงจะอ้าปากค้างกันเป็นทิวแถว แต่เมื่อนึกได้ว่าเขากับคนสนิทเหล่านั้นอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว เขาก็นิ่งค้างไป
ถึงจะตัดใจไปแล้วเรื่องหนทางกลับบ้านไปแล้ว แต่ความอาลัยอาวรณ์ก็ยังคงมีอยู่ อาจเพราะแบบนั้นเขาจึงไม่ทันเห็นว่าพ่อบ้านผิวสีน้ำเงินเดินกลับเข้ามา
“ให้ข้าช่วยนะครับ”
โนอาห์สะดุ้งโหยงกับใบหน้าที่เข้าใกล้ระยะประชิด ยังไม่ทันจะหายตกใจ ดาร์กเอลฟ์วัยกลางคนก็ทำภารกิจต่อ เขาชุบผ้าขนหนูผืนใหม่ลงในน้ำ แล้วเช็ดหน้าเช็ดตา โนอาห์อย่างเบามือชนิดที่ว่าไม่ให้ต้องระคายผิว มิหนำซ้ำยังจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า หวีผมเผ้าให้เสียเสร็จสรรพ เพียงไม่กี่อึดใจ โนอาห์ก็อยู่ในเสื้อตัวใหม่ ผิวสะอาดผุดผ่อง ผมสีฟางทอประกายระยิบระยับเป็นที่เรียบร้อย เขาอดทึ่งกับความสามารถในการกรูมมิ่งระดับมืออาชีพของคาพาไม่ได้ หากพ่อดาร์กเอลฟ์คนนี้เกิดในโลกเดิมของเขา คงได้กลายเป็นสไตล์ลิสมือฉมังอย่างไม่ต้องสงสัย
คนที่ถูกจับเปลื้องผ้าแล้วแต่งตัวเป็นตุ๊กตายิ้มกริ่ม ถึงในชาติเก่าเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์ได้รับการดูแลเยี่ยง วีไอพีแบบนี้มาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะรังเกียจ
เป็นคุณชายมันดีอย่างนี้นี่เอง
ชายหนุ่มที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
การกระทำนั้น ทำให้ชายผิวน้ำเงินที่กำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของโนอาห์ชะงักค้าง นัยน์ตาคู่ดำสนิทเบิกกว้างแล้วหรี่ลงเหมือนเห็นผี
“มีอะไรเหรอ?” คุณชายมือใหม่ถอดด้ามเอ่ยถามเมื่อเห็นสีตกตะลึงของอีกฝ่าย
“…ไม่มีอะไรครับ” คาพาตอบกลับพร้อมรอยยิ้มพลางส่ายหัว แพขนตาที่สวยยิ่งกว่านางแบบปัดมาสคาราเคลื่อนพลิ้วตามจังหวะการกะพริบ เขาเข้าใจว่าเพราะอยู่ในนิยายจึงมีแต่คนหน้าตาดีมารวมตัวกัน
แต่มันจะเยอะไปหน่อยไหม?
โนอาห์พิจารณาเค้าหน้าของพ่อบ้านอย่างตั้งอกตั้งใจ
ใน ‘ลำนำทมิฬ’ มีการวางบทให้ คาพา เพนมาร์ เป็นเผ่าดาร์กเอลฟ์ที่เป็นสื่อกลางระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งจิตวิญญาณอันเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าภูต เผ่าพันธุ์นี้จึงมีรูปลักษณ์ไปทางนิมฟ์มากกว่ามนุษย์ เรียกได้ว่างดงามราวจับแม่น้ำลำธารมาสรรค์สร้างอย่างประณีต แต้มประกายพร่างพราวของดวงดาว เสริมเสน่ห์มนตราของจันทราอีกสักหน่อย ก็ได้คาพามายืนลอยหน้าลอยตาโดยมีออร่าของความเหนือมนุษย์อยู่ด้านหลัง
ถึงโนอาห์จะเยินยอว่าร่างของเขานี้หน้าตาดูดีไม่เบา แต่พอเปรียบเทียบกับคนข้างตัวแล้ว ก็ไม่ต่างจากเด็กบ้านนาที่นอนเกลือกกลิ้งบนกองฟางในชนบทอันห่างไกล
โนอาห์แอบถอนหายใจอย่างผิดหวังในโชคชะตาอันรันทด แล้วมองคนผิวสีน้ำเงินในชุดพ่อบ้านอีกครั้ง
ถึงจะนายจะหล่อแค่ไหน ก็ตายพร้อม ๆ กับฉันละนะ
ใช่แล้ว คาพา เพนมาร์ จะต้องตายพร้อม โนอาห์ โกลมาร์ ในบทที่สาม แต่ถึงอย่างนั้น ชื่อของคาพาจะถูกพูดถึงในเนื้อเรื่องหลังจากนั้นอีกนานเลยทีเดียว
เขาเหลือบมองสมุดบันทึกขนาดเล็กที่กระเป๋าเสื้อของอีกฝ่าย ข้อมูลที่คาพาเขียนบันทึกลงในนั้นจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่กลุ่มตัวเอกจะต้องใช้ในอนาคต
และยังเป็นตั๋วต่ออายุให้ฉันด้วย
หากโลกของ ‘ลำนำทมิฬ’ เป็นเกม RPG แล้วละก็ บันทึกของพ่อบ้านดาร์กเอลฟ์ผู้นี้ ก็คือบทสรุปเกมที่มีตั้งแต่แผนที่เมืองยันตำแหน่งหีบสมบัติที่เก็บอาวุธในตำนานไว้นั่นแล
“อึ่ก …!”
โนอาห์คู้ตัวไปด้านหน้า มือขวายกกุมหัวใจอัตโนมัติ อาการชาที่วิ่งจากหัวใจไปยังปลายนิ้วอย่างกะทันหัน ทำให้เขาสะดุ้ง
โนอาห์ก้มมองฝ่ามือซีดขาวที่อ่อนแรงของตน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามีอาการนี้ โนอาห์รับมือกับมันมาหลายครั้งในช่วงที่สติเลือนรางในช่วงวันแรก มันเหมือนกับเขาเสียบสายชาร์จมือถือทิ้งไว้แล้วไปนั่งทับจนถูกไฟฟ้าชอร์ตเบา ๆ เพียงแต่ในกรณีนี้เพิ่มความแรงไปอีกสักห้าเท่าได้
ถึงวันนี้อาการสะดุ้งจะน้อยลงก็ตามที แต่อย่างหนึ่งที่เขารับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างร่างกายเก่าและร่างกายใหม่คือ
ร่างนี้กำลังจะตาย
เขาไม่รู้สึกถึงพลังงานหรือเรี่ยวแรงในร่างกายนี้เลยสักนิด ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าของเขาชาจนไร้ความรู้สึก แม้จะนอนอยู่เฉย ๆ เขาก็ยังรู้สึกเหนื่อยทั้ง ๆ ที่ขยับเพียงแค่แขน เขารับรู้ได้ถึงลิ้นที่แห้งผาก และแผ่นหลังที่เปียกชุ่ม การหายใจในฐานะของโนอาห์เป็นเรื่องที่ยากลำบาก ราวกับว่าปอดของร่างนี้ลืมวิธีหายใจไปแล้ว
ต้องทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ก่อน
โนอาห์กำมือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงนิ้วงอเข้าและคลายออกเพราะไร้เรี่ยวแรง
“…คุณชายครับ”
“หืม ?”
โนอาห์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาหมกมุ่นกับตัวเองจนไม่รู้เลยว่าคาพายืนตัวตรงจ้องโนอาห์ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกมาสักพักใหญ่แล้ว
พ่อบ้านอ้าปากแล้วหุบลงสองสามครั้ง ราวกับว่าลังเลที่จะพูดอะไรออกมา
“คุณชาย…”
“หืม?”
“….รับประทานอาหารเช้าไหมครับ?”
นั่นเป็นคำถามที่ทำให้เขาขมวดคิ้วมากขึ้นไปอีก
กินข้าวเช้าไหม? ต้องถามกันด้วยเหรอ?
“กินสิ” โนอาห์ตอบกลับทันที
ตัวเขาในอดีตให้ความสำคัญกับมื้ออาหารเสมอ เพราะถือคติท้องอิ่มก่อนแล้วค่อยลุย ดังนั้นต่อให้อยู่ในร่างอื่นเขาก็จะทำแบบเดียวกัน เพราะเป้าหมายของเขาคือฟื้นฟูร่างนี้ให้แข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาเอาตัวรอดจากการโจมตีของสัตว์อสูร เพื่อให้เขาใช้สองขาวิ่งหนีเอาชีวิตรอด เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนแก่เฒ่า เขาต้องเริ่มจากอาหารมื้อแรกนี่เสียก่อน
คาพาที่ได้ยินคำตอบยิ้มกว้างในทันใด ดวงตาสีน้ำเงินเปล่งประกายราวกับว่าได้รับของขวัญที่อยากได้มาเนิ่นนาน พ่อบ้านวัยกลางคนโค้งตัวให้โนอาห์แล้วรีบกระวีกระวาดเดินออกจากห้องไป
โนอาห์มองตามประตูที่ปิดลงด้วยความฉงน
แค่เขาบอกอยากกินข้าว ต้องรีบร้อนขนาดนี้เลยเหรอ แต่โนอาห์ก็ให้ความสนใจอากัปกิริยาที่ว่าอยู่ไม่นาน
เขารีบใช้ช่วงเวลาที่ได้อยู่คนเดียวอันหายาก เพื่อรวบรวมข้อมูลไม่เป็นชิ้นไม่เป็นอันในสมองให้เป็นกลุ่มก้อน เพราะโนอาห์ไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปหาปากกาหรือกระดาษได้ เขาเลยต้องจำใจลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนบทที่สามในสมองแทน
เนื้อหาของ ลำนำทมิฬ เริ่มต้นที่ โลเวล โกลมาร์
โลเวล โกลมาร์เป็นบุตรชายคนรองของมาร์ควิส อารอน อดีตวีรบุรุษนักรบที่ช่วยให้จักรพรรดิองค์ปัจจุบันรักษาเสถียรภาพของอาณาจักรอันเกรียงไกรไว้ได้
อาณาจักรเอนโทร่า
อาณาเขตโกลมาร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดของดินแดน คือจุดเริ่มต้นแห่งสงครามที่กลืนกินทั้งสามทวีป
บุตรชายคนรองแห่งตระกูลโกลมาร์คือตัวละครที่คอยขับเคลื่อนให้เนื้อหาของนิยายเข้มข้นขึ้น เขาคือเหยื่อรายแรกที่สูญเสียครอบครัวและดินแดนให้กับสัตว์อสูร
ในบทที่หนึ่ง โลเวลที่เริ่มทำหน้าที่มาร์ควิสฝึกหัดได้รับรายงานถึงหมู่บ้านที่ถูกโจมตี เขานำพาทหารป้องกันเมืองไปด้วยตนเอง สิ่งที่รออยู่คือกองซากศพและหมู่บ้านที่วอดวาย ไม่มีผู้รอดชีวิตคนใดหลงเหลือเพื่อเล่าเรื่องราว แต่โลเวลได้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่าเป็นฝีมือของเผ่าสัตว์อสูร
เลือดสีเงิน
เผ่าสัตว์อสูรเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทไหลเวียนแทนหยาดโลหิต ทำให้เลือดของเผ่านี้มีสีเงินเป็นเอกลักษณ์ ในอดีตเผ่าพันธุ์นี้ถูกอัปเปหิไปยังทวีปทมิฬด้วยความร่วมมือของเผ่าพันธุ์อื่น ๆ
มนุษย์ อมนุษย์ ภูต เอลฟ์ สัตว์เวท
นั่นคือเรื่องราวของสงครามเมื่อกว่าสองพันปีก่อน
ด้วยเหตุนี้เองการกลับมาของเผ่าสัตว์อสูรจึงเป็นลางร้าย
โลเวลได้รายงานเรื่องนี้แก่มาร์ควิสอารอน สามวันถัดมา เสาหลักแห่งตระกูลโกลมาร์ได้เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อแจ้งข่าวเร่งด่วนนี้ต่อองค์จักรพรรดิ
ในระหว่างการเดินทางนั้นเอง
สัตว์อสูรได้เข้าโจมตีอาณาเขตโกลมาร์อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
และนำพาความตายมาสู่ โนอาห์ โกลมาร์ บุตรชายคนโตของมาร์ควิสในบทที่สาม
การตายของพี่ชายต่างมารดานี้เองที่ดึงให้โลเวลกระโจนเข้าสู่สมรภูมิที่ไม่มีวันชนะ แม้เขาจะรวบรวมสมัครพรรคพวกได้มากเท่าไร แต่กำลังของเผ่าสัตว์อสูรก็เหนือกว่าอย่างเหลือคณานับ
เนื้อหาที่เขาอ่านถึงนั้น โลเวลได้สูญเสียบิดาและมารดาไปพร้อมกับการล่มสลายของ อาณาจักรเอนโทร่าที่พ่ายแพ้สงครามกับสัตว์อสูร โลเวลเสียเพื่อนร่วมทางและเพื่อนสนิทอย่างราฟจอมเวทอัจฉริยะ เสียองค์รัชทายาท อีวานที่ร่วมเดินทางเพื่อกอบกู้อาณาจักรที่บึงแห่งความตาย และยังสูญเสียการมองเห็น หลังฝืนใช้พลังเพื่อต่อสู้กับผู้นำเจ้าแห่งสัตว์อสูรลาซารัส
ใช่…นี่คือเนื้อหาท้ายเล่มที่สาม…
เขาถึงได้ตัดสินใจหยุดพักอ่านเพื่อบำรุงตับไปเป็นปี และตื่นขึ้นมาในฐานะของ โนอาห์ โกลมาร์ ในอีกสองปีถัดมา
เขายกมือนวดขมับไปพลาง ใช้นิ้วชี้คลายรอยย่นระหว่างคิ้วไปพลาง คำถามมากมายต่างประเดประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เขามาที่นี่ได้อย่างไร?
ใครเป็นตัวการส่งเขามา?
เขามาที่นี่เพื่ออะไร?
สามคำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัว ส่งเสียงหึ่ง ๆ ไม่ต่างจากแมลงวันหัวเขียวที่ไล่ตอมกับข้าวที่ลืมปิดฝาชี ไล่ก็ไม่ไป จับก็ไม่ได้ ฆ่าก็ไม่ตาย ช่างน่ารำคาญโดยแท้ ไม่เพียงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เขายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาคำตอบจากที่ไหน จะมีใครในโลกนี้ให้ความกระจ่างแจ้งกับเขาได้หรือไม่ ทุกอย่างล้วนพร่ามัวอยู่ในเงาหมอก เมื่อยิ่งคิดยิ่งเหมือนสมองจะระเบิด โนอาห์จึงหยิบเอาสามคำถามหลักนี้โยนไปไว้มุมหนึ่งในเสี้ยวสมองเสียก่อน หากเจออะไรที่มันสะกิดใจ เขาจะเอามาคิดอีกสักตลบสองตลบก็ยังไม่สาย
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ความคิดของโนอาห์ก็วิ่งไปหาสิ่งที่เร่งด่วนกว่า
การเอาตัวรอดจากการบุกของเผ่าอสูร
แล้วเขาจะทำได้อย่างไรเล่า?
คำตอบนั้นง่ายมาก แต่ไหนแต่ไรมา ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของ โนอาห์คือการลำดับความคิดออกมาเป็นข้อ ๆ หากให้เขาฉายภาพการประมวลผลในเวลานี้ก็คงจะเห็นเป็นลิสรายการสิ่งที่ต้องทำไล่ตามลำดับ โดยมีช่องสี่เหลี่ยมว่างเปล่า รอให้เขากาถูกเมื่อทำสำเร็จ
☐ รู้เวลาที่แน่ชัดก่อนการบุกของเผ่าอสูร
☐ แก้ปัญหาเรื่องสุขภาพ
☐ ตามหาคาร์เน็ต
☐ ทำสัญญากับเฟนเรียร์
☐ ทำให้โลเวลและอารอนอยู่ตอนเกิดเรื่อง
โนอาห์คิดทบทวนสิ่งที่ต้องทำอย่างคร่าว ๆ ข้อแรกสุดนั้นไม่น่าจะยากเย็นหรือกินเวลานาน ส่วนข้อที่สองเขาอาจจะต้องเสี่ยงชีวิตสักเล็กน้อย ส่วนหลังข้อสามเป็นต้นไปเขาต้องเก็บเกี่ยวข้อมูลของที่นี่ให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเป็นชีวิตเก่าที่มีสมาร์ตโฟนและอากู๋ เขาคงนอนเอานิ้วจิ้มจออย่างสบายอารมณ์ แต่เมื่อหลุดมาอยู่ในนิยายที่มีพื้นฐานอ้างอิงจากยุคยุโรปกลางหรือถอยหลังไปกว่านั้น สิ่งที่เขาพอจะพึ่งพาได้ก็มีเพียง หนังสือ บันทึก และจดหมายเหตุเท่านั้น
พอจินตนาการไปถึงจำนวนตั้งหนังสือหรือม้วนหนังที่เขาต้องอ่านแล้ว เส้นเลือดเขียว ๆ ที่ขมับก็แทบจะลุกขึ้นมาเต้นเพลง ‘I will survive’ กันเลยทีเดียว
อาจเพราะใช้พลังงานสมองมากไปในครั้งเดียว เสียงท้องร้องโครกครากก็ดังสนั่นลั่นห้อง เขาจึงยุติการประมวลข้อมูลไว้ก่อน โนอาห์นึกขอบคุณที่ไม่มีใครอยู่ให้เขาขายขี้หน้าเล่น แล้วเอามือลูบตำแหน่งของกระเพาะที่กำลังร้องประท้วง เขามองไปยังประตูที่ปิดสนิทและเฝ้ารอให้คาพา กลับมาพร้อมสเต๊กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์แบบมีเดียม แรร์สักสามชิ้น
โนอาห์ โกลมาร์ คือลูกชายคนแรกระหว่างมาร์ควิสและมาร์เชอเนสผู้ล่วงลับ เด็กชายลืมตาดูโลกในวินาทีที่มารดาจากโลกนี้ไป นับตั้งแต่นาทีนั้น มาร์ควิส อารอนได้สาบานว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้โนอาห์ ลูกชายของเขาได้เติบโตอย่างผาสุก
ด้วยเหตุนี้เอง คาพาที่ติดตามรับใช้อารอนมาตั้งแต่ช่วงสงคราม จึงได้รับหน้าที่ให้ดูแลปกป้องโนอาห์ด้วยชีวิต
แต่คุณชายของเขากลับเกิดมาพร้อมโรคร้าย
แรกเริ่มเดิมทีโนอาห์ก็เหมือนอย่างเด็กปกติทั่วไป ทั้งซุกซน สดใส ร่าเริง และฉลาดหลักแหลม ทุกคนใต้ร่มเงาโกลมาร์ต่างยินดีที่หน่อเนื้อเชื้อไขของมาร์เชอเนสผู้ล่วงลับเติบโตอย่างงดงาม แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขาอายุได้หกขวบ
โนอาห์ล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาสลบไสลไม่ได้สติอยู่หนึ่งเดือนเต็ม เมื่อฟื้นขึ้นมา โนอาห์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาจดจำใครไม่ได้เลยแม้แต่พ่อของตนเองในช่วงแรก เขาไม่สามารถเดินได้โดยไม่ล้ม หากโดนฝนเพียงนิดเดียวก็จะป่วยด้วยพิษไข้ โนอาห์ใช้ชีวิตหลังจากนั้นด้วยการดูวิวภายนอกจากหน้าต่างในห้องนอน
มาร์ควิสได้ตามหาหนทางเพื่อรักษาบุตรชายอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีหมอ คนทรง หรือนักเวทคนไหนที่บอกได้ว่าโรคอะไรที่กำลังคร่าชีวิตบุตรขุนนางผู้นี้ สิ่งที่พวกเขาทำได้มีแต่ประคองอาการไม่ให้ทรุดมากไปกว่าเดิม
โนอาห์ โกลมาร์ จึงใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสิ้นหวัง
คาพาที่เฝ้ามองนัยน์ตาขุ่นมัวของโนอาห์มืดหมองลงในแต่ละวัน รับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันอึมครึมที่ทอดตัวปกคลุมคฤหาสน์มาร์ควิส
แต่ว่า…
‘กินสิ’
เสียงของคุณชายทำให้เขาก้าวเท้าเร็วขึ้น
นี่เป็นวันแรกในรอบหลายปีที่โนอาห์ตอบเขาว่าจะกินอาหาร
นี่เป็นวันแรกในรอบหลายปีที่คุณชายของเขาพูดตอบโต้กับเขา
นี่เป็นวันแรกในรอบหลายปีที่ นัยน์ตาคู่ฟ้านั้นจ้องตอบกลับมา
ต้องรีบรายงานท่านมาร์ควิส
คาพายิ้มกว้างกับตนเอง
เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้านี้