แนะวิธีรับมือปัญหาบูลลี่-ความรุนแรงในโรงเรียน
ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น แนะวิธีรับมือปัญหาบูลลี่-ความรุนแรงในโรงเรียน พร้อมแชร์รูปแบบคาบโฮมรูมฉบับหมอเดว สะท้อนปัญหาเด็ก ครูพูดให้น้อย ฟังให้เยอะ
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น ให้สัมภาษณ์ The Room 44 ถึงประเด็นการป้องกัน และรับมือปัญหาการบูลลี่ และความรุนแรงภายในโรงเรียน ระบุว่า ความรุนแรงในรั้วโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่กำลังสะท้อนมิติด้านสังคม โดยความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่นมีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความรุนแรงในผู้ใหญ่ก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน สังคมในยุคปัจจุบันมีความรุนแรงมาก ทั้งจากระดับเด็ก ครอบครัว ไปจนถึงมิติทางสังคม
สำหรับจุดเริ่มต้นในการก่อเหตุรุนแรงในเด็กจะเกิดจากประเด็นใดได้บ้างนั้น รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า ก่อนจะมีการใช้ความรุนแรง คนต้องมีความคับข้องใจหรือความขัดแย้ง ถูกสะสมความขัดแย้งจนสุกงอม และเกิดการปะทุขึ้นมา ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขะเกิดจากอะไรนั้นต้องดูเป็นกรณีไป ซึ่งปัจจุบันระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน โรงเรียน มีความเปราะบางมาก เช่น ปฏิสัมพันธ์ของคนในบ้านมีปัญหา ครอบครัวขาดทักษะในการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งหากเด็กมีภาวะเปราะบางอยู่แล้ว คืออาจมีปัญหาสุขภาวะทางจิต อาจทำให้ทักษะการเข้าสังคมไม่มีสมรรถนะพอ ประกอบกับสภาพแวดล้อมไม่เข้าใจ บ้านเป็นที่ปรึกษาไม่ได้ ยิ่งส่งผลให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือเริ่มต้นก่อเหตุความรุนแรงได้
สำหรับวิธีแก้ไขจะต้องทำให้เกิดการป้องกันการบูลลี่ทั้งประเทศ ไม่ใช่เพียงโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง เพราะการบูลลี่คือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งคำพูดและกริยา ต้องตั้งคำถามว่าทำไมผู้อำนวยการถึงไม่ฟังเสียงนักเรียน ควรเปิดโอกาสให้เด็กสะท้อนความรู้สึกกลับมาทางโรงเรียน ว่ามีพฤติกรรม คำพูด หรือการกระทำใดใดที่ไม่เหมาะสม และไม่อยากเห็นอะไรในโรงเรียน เพื่อสะท้อนปัญหาของเด็ก
นอกจากนี้ คุณครูต้องใจกว้าง เปิดโอกาสให้เด็กฟีดแบกตัวครูได้ ว่าพฤติกรรมคำพูดหรือการกระทำของครูเรื่องไหนที่ไม่ดี และอาจทำให้นักเรียนเกิดความเสียใจและโกรธ
ส่วนสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเริ่มอันตรายในการที่จะก่อเหตุนั้น หากเป็นครูประจำชั้น การที่เด็กแยกตัวเอง คุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ การเรียนรู้น้อยลง และปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ค่อยมี เป็นสัญญาณที่ชัด ต้องหมั่นคอยสังเกต และนัดคุยเป็นการส่วนตัวว่าเด็กคนนั้นมีปัญหาอะไรที่ครูพอจะช่วยได้ ใช้คำถามซอฟต์ๆ พูดคุยด้วยบรรยากาศที่ไม่กดดัน
ส่วนกิจกรรมโฮมรูม ตนขอเสนอรูปแบบการโฮมรูมฉบับหมอเดว ในคาบโฮมรูมช่วงเช้า ที่ครูจะเป็นฝ่ายพูดกับนักเรียน อยากให้เพิ่มกิจกรรมโฮมรูมช่วงเย็นเข้าไป ทำให้เป็นกิจกรรมที่ครูจะไม่พูดมาก สร้างเทคโฮมแมสเสจ ประกอบด้วย 3 คำถามสะท้อนกลับตัวเด็ก คือ 1.วันนี้ลูกๆเรียนแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ต้องถามด้วยความเต็มใจ ไม่ประชดเหน็บแนม โดยให้ใส่เงื่อนไขว่าเด็กคนไหนจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ สะท้อนความรู้สึกผ่านคำพูดต่อครู เด็กคนไหนไม่อยากตอบครูไม่ต้องบังคับให้ตอบ แต่ถ้ามีเด็กรายไหนที่ผ่านไป 2-3 วัน แล้วยังไม่ตอบ มองว่านี่คือสัญญาณความสุขที่กำลังดับลง ให้ครูเสนอตัวเข้าไปพูดคุยว่ามีอะไรที่ไม่สบายใจ มีอะไรที่ครูพอจะช่วยได้หรือไม่
2. วันนี้ที่เรียนมาทั้งวันได้เรียนรู้อะไร ฟังเสียงของเด็ก หากเด็กสะท้อนว่าวันนี้เรียนไม่รู้เรื่อง เป็นภาพที่สะท้อนว่าครูสอนไม่ได้เรื่องเหมือนกัน ให้เด็กสะท้อนความคิดออกมา
3. สิ่งที่สะท้อนมาเราจะแก้ปัญหาอย่างไร และเรามีอะไรอยากจะทำต่อ สิ่งนี้จะทำให้เกิดนวัตกรรมสไตล์เด็กๆ
ทั้งนี้ หากทำอย่างนี้ทุกสัปดาห์ ไม่ทำเพียงเพราะสร้างภาพ หรือตอบตัวชี้วัด สิ่งนี้จะเป็นปรอททางอ้อม ที่ทำให้ครูสังเกตุเห็นปัญหาเด็กๆ ได้อย่างดีเยี่ยม