โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จาก 'สองนคราประชาธิปไตย' เป็นปรากฏการณ์ 'ไข่ดาวหลายฟอง'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 ก.พ. 2567 เวลา 04.12 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2567 เวลา 02.35 น.

ทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่เป็นข้อเสนออันฮือฮากว่า 30 ปีก่อนยังใช้ได้ถึงทุกวันนี้หรือไม่?

เป็นประเด็นของงานวิจัยจากผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่น่าใคร่ครวญมากสำหรับการวิเคราะห์การเมืองจากนี้ไป

ผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นการทำงานร่วมของ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์, เมธิส โลหเตปานนท์ และ Allen Hicken ที่เพิ่งจะตีพิมพ์ใน Contemporary Southeast Asia

แต่เพื่อให้เนื้อหาครบวงจร ผมชวน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาร่วมวงเสวนาด้วย

ดร.นพลเล่าว่าหนึ่งในวิธีการทดสอบคำว่า “เมือง” กับ “ชนบท” คือการใช้วัดความเป็นเมืองในแต่ละเขตเลือกตั้ง ด้วยวิธีง่ายๆ คือความหนาแน่นของประชากรเป็นตัวชี้วัด “ความเป็นเมือง”

โดยเอาพื้นที่เขตหารด้วยจำนวนประชากร และนำมาหาความสัมพันธ์กับคะแนนเสียงที่พรรคแต่ละพรรคได้รับในการเลือกตั้งแบ่งเขต

ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของประชากรกับสัดส่วนของคะแนนที่แต่ละพรรคได้ในแต่ละเขตเลือกตั้ง

สำหรับอดีตพรรคฝ่ายค้านคือพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทย พบว่าก้าวไกลได้คะแนนเสียงมากในเขตเมืองขณะที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเยอะในเขตชนบท

ส่วนกลุ่มพรรคที่เป็นอดีตพรรครัฐบาลเช่นรวมไทยสร้างชาติได้คะแนนมากกว่าในเขตเมือง

ขณะที่พลังประชารัฐกับภูมิใจไทยได้คะแนนมากกว่าในเขตชนบท

หากโยงกลับไปทฤษฎีสองนคราฯ ที่เชื่อว่าคนชนบทอาจต้องพึ่งพิงระบบเครือข่ายท้องถิ่นหรือระบบหัวคะแนนมากกว่าคนในเมืองที่เข้าใจว่าเป็นฐานของนโยบายพรรค หรืออุดมการณ์หรือการเมืองที่มีความสุจริตมากกว่า

การที่พรรคก้าวไกลกับรวมไทยสร้างชาติได้คะแนนในเขตเมืองมากกว่าพรรคอื่นก็สะท้อนว่าทฤษฎีสองนคราฯ ก็อาจจะยังมี “ความทันสมัย” อยู่ในระดับหนึ่ง

เพราะพรรคก้าวไกลที่นำเสนอตัวเองเป็นตัวแทนแนวทาง “ก้าวหน้า ต่อต้านระบอบ คสช.” และพรรครวมไทยสร้างชาติที่มีความเด่นชัดในนโยบายอนุรักษนิยม ผูกไว้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เป็นสองพรรคที่มีจุดยืนและอุดมการณ์ที่ชัดเจน

และทั้งสองพรรคก็ทำคะแนนได้ดีในเขตเมือง

ส่วนพรรคเพื่อไทยที่มีภาพพจน์ค่อนข้างคลุมเครือ มีความไม่แน่นอนว่าจะจับมือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตามที่มีข่าวลือระหว่างหาเสียงหรือไม่

พรรคเพื่อไทยตอบคำถามนี้ไม่ชัดเจนนัก

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2562 มีความชัดเจนในนโยบายอนุรักษนิยม แต่ในการเลือกตั้งปี 2566 ก็เปลี่ยนแนวทางเป็น “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

พล.อ.ประวิตรพูดไว้ชัดเจนว่าทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยมเป็น “กับดัก” ที่ต้องก้าวข้าม

ทำให้ภาพพจน์ของพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ค่อยชัดเจนเช่นกันในแง่อุดมการณ์

สะท้อนจากผลการลงคะแนนของประชาชนว่าทฤษฎีสองนคราฯ ก็ยังใช้ในการอธิบายเรื่องความแตกต่างระหว่าง “เขตเมือง” กับ “เขตชนบท”

แม้จะเพิ่งเลือกตั้งเสร็จไม่นานมานี้ ยังไม่อาจจะสรุปได้ชัดเจนมากนัก แต่ก็พอจะสรุปได้ว่าแทนที่จะเป็นคนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล ก็เห็นได้ว่าคนกรุงที่เลือกพรรคก้าวไกลกับคนต่างจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยได้มาร่วมมือกับพยายามจะตั้งรัฐบาล

แต่การสลับขั้วของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคนที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้คงไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

ที่แน่ๆ คือสภาพการเมืองไทยวันนี้ก็มีลักษณะคล้ายกับ “ไข่ดาวหลายฟอง”

ไม่ใช่ความแตกต่างระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด

แต่เป็นความแตกต่างระหว่างเขตเมืองทั้งหมดกับเขตชนบททั้งหมด

ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องไปคิดทบทวน เป็นการบ้านสำหรับการวางยุทธศาสตร์สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โดยต้องพิจารณาว่าการเมืองแบบบ้านใหญ่ที่พึ่งพิงระบบเครือข่าย ระบบหัวคะแนน ระบบอุปถัมภ์จะยังสามารถอยู่ต่อไปได้หรือไม่

การที่พรรคการเมืองทั้งหลาย (ยกเว้นก้าวไกล) ที่มีคะแนนบัญชีรายชื่อตกต่ำก็เป็นประเด็นที่สะท้อนว่าการเมืองแบบเก่าๆ อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

เป็นสัญญาณเตือนว่าจะต้องปรับวิธีการทำการเมืองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญยิ่ง

โดยต้องสร้างอุดมการณ์ที่ชัดเจน ต้องสร้าง “หัวคะแนนธรรมชาติ” เพื่อดึงดูดฐานเสียงในเมืองที่ขยายตัวมากขึ้นตลอดเวลา

ต้องสร้างอุดมการณ์และแบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อดึงเอา “คนเมือง” (ที่เดิมอาจจะเป็นคนชนบท) มาเลือกพรรคตนเองให้ได้

“กระสุน” ยังจะมีความสำคัญไหม?

ทีมวิจัยเห็นว่าในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ในเขตเมือง “กระสุน” อย่างเดียวอาจจะไม่พอ

เพราะเขตเมืองหลายๆ แห่งแม้จะมี “บ้านใหญ่” ที่ในอดีตเคยชนะการเลือกตั้งอย่างสบายๆ แต่พอเจอ “กระแส” ของพรรคก้าวไกลก็เป็นศึกหนักพอสมควรเลยทีเดียว

แต่ความสำคัญของ “กระสุน” ก็คงไม่ได้หายไปเสียเลยทีเดียว เพราะหลายๆ พรรคที่อุดมการณ์ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ก็ยังสามารถเอาชนะเลือกตั้งครั้งนี้มาได้หลายเขต

ผมถาม ดร.เอนก กว่า 30 ปีผ่านไป ทฤษฎี “สองนคราฯ” ยังมีความหมายอะไรหรือไม่?

“ตอนที่ผมคิดและเขียนเรื่องสองนคราฯ นั้น (ภาษาอังกฤษใช้หัวข้อ : A Tale of Two Democracies) ผมพูดถึงชนชั้นกลางและความเป็นเมือง (urbanization) หลายคนก็ดูเบา เพราะเขารู้สึกว่าการเมืองไทยไม่มีวันเปลี่ยน…

“พอพูดถึง Middle Class ก็มีคนไม่เชื่อเพราะเชื่อว่าคนไทยก็ยังเป็นคนจนเสียส่วนมาก แต่ตอนนั้นผมก็เริ่มสังเกตว่าเริ่มมีชนชั้นกลางเกิดขึ้น และชนชั้นกลางจะเป็นกำหนดการเมือง”

ระหว่างปี 2535-2540 คนทั่วไปก็ยังเชื่อว่าประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนบท แต่ ดร.เอนกเห็นว่าความเป็นตัวเมืองกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “เพราะผมเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อย”

ตอนนั้น ไม่ใช่เพียงกรุงเทพฯ เป็นโตเดี่ยว แต่เมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่และนครราชสีมากับขอนแก่นก็โตมาก

เป็นที่มาของการนำเสนอทฤษฎี “สองนคราฯ” ที่กลายเป็นแนวคิดทางการเมืองที่ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึงทุกวันนี้

“ผมไม่กลัวว่าทฤษฎีสองนคราฯ จะล้าสมัย เพราะทฤษฎที่ดีต้องดูจากความเป็นจริง แต่ความจริงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ทฤษฎีนี้ก็จะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่นกัน” ดร. เอนกเล่า

โดยเน้นว่าทฤษฎีนี้จะใช้อธิบายสถานการณ์การเมืองไทยช่วง 2530-2540 เป็นหลัก

“แต่ฟังจากสองนักวิจัย…ดร.ณพลกับคุณเมธิส…ก็เห็นว่าแนวคิดนี้ก็ยังพอจะเป็นประโยชน์อยู่”

ดร.เอนกย้ำว่ามีความตั้งใจที่ตั้ง “ทฤษฎีแบบไทยๆ” ให้มาก ให้เป็นหลักในการคิดเกี่ยวกับการเมืองไทย

“อย่าพยายามเอาแต่ทฤษฎีของฝรั่งมาอธิบาย…”

ปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือการก้าวหน้าของเทนโนโลยีที่ทำให้การวิเคราะห์แนวโน้มการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

เช่น 30 ปีก่อนยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ การสื่อสารด้านการเมืองก็ยังจำกัดอยู่กับการใช้เครื่องมือในสมัยนั้นซึ่งไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนวันนี้

วันนี้ สื่อโซเชียลมีเดีย โทรศัพท์มือถือ และล่าสุด AI กำลังจะมีบทบาทสำคัญต่อแนวโน้มทางการเมืองของไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

ดร.ณพลในฐานะนักวิจัยที่เกาะติดความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยยอมรับว่า

ยังมีหลายคำถามที่ยังต้องหาคำตอบต่อไป

เช่น ทำไมเรายังเห็นความแตกต่างในตัวเมืองและชนบทในผลการเลือกตั้ง

ทำไมความเป็น “สองนคราฯ” ยังมีอยู่แม้จะไม่ใช่เรื่องระหว่างตัวเมืองกับชนบทอีกต่อไป

และต้องคำนึงถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐและสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำไหล, ไฟสว่าง, ทางสะดวกหรือไม่

ขณะเดียวกันโอกาสของการศึกษาก็ยังกระจุกอยู่ในตัวเมือง และอายุเของคนมีการศึกษาในตัวเมืองอาจจะต่ำกว่าในเขตนอกเมือง

ตามมาด้วยปัจจัยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เช่น ความแตกต่างระหว่างเมืองกับนอกเมืองที่ยังมีให้เห็นอยู่

และโครงสร้างของชุมชนที่ยังเอื้อต่อ “บ้านใหญ่” ที่ทำงานได้สะดวกกว่าในบริเวณชนบท

“ชาวบ้านยังรู้สึกเข้าถึงบ้านใหญ่ได้ง่ายกว่า…เพราะไม่รู้สึกอึดอีก ไม่ต้องไปเคาะประตู…” ดร.ณพลสรุป

นั่นแปลว่าแม้จะผ่านมา 30 ปี คำว่า “สองนคราประชาธิปไตย” แม้จะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและวิวัฒนาการแห่งสังคม

แต่ลึกๆ แล้วก็ยังมีความเป็น “สองนครา…”

เพราะอำนาจและความมั่งคั่งยัง “กระจุก” และความยากจนกับการด้อยโอกาสยัง “กระจาย” อยู่ดี!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จาก ‘สองนคราประชาธิปไตย’ เป็นปรากฏการณ์ ‘ไข่ดาวหลายฟอง’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...