อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก
ข้อมูลเบื้องต้น
ทรัพยากรหมดลง สงครามกลางเมืองปะทุ โลกเกือบถูกทำลาย
หลังจากการจัดระเบียบใหม่ ยังคงมีความขัดแย้งมากมายเกิดขึ้นต่อเนื่อง ภายใต้กระแสน้ำนิ่งสงบกลับมีคลื่นยักษ์ก่อตัวอยู่ …
ยานอวกาศที่บรรทุกอาชญากรถูกยิงตกใกล้ดาวอังคาร เด็กน้อยหลิวเหวยอัน โชคดีที่รอดมาได้
ผีเสื้อน้อยในเขตทาสรับใช้เริ่มกระพือปีกโบยบิน เฟืองประวัติศาสตร์กำลังถูกขับเคลื่อน…
ตัวเอกสุดเทพ
ชื่อ : หลิวเวยอัน
ความสามารถ : นักล่าที่มีมันสมองเหนือมนุษย์ มีทั้งคลังความรู้โบราณอย่างไม่สิ้นสุดและฝีมือยิงธนูระดับพระกาฬ
นิสัย : พลิกแพลงสถานการณ์ได้ตลอดเวลา มีความเป็นผู้นำสูง ดูไม่เป็นมิตรแต่ก็มีใจเอื้อเฟื้อ
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : ZongHeng
ประพันธ์โดย : 太极阴阳鱼
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย : Reeeed
แปลภาษาไทยโดย : ทีมแปลวรรณกรรมจีน กองบรรณาธิการReeeed
ซากศพแห่งหุบเขา
แผ่นดินรกร้างว่างเปล่า สัตว์ร้ายร้องคำราม
นี่คือดินแดนผืนหนึ่งแตกต่างออกไป เป็นโลกที่แตกต่างจากอารยธรรมสมัยใหม่ สิ่งมีชีวิตกินเลือดกินเนื้อกันทั้งเป็น ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง นี่ก็คือโลกของสัตว์อสูร
ทุ่งหญ้าสีเหลืองแห้งแล้งสูงประมาณเอวคน ในหุบเขาแห่งหนึ่งที่เว้าเป็นแอ่งกระทะ หลิวเวยอันกำลังประจัญหน้ากับซากดิบตัวหนึ่ง เขาใช้ทั้งมือทั้งเท้ากลิ้งหลบกรงเล็บของซากดิบ หลังจากหนีออกมาได้ราวสองเมตรแล้วก็รีบถอยหลัง พอใช้นิ้วแฉลบผ่านแผ่นหลัง ลูกธนูไม้ดอกหนึ่งก็ปรากฏอยู่ในมือ การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วจนน่าทึ่ง สายธนูโค้งเหมือนพระจันทร์เต็มดวง ยิงลูกธนูออกไปราวกับดาวตก
ฟิ้ว!
ลูกธนูยิงโดนตาซ้ายของซากดิบตนนั้น แทงลึกเข้าไปสองชุ่น1 เลือดสีแดงเข้มพุ่งออกมา ลูกตาถูกยิงจนเละเทะ ถ้าให้คนมาเห็นฉากนี้จะต้องตกใจมากแน่นอน
ซากดิบกลายพันธุ์มาจากศพ กล้ามเนื้อเหี่ยวแห้งเพราะน้ำในร่างกายระเหยออกไปหมดแล้ว จึงหนังเหนียวทนทานเป็นพิเศษ ลูกธนูไม้ทั่วไปยิงไม่เข้า แต่ลูกธนูไม้ของหลิวเวยอันนั้นไม่ธรรมดา ก้านธนูทำจากไม้ แต่หัวธนูกลับทำจากกระดูกสัตว์ เหลาลับจนแหลมคมไร้ที่เปรียบ ขนนกลูกธนูก็ทำจากขนนกยูง สามารถเพิ่มความเร็วได้
หลิวเวยอันพลิกฝ่ามือคลำ แต่กลับพบความว่างเปล่า สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที ข้างหูมีเสียงลมแรงพัดวูบเข้ามา เขาใช้ธนูและลูกธนูต้านขึ้นไปด้านบนโดยไม่ต้องคิดอะไรทันที ได้ยินเพียงเสียง กร๊อบ! คันธนูทนทานดุจเหล็กที่ทำจากไม้เถาหยางหักเป็นสองท่อน พลังมหาศาลกลุ่มหนึ่งโถมเข้ามา สะเทือนจนง่ามนิ้วฉีกขาด เขาหมุนตัวและพยายามขดตัวให้กลมเท่าที่จะทำได้ จากนั้นลอดผ่านใต้รักแร้ของซากดิบไป เขากลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบต่อเนื่องกัน กระทั่งดึงระยะห่างได้สิบกว่าเมตร สายตาถึงได้จ้องซากดิบนั่นพร้อมหอบหายใจเฮือกใหญ่
มีซากดิบทั้งหมดสองตัว ตัวหนึ่งถูกเขายิงเข้าที่ตาซ้าย ร่างกายสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร เพียงแต่ลำตัวไม่ได้ยืดตรง หลังค่อมเล็กน้อย ทำให้ดูเหมือนสูงแค่ประมาณร้อยหกสิบสามเซนติเมตร ร่างกายเปื่อยยุ่ยไปเกือบครึ่งแล้ว ทั้งร่างปรากฏเป็นสีเทาถ่านและแดงคล้ำปนกัน ทำให้คนมองแล้วรู้สึกขนลุก เสื้อผ้าขาดรุ่ย ถูกน้ำเลือดย้อมจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นผมแห้งกรัง สามารถมองเห็นหนอนสีขาวที่กำลังชอนไชได้ ร่างหนอนที่อ่อนนุ่มชอนไชจากรูจมูกข้างซ้ายไปที่รูจมูกข้างขวา โผล่มาประเดี่ยวเดียวแล้วก็หายเข้าไปในเนื้อเน่าอีก ทิ้งไว้เพียงรอยสีแดงคล้ำที่เปียกชื้น
ส่วนซากดิบอีกตัวก็ตัวเตี้ยเล็ก เตี้ยกว่าอย่างน้อยครึ่งศีรษะ ร่างกายก็ยิ่งเปื่อยยุ่ยรุนแรง ตรงหน้าอกจุดที่เสื้อหลุดลงมาเผยให้เห็นกระดูกสีขาว หนอนยั่วเยี้ยกำลังชอนไชเข้าออกอยู่ในเนื้อเน่า ลูกตาถูกกัดกินไปตั้งนานแล้ว เหลือไว้เพียงเบ้าตาสองข้างที่เป็นโพรงดำ มีเพียงกรงเล็บสองข้างที่แหลมคมราวกับมีด
จุดนี้ทำให้คนยากจะทำความเข้าใจได้ ทุกส่วนของร่างกายล้วนเน่าเปื่อย มีเพียงนิ้วมือที่ถึงแม้จะแห้งเหี่ยว แต่กลับไม่ได้เสียหาย เล็บยาวอย่างบ้าคลั่ง ยาวเกือบสามชุ่น แหลมคมมากจนสะท้อนแสงวิบวับ
พอหลิวเวยอันหอบหายใจเฮือกใหญ่ได้สองที ก็ต้องรีบควบคุมลมหายใจทันที พยายามเปลี่ยนเป็นหายใจเบาและช้าลง แม้ตรงนี้จะเป็นรอบนอกสุสาน แต่หลังจากผ่านการกัดกร่อนมาเป็นพันปี กลิ่นศพแพร่มาตั้งนานแล้ว เขาเข้ามาได้ไม่ถึงห้านาทีก็รู้สึกจุกอกไม่สบายใจ พลังกายลดลง เพียงแต่เนื้อติดมันที่มาถึงมือแล้วทำให้เขาตัดใจจากไปไม่ได้
เขาเดินไปเดินมาอยู่รอบนอกสุสานมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ จึงพอจะเข้าใจกฎการเคลื่อนไหวของซากดิบพวกนี้คร่าว ๆ แล้ว โดยทั่วไปพวกมันจะไม่เคลื่อนไหวเพียงลำพัง แต่หากเคลื่อนไหวเมื่อไร พวกมันก็จะกระโดดออกมาทั้งหมด สาเหตุที่ซากดิบสองตัวนี้หลุดออกจากกลุ่มใหญ่ ก็เพราะก่อนหน้านี้มีคนกลุ่มหนึ่งสิ้นเปลืองแรงกายเพื่อล่อพวกมันออกมา แต่น่าเสียดายที่เคลื่อนทัพออกศึกไม่ทันคว้าชัย ตัวมาตายเสียก่อน กลุ่มคนทั้งสิบสองคนตายหมด เดิมทีหลิวเวยอันตั้งใจว่าหากวันนี้หาโอกาสไม่ได้ก็จะออกไป ดังนั้น เขาต้องขอบคุณกลุ่มคนก่อนหน้านี้
หลิวเวยอันเป็นนักธนู สาเหตุที่เขาเลือกเป็นนักธนูก็เพราะกลัวตาย นักธนูเป็นสายโจมตีระยะไกล ตอนที่สู้ไม่ไหว ต่อให้หลบหนีก็ยังอยู่ในระยะปลอดภัยกว่าคนอื่นหลายสิบเมตร นี่คือจุดประสงค์หลักที่เขาเลือกเป็นนักธนู ส่วนจุดประสงค์รองก็คืออาวุธอย่างอื่นแพงเกินไป พวกดาบทวนกระบี่ง้าว หรือขวานพระจันทร์ก้บตะขออะไรนั่นราคาแพงมาก เขาซื้อไม่ไหว ทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธที่ทำมาจากโลหะ แล้วเขาก็หลอมสร้างไม่เป็นด้วย มีเพียงธนูที่เขาสามารถหาวัสดุมาประดิษฐ์ได้ทุกเมื่อ ทั้งยังไม่ต้องจ่ายเงิน ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองไม่กี่วินาที เขาก็กลายเป็นนักธนูผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งแล้ว
เพียงแต่ก็มีบางสิ่งที่น่ายินดีเหนือความคาดหมาย นั่นก็คือเขามีพรสวรรค์ในการยิงโจมตีค่อนข้างสูง หลังจากฝึกใช้ธนูที่ประดิษฐ์ขึ้นแบบกาก ๆ ไปได้ไม่กี่วัน ในระยะสิบเมตรเขาก็ยิงแม่นไปแล้วเก้าในสิบดอก ในระยะห้าสิบเมตรยิงแม่นหกดอก เพียงแต่ข้อเสียก็ชัดเจนเช่นกัน ถ้ายิงในระยะเกินยี่สิบห้าเมตร ก็จะไม่มีอานุภาพเท่าไรแล้ว
ให้นักธนูคนหนึ่งไปสู้ระยะประชิดกับซากดิบ หลิวเวยอันก็จนใจมากเช่นกัน ร่างกายของซากดิบทนทาน ในระยะเกินสิบเมตร แม้จะเป็นลูกธนูกระดูกสัตว์ที่เขาทำเองเป็นพิเศษ แต่ก็สร้างความเสียหายต่อซากดิบได้ไม่มากเท่าไร ที่สำคัญก็คือซากดิบขี้เกียจเกินไป เมื่ออยู่ไกลเกินระยะที่พวกมันจะตอบสนองต่อกลิ่นอายมนุษย์เป็น ๆ ได้ พวกมันก็จะกลับรังไปนอน ซากดิบประเภทที่ออกมาอาบแดดยามว่างนั้นไม่มีอยู่เลย
ซากดิบสองตัวเดินโซเซไปหาหลิวเวยอัน หากประมาทความเร็วของพวกมันล่ะก็จะต้องตายอย่างอนาถมากแน่นอน หลิวเวยอันเห็นเองกับตาว่าคนในทีมก่อนหน้านี้ตายไปเกินครึ่งได้อย่างไร
ตอนที่ซากดิบสองตัวเข้าใกล้หลิวเวยอันเกือบห้าเมตร จู่ ๆ ร่างกายก็พลันระเบิด ราวกับเป็นเงาดำสองร่างกระโจนพรวดเข้ามา รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ กรงเล็บแหลมคมแฉลบผ่านอากาศจนเกิดเสียงเสียดปะทะลม หลิวเวยอันเตรียมตัวไว้ตั้งแต่แรกแล้ว จึงเอนกายไปข้างหลัง ทำท่าคล้ายกับสะพานโค้ง เห็นเพียงกรงเล็บสี่ข้างกวาดผ่านเสื้อผ้า แสงสะท้อนคมอันเยียบเย็นทำให้เขาขนลุกทั้งตัว เขาปลุกพลังทั้งร่างกาย อุ้มก้อนหินขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ที่เตรียมไว้นานแล้วทุ่มออกไปอย่างแรง
ปึ้ง!
ก้อนหินทุ่มไปบนลูกธนูไม้ที่แทงอยู่บนตาซ้ายซากดิบตัวสูง พลังมหาศาลทำให้ลูกธนูไม้แทงทะลุศีรษะของซากดิบในรวดเดียว เผยกระดูกสัตว์สีขาวกับก้านลูกธนูหักดอกหนึ่ง แรงพุ่งของก้อนหินยังไม่หยุดพัก กระแทกไปบนศีรษะของซากดิบจนแตกออกจากกัน จมูกของซากดิบโดนกระแทกยุบ หนอนก็โดนทุบเละ ร่างกายโอนเอนครู่หนึ่งก่อนจะล้มลงบนพื้น หลังจากชักกระตุกสองสามทีก็ลุกขึ้นมาไม่ได้อีก
หลิวเวยอันทุ่มก้อนหินแล้วกลิ้งออกไป พอสังเกตการณ์ได้สักระยะหนึ่ง เขาก็พบว่าซากดิบมีกล้ามเนื้อแข็งทื่อ ทำให้สูญเสียความคล่องตัว โดยเฉพาะการโค้งตัว มันกลายเป็นมุมบอดสำหรับพวกมัน เขาใช้สองมือจับคันธนู ใช้สายธนูล็อกคอซากดิบตัวเตี้ยแล้วออกแรงดึง ซากดิบตัวเตี้ยล้มคะมำลงพื้นเสียงดังปั้ก! หลิวเวยอันลุกพรวดขึ้นมา แล้วหยิบก้อนหินที่ใหญ่เท่าชามทุ่มไปบนหลังศีรษะซากดิบอย่างแรง
เพล้ง!
ก้อนหินแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่าซากดิบจะไม่เป็นอะไรมาก เส้นผมแห้งเหลืองปลิวสยายช้า ๆ ซากดิบร่างกายแข็งทื่อ ดีดตัวขึ้นมาในแนวตรง ตอนนี้หลิวเวยอันหาก้อนหินไม่ทันแล้ว เขาได้แต่กระโดนถีบแผ่นหลังซากดิบ พอสัมผัสกับร่างกายซากดิบ พลังที่เกินต้านกลุ่มหนึ่งก็ย้อนเข้ามา ทำให้ร่างเขากระเด็นออกไปแล้ว
ตุ้บ…
หลิวเวยอันกระแทกพื้นที่อยู่ห่างออกไปห้าหกเมตร โชคช่างไม่เข้าข้างเขาเลย ใต้เสื้อกั๊กของเขากดอยู่บนก้อนหินขนาดเท่าศีรษะคนพอดี ทำให้รู้สึกหวานฉ่ำในลำคอ กระอักเลือดสดออกมาคำหนึ่ง รู้สึกราวกับว่าทั้งร่างพังทลาย วิงเวียนศีรษะไปหมด
เพียงแต่เขาวิงวียนศีรษะ แต่ซากดิบไม่ได้วิงเวียนไปด้วย เมื่อได้กลิ่นเลือดสด มันก็เริ่มคลั่งทันที เคลื่อนกายเข้ามาราวกับเงาดำสายหนึ่ง เร็วกว่าก่อนหน้านี้เป็นเท่าตัว
หลิวเวยอันที่กำลังมึนงงรู้สึกได้ว่ามีเงาดำแวบผ่าน มีหรือที่จะยังไม่รู้ว่าเหตุร้ายมาเยือน เขาอาศัยความรู้สึกเพื่อกลิ้งแบบสามร้อยหกสิบองศา ท่ามกลางเสียงลมแรง ได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกันพักหนึ่ง เสียงดังแสบแก้วหูมาก หินก้อนนั้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะถูกกรงเล็บตัดขาด ตัดพื้นผิวได้เกลี้ยงเกลามาก
ท่ามกลางวิกฤติ หลิวเวยอันกัดลิ้นตัวเองอย่างแรง ภายใต้ความเจ็บปวดนี้ สมองเขากลับมาปลอดโปร่งอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็พบว่าตัวเองกลิ้งมาอยู่ตรงเท้าซากดิบ และเท้าของซากดิบก็กำลังเหยียบท้องของเขาอยู่ ความรู้สึกตกใจนี้ไม่ใช่น้อย ๆ อย่าไปมองว่าซากดิบร่างกายเน่าเปื่อยไปแล้วเกินครึ่ง จึงดูเหมือนเบาหวิวปลิวลม เพราะแรงมันเยอะจนน่าตกใจ ถ้ามันย่ำเท้าลงมา เกรงว่าเขาคงจะพุงแตกไส้เละ เขาจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดกลิ้งอีกครั้งพร้อมเสียงทุ้มทึบที่ดังขึ้น
เท้าของซากดิบเฉียดตัวเขาไปพอดี ฝุ่นดินปลิวว่อน การเคลื่อนไหวต่อเนื่องหลายครั้งแทบจะทำให้หลิวเวยอันหมดพลังกาย แต่ตอนนี้จะไม่ดิ้นรนสุดชีวิตก็ไม่ได้ ขณะที่กำลังกลิ้งหลุน ๆ หลายตลบ จู่ ๆ ก็ชำเลืองไปเห็นคันธนูหักที่ยังพันอยู่บนคอซากดิบ เขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ทันที จึงกระเสือกกระสนกระโดดขึ้นมา ใช้มือข้างหนึ่งคว้าคันธนูหักเอาไว้ รีบพันคันธนูหนึ่งรอบเพื่อมัดเท้าอีกข้างของมัน เท้าข้างนั้นเพิ่งยกขึ้นพอดี ทำให้ร่างกายเสียสมดุลและล้มลงมาที่เขา เขาตกใจจนหน้าถอดสีพร้อมกลิ้งหลบอีกครั้ง
หนอนบนร่างเน่าเปื่อยของซากดิบพวกนี้ หากไปสัมผัสแม้เพียงนิดเดียว ต่อให้ล้างอยู่หลายชั่วโมงนี้ก็ล้างไม่สะอาดแน่
หลิวเวยอันรีบลุกขึ้นยืน วิ่งไปหาซากดิบที่ตัวใหญ่กว่า ซากดิบตัวใหญ่ยังคงตัวสั่น แต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาไม่ได้ หลิวเวยอันไม่สนใจมัน เขารีบดึงลูกธนูกระดูกสัตว์ออกมา ไม่อยากใช้แรงมากเกินไป ของเหลวหยดหนึ่งสาดขึ้นมาบนต้นขา ชั่วพริบตานั้น เสื้อผ้าก็มีควันสีขาวลอยออกมาพร้อมยุ่ยเป็นรูหนึ่งรู พอเนื้อโดนของเหลวก็เปื่อยเร็วมาก ความรู้สึกเจ็บปวดทะลุหัวใจลุกลามไปทั่วร่างกาย
หลิวเวยอันสีหน้าเปลี่ยนไป ของเหลวบนตัวซากดิบคือยาพิษที่แรงกว่าน้ำกรดกัดทองเสียอีก ในกลุ่มก่อนหน้านี้มีสองคนที่ไม่ระวังถูกของเหลวกระเด็นใส่ ในเวลาไม่ถึงสิบนาทีก็ถูกกัดกร่อนกลายเป็นกระดูกขาวแล้ว น่าสะพรึงอย่างยิ่ง
ชั่วอึดใจเดียว บนต้นขาก็กลายเป็นรูขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ รูนั้นยังขยายใหญ่เร็วมากด้วย ความเจ็บปวดอันรุนแรงพุ่งโจมตีเข้าทุกเซลล์ราวกับกระแสน้ำ
หลิวเวยอันกัดฟันพร้อมดึงมีดสั้นออกมาเล่มหนึ่ง มีดเล่มนี้ยาวประมาณหกชุ่น เป็นสีเงินสะท้อนแสงวิบวับ ในดวงตาเขาฉายแววเด็ดเดี่ยวขณะกรีดไปบนต้นขา คมของมีดสั้นกรีดเนื้อกระเด็นออกไปขนาดเท่าไข่ไก่ ความเจ็บปวดอันน่าสะพรึงกระตุ้นเส้นประสาทสมอง ทำให้เหงื่อไหลราวกับหยดฝน น้ำเลือดไหลโชกลงมาจากต้นขา แต่เขากลับไม่มีเวลาจัดการบาดแผล วิ่งไปข้างกายซากดิบตัวเตี้ยโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะออกแรงแทงเข้าเบ้าตามันหนึ่งที บังเอิญว่าตอนนี้ซากดิบลุกขึ้นมาพอดี ภายใต้การใช้แรงของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ลูกธนูถูกเสียบเข้าไปแล้ว แต่กลับเสียบไม่ทะลุ เลือดสดบนต้นขากระตุ้นให้ซากดิบเริ่มฉุนเฉียว มันกระโดดสูงขึ้นถึงหนึ่งเมตรแล้ว
หลิวเวยอันกลับดีใจมาก ขณะที่ย่อตัวนั่งยอง ๆ เขายื่นมือดึงบนคันธนูหักที่สั่นกระเพื่อมขึ้นมา ตอนนี้ออกแรงได้เหมาะมาก สายธนูที่เพิ่งคลายออกพันเท้าสองข้างเอาไว้อีกครั้ง หลังจากซากดิบตัวเตี้ยตกลงพื้น ร่างกายก็เสียสมดุลจนหน้าคะมำเสียงดังตุ้บ ลูกธนูกระดูกสัตว์ที่เสียบคากระโหลกศีรษะทะลุออกมาแล้ว แต่ลูกธนูกระดูกสัตว์ก็หักเพราะทนรับแรงไม่ไหวเช่นกัน
ซากดิบตัวเตี้ยกลายเป็นเหมือนซากดิบตัวใหญ่แล้ว ร่างกายสั่นเทิ้มมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับลุกขึ้นยืนไม่ไหว หลิวเวยอันกัดฟันเดินไปตรงหน้าศพร่างหนึ่ง แล้วเก็บมีดพร้าเล่มหนึ่งขึ้นมา
รอบนอกหุบเขามีศพสิบกว่าศพกระจัดกระจาย ล้วนเป็นคนในทีมเดียวกันเมื่อก่อนหน้านี้ คนตายไปแล้วก็ย่อมทิ้งอาวุธไว้ หลิวเวยอันพลันสีหน้าเปลี่ยนนิดหน่อย เพราะเห็นบนนั้นมีร่องรอยสกปรกเล็กน้อย ราวกับกำลังจะถูกกัดกร่อน ดาบเล่มนี้เคยใช้ฟันซากดิบมาก่อน ไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่าเป็นเพราะของเหลวจากตัวพวกมัน
แม้แต่เหล็กกล้าก็ยังกัดกร่อนได้ ทำให้หลิวเวยอันเข้าใจสารพิษจากของเหลวบนตัวซากดิบมากขึ้นอีกขั้นแล้ว
ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงกว่าถึงได้ตัดศีรษะซากดิบสองตัวนี้สำเร็จ หลิวเวยอันเหนื่อยจนร่างแทบทรุด นอนเอนกายอยู่บนพื้น ไม่อยากขยับไปไหนแล้ว
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
1 ชุ่น หน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
เนื้อเน่าก็มีค่า
เมื่อถูกตัดหัวแล้ว ซากดิบก็ตายสนิทโดยสิ้นเชิง แม้พวกมันจะได้ชื่อว่าเป็นอมตะ ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิด แต่นั่นก็เป็นแค่คำนิยามเท่านั้น ไม่ได้เป็นอมตะจริง ๆ หรอก ไม่อย่างนั้นทุกคนก็คงไม่ต้องไปเป็นเทพเซียนแล้ว ตอนตายแค่ให้ซากดิบกัดสักคำ ก็สามารถอายุยืนไม่แก่ตายได้แล้ว
แม้หลิวเวยอันจะเหนื่อยจนหายใจลำบาก แต่กลับรู้เช่นกันว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาพัก เขาคว้ามีดพร้าที่เคยฟันจนมีรอยแตกไปหลายรอยขึ้นมา แล้วเริ่มผ่าอกแหวกท้องซากดิบ เขาไม่ได้เป็นโรคจิตหรอก แต่เขากำลังหาสมบัติล้ำค่าต่างหาก
สิ่งมีชีวิตในโลกนี้แปลกมาก หลังจากตายไปแล้วในร่างกายก็จะผลิตถุงเนื้อที่คล้ายกับถุงไข่แมงมุม เมื่อผ่าถุงเนื้อออกก็จะได้รับสมบัติจำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นมีดสั้น รองเท้า หมวก แหวน สร้อยคอเป็นต้น ฟังดูเหลือเชื่อ แต่ถ้าเป็นคนที่เคยเล่นเกมมาก่อนก็จะรู้ ว่าไม่ต่างอะไรกับการตีมอนสเตอร์ดรอปไอเทม สิ่งที่แตกต่างกันก็คือแบบแรกเป็นเกม อีกแบบคือโลกแห่งความจริง
ตอนที่ซากดิบลุกขึ้นมามีชีวิต กล้ามเนื้อของมันจะแข็งทื่อ แต่หลังจากตายสนิทแล้ว พลังในกายเนื้อก็ราวกับหายไปในชั่วพริบตาเดียว เนื้อหนังกลับอ่อนนุ่มขึ้นด้วยซ้ำ สามารถใช้ดาบผ่าเนื้อเน่าออกได้อย่างง่ายดาย เผยให้เห็นถุงเนื้อขนาดเท่ากำปั้นหนึ่งอัน เมื่อได้เห็นถุงเนื้อ ใบหน้าซีดขาวของหลิวเวยอันก็มีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นแล้ว
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นถุงเนื้อ แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นมัน เขาก็ยังตื่นเต้นเร้าใจอย่างอดไม่ได้ เขาใช้ปลายดาบปาดถุงเนื้อออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่ระวังไม่ได้หรอก เพราะเนื้อและน้ำเลือดของซากดิบล้วนแฝงไปด้วยพิษร้าย หากสัมผัสแม้เพียงหยดเดียว มันก็จะกัดกร่อนไปถึงกระดูก เขาไม่อยากปาดเนื้อทิ้งอีกรอบ
ถุงเนื้ออัศจรรย์มาก มันแช่อยู่ในเลือด แต่กลับเหมือนดอกบัวที่เกิดจากโคลนตมแต่ไร้มลทิน หลังจากปาดออกมาแล้ว บนถุงเนื้อนั้นก็สะอาดหมดจด ไม่หลงเหลือของเหลวใด ๆ อยู่เลย เพียงแต่ช่วงเวลาอยากรู้อยากเห็นนั้นผ่านไปแล้ว เขานำมีดสั้นที่เคยใช้หั่นเนื้อตัวเองออกมาปาดหนึ่งที ถุงเนื้อแยกออกเป็นสองส่วน เหรียญทองแดงหล่นออกมากว่าสิบเหรียญ
หลิวเวยอันปั้นสีหน้าไม่ถูกทันที แม้จะรู้ว่าการฆ่าซากดิบเลเวลต่ำแบบนี้ โดยทั่วไปจะไม่ได้ของดีอะไร ยกตัวอย่างเช่นสมบัติอย่างคันธนู ดาบ กระบี่ ยาเม็ด ตำราลับ แต่พอเอาเข้าจริงก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวัง แต่ก็ผิดหวังแค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เขารีบเก็บเหรียญทองแดงขึ้นมา รวมทั้งหมดสิบหกเหรียญ ยังถือว่าไม่เลว ดีกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนตั้งเยอะ อย่างน้อยก็ได้ค่าข้าววันนี้กลับมาแล้ว
หลิวเวยอันควักถุงเนื้อของซากดิบตัวที่สองออกมาแบบเดิมเป็นสูตรสำเร็จ พอผ่าออกมาดูก็พบว่าข้างในไม่มีเหรียญทองแดง ไม่มีอุปกรณ์มีเพียงลูกแก้วขนาดเท่าไข่นกกระทาเม็ดหนึ่ง ลูกแก้วเป็นสีแดงเข้ม ด้านบนมีลวดลายราง ๆ แผ่กลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาออกมา วินาทีที่เขาได้เห็นลูกแก้ว ดวงตาก็แทบถลนออกมา ใบหน้าซีดขาวเปลี่ยนเป็นเปล่งปลั่งแดงเรื่อ ตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ
ยาเม็ดอาสัญ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นยาเม็ดอาสัญ!
ที่เขาเลือกเป้าหมายเป็นซากดิบ ก็เพราะมีสาเหตุเช่นกัน เป็นเพราะซากดิบเคลื่อนไหวเชื่องช้า เป็นเป้าหมายขนาดใหญ่ ยิงโดนได้ง่าย โอกาสโจมตีสำเร็จสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นเยอะมาก
ตอนแรกสุดเขาเลือกไก่ตัวผู้ ไล่ฆ่าอยู่สามวันสามคืน แต่ไก่ตัวผู้ก็ไม่ตายเสียที กลับเป็นเขาที่บาดเจ็บหนัก สุดท้ายไก่ตัวผู้ที่ใกล้ตายก็ถูกคนอื่นแย่งไป จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็นสุนัขพื้นเมือง ผลปรากฏว่าใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว กล้ามเนื้อบนร่างกายก็หายไปเกือบสามจิน1 โชคดีที่กลุ่มล่าสัตว์ผ่านมาพอดี เลยช่วยชีวิตเขาไว้
ตอนหลังเขาก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวเพียงลำพังแล้ว เขาเลือกที่จะสร้างทีมเพราะคนมากก็กำลังเยอะ สถานการณ์ก็ดีขึ้นหน่อยอย่างน้อยในแต่ละวันก็สามารถหาเหรียญทองแดงมากินข้าวได้สักมื้อหนึ่ง แต่ฉากอันงดงามนั้นอยู่ได้ไม่นาน เป็นเพราะไปโจมตีสังหารแมวป่าตัวหนึ่ง แล้วแบ่งของเฉลี่ยกันไม่ลงตัว คนในทีมเลยแตกคอกัน เขาใช้เวลาหลายวันก็ยังไม่สามารถหาทีมใหม่ไม่ได้
ทีมเถื่อนมักจะเกิดเหตุการณ์แบ่งของกันไม่ลงตัว อันตรายมาก ส่วนทีมมาตรฐานล้วนเป็นคนคุ้นเคยกัน ไม่รับคนแปลกหน้าง่าย ๆ คนที่ปู่ไม่เอ็นดูย่าไม่รักอย่างหลิวเวยอัน เดินเตร่อยู่หลายวันสุดท้ายก็ไม่ได้อะไร จึงทำได้เพียงกัดฟันขึ้นเขามาแสวงโชคสักตั้ง
ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาไม่ได้ดวงซวยจริง ๆ บังเอิญเจอหนูตัวหนึ่งวิ่งออกมา เขาเคยเห็นหนูมาก่อน หนูที่ตัวใหญ่เท่าสุนัขพื้นเมืองแบบนี้ เขาเห็นแวบแรกก็ตกใจจนขวัญกระเจิง แต่พอมองดูอีกที ก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นดีใจ เพราะหนูตัวนั้นบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว เขายิงลูกธนูดอกเดี่ยวทะลุคอมัน ตอนหนีมาถึงที่นี่ก็เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว
นี่คือเหยื่อของคนอื่น
หลิวเวยอันตัดสินใจในชั่วพริบตาเดียว แย่งแม่งเลย! เขาโจมตีสังหารหนูก่อนที่ผู้ไล่ล่าจะตามมาถึง ทำให้ได้รับมีดสั้นมาหนึ่งเล่มและเป็นมีดสั้นที่ใช้อยู่ปัจจุบันเช่นกัน แม้จะมีขนาดเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่แหลมคมไร้ที่เปรียบ จากนั้นก็นำเนื้อหนูหลบหนีไปแล้ว
เนื้อหนูแลกได้สามสิบแปดเหรียญทองแดง วันนั้นเขาได้กินอิ่มแปล้ไปมื้อใหญ่
และเป็นครั้งนั้นเช่นกัน เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นนักธนู หลังจากคัดเลือกรอบหนึ่ง เขาก็เลือกซากดิบมาเป็นเป้าหมาย แม้ในนั้นจะยังมีเหตุผลตามสภาพความเป็นจริงมากมายก็ตาม เช่นสุสานคนน้อย ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแย่งมอนสเตอร์ เช่นสุสานอยู่ใกล้ สะดวกว่าเดินทางจากป่ากลับเข้าเมือง
มีคำกล่าวว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เพื่อที่จะทำความเข้าใจลักษณะพิเศษของซากดิบ เขากัดฟันจ่ายเงินสิบเหรียญทองแดงเพื่อซื้อเวลาอ่านหนังสือสิบนาทีในร้านหนังสือแห่งเดียวของเมือง พยายามสุดความสามารถเพื่อจดจำข้อมูลทั้งหมดที่ต้องรู้เกี่ยวกับซากดิบ เพียงแต่แม้จะพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่เวลาสิบนาทีจะจำได้สักเท่าไรกันเชียว ในใจเขารู้ชัดเจน ว่ามันน้อยจนน่าเวทนา เพียงแต่บังเอิญได้อ่านข้อมูลแนะนำเกี่ยวกับยาเม็ดอาสัญจากในนั้นพอดี
ยาเม็ดอาสัญคือยาที่ก่อตัวจากซากดิบ เหตุใดจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ บนตำราก็ไม่ได้บอกไว้ละเอียด เพียงอธิบายไว้อย่างคลุมเครือว่าไม่ต่างกับหนิวหวงหรือจูเป่าเท่าไรนัก แต่เงื่อนไขในการก่อตัวคงโหดร้ายยิ่งกว่า สิ่งเดียวที่สามารถแน่ใจได้ก็คือ ยาเม็ดอาสัญสามารถกินได้ อีกทั้งหลังจากกินยาเม็ดอาสัญ ก็ไม่ต้องกลัวพิษของซากดิบอีกต่อไปด้วย
ไม่มีความลังเลใด ๆ หลิวเวยอันกลืนยาเม็ดอาสัญลงไปแล้ว ยาเม็ดอาสัญดูแข็งเหมือนหยก แต่กลับละลายในปาก ความรู้สึกสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เพียงครู่เดียวทั้งตัวก็รู้สึกเบา พลังกายที่ถูกกลิ่นศพในอากาศกดไว้พรั่งพรูกลับมาราวกับกระแสน้ำ สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ความรู้สึกหน้ามืดวิงเวียนก็หายไปแล้ว สมองปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นทันตา
รู้สึกชาคันบริเวณต้นขาอยู่พักหนึ่ง บาดแผลตรงส่วนที่ถูกตัดเนื้อทิ้งกำลังสมานกันเร็วมากจนตาเปล่าสังเกตเห็นได้ ไม่มีกลิ่นศพมายับยั้ง ความสามารถในการเยียวยาตัวเองของหลิวเวยอันก็กลับมาเป็นปกติแล้วเช่นกัน
ถึงได้บอกว่าโลกนี้อัศจรรย์มาก ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บขนาดไหน ขอเพียงคุณไม่เป็นอะไร ก็ล้วนเยียวยาตัวเองได้ทั้งนั้น
หลิวเวยอันไม่ได้สนใจบาดแผลบนขา แต่หยิบมีดพร้าขึ้นมาผ่าศีรษะของซากดิบสองตัว นำผลึกสีขาวสองชิ้นขนาดเท่าเม็ดข้าวออกมา นี่ก็คือสิ่งที่ก่อตัวจากส่วนที่ดีที่สุดของร่างกายซากดิบ ครู่เดียวก่อนตายมันจะก่อตัวเป็นคริสตัล หลังจากกินเข้าไปแล้ว ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ก่อนหน้านี้กังวลว่าจะโดนสารเหลวซากดิบกระเด็นใส่ตอนผ่าศีรษะ จึงไม่เคยกล้าลงมือเลย
ผลึกสีขาวไร้กลิ่นไร้รส หลังจากกลืนลงท้องแล้ว มันก็กลายเป็นพลังงานกลุ่มหนึ่งทะลักไปทั่วร่างกายทันที หลิวเวยอันรู้สึกได้ชัดเจนว่ากล้ามเนื้อบนร่างกายเพิ่มขึ้นหลายส่วน พลังที่เหมือนคลื่นโหมซัดสาดกำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ทะยานไหลไม่หยุดพักราวกับกระแสน้ำในแม่น้ำฉางเจียงและหวงเหอ
เขาสภาพร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องออกแรงจับไก่ เขามีแรงพอ ๆ กับไก่นั่นแหละ ครั้งแรกที่กินผลึกสีขาวก็คือครั้งที่ฆ่าหนูยักษ์ตัวนั้น ร่างกายของเขาได้วิวัฒนาการเป็นครั้งแรก จากอ่อนแอไร้แรงจับไก่กลายเป็นคนปกติ และนี่ก็เป็นวิวัฒนาการครั้งที่สอง เขารู้สึกได้นิดหน่อย ว่าถ้าทุบกำปั้นออกไป ก็จะมีพลังเกือบสองร้อยจิน นี่ถือว่าเหนือคนปกติทั่วไปแล้ว
ตอนมองไปที่ต้นขาอีกครั้ง ก็พบว่าบาดแผลหายไปแล้ว เนื้องอกกลับมาใหม่แล้วเช่นกัน ถ้าไม่ดูเอียดก็คงไม่รู้ว่าเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน สีของท้องฟ้าใกล้จะพลบค่ำแล้ว หลิวเวยอันไม่กล้าเสียเวลา รีบจัดการข้าวของนิดหน่อย
ที่เรียกว่าจัดการข้าวของก็คือเก็บกวาดศพคนในทีมก่อนหน้านี้ ขอเพียงเป็นสิ่งที่มีมูลค่า ต่อให้เป็นเหรียญทองแดงเหรียญเดียวก็ไม่ปล่อยไป เพียงแต่เห็นได้ชัดเจนมาก ว่าคนพวกนั้นสู้ไม่ได้แม้กระทั่งซากดิบ เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นยอดฝีมือ ในเมื่อไม่ใช่ยอดฝีมือ โดยทั่วไปก็ไม่ได้ร่ำรวย ในบรรดาศพสิบร่างนี้ เขาค้นเจอเงินแค่ยี่สิบแปดเหรียญทองแดง กระบี่ไม้หกเล่ม แต่น่าเสียดายที่เปื่อยยุ่ยไปหมดแล้ว กระบองยาวสี่ด้าม แต่น่าเสียดายที่หักแล้ว ธนูหนึ่งคัน หักแล้วเช่นกัน แต่สายธนูก็ไม่เลวเลย หลิวเวยอันปลดออกมาเก็บไว้ทันที
สิ่งเดียวที่ได้ก็คือมีดพร้า แต่ก็เป็นรอยขรุขระเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะยังแลกเงินได้กี่เหรียญทองแดง แต่จะว่าไปแล้ว วันนี้ก็เก็บเกี่ยวได้ไม่เลวเลย ได้เงินสี่สิบสี่เหรียญทองแดง ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้เวลาหาเงินได้เยอะที่สุดก็ยังได้แค่วันละเจ็ดเหรียญทองแดงเท่านั้น
ตอนที่กำลังจะออกไป จู่ ๆ ก็มองศพของซากดิบพร้อมเกิดความคิดบางอย่าง ในโลกนี้ เนื้อทุกประเภทสามารถนำไปขายแลกเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ กระดูก หรือต้นไม้ใบหญ้าก็ล้วนแลกเงินได้ทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้น เนื้อที่เน่าเปื่อยแล้วจะแลกเงินได้หรือเปล่านะ? จะให้กินก็คงกินไม่ได้แน่นอน แต่ถ้านำไปทำยาพิษล่ะ? หลิวเวยอันรู้ว่าราคายาพิษไม่ใช่น้อย ๆ
ถ้าเป็นตอนก่อนกินยาเม็ดอาสัญ เขาก็ไม่กล้ามีความคิดอย่างนี้เลย แต่ตอนนี้พิษซากดิบไม่มีผลอะไรต่อเขาแล้ว เลยเกิดความคิดพุ่งพล่านขึ้นมากะทันหัน
หลังจากนั้นสามชั่วโมง หลิวเวยอันก็กลับเข้าเมือง ถ้าจะบอกว่าเป็นเมือง ไม่สู้บอกว่าเป็นหมู่บ้านดีกว่า นี่คือชนเผ่าที่เกิดขึ้นเอง หลัก ๆ แล้วใช้เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยน
เมืองสือโถว เป็นชื่อที่ธรรมดาจนไม่รู้จะธรรมดายังไงแล้ว เป็นเพราะข้างหมู่บ้านมีกินก้อนใหญ่อยู่ก้อนหนึ่งจึงเป็นที่มาของชื่อนี้
สีของท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่เมืองสือโถวกลับมีผู้คนไม่น้อยเลย สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอย บนแผงร้านค้าวางสินค้าไว้หร็อมแหร็มไม่กี่ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นการนำของมาแลกของ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทุกคนก็จนมาก ไม่มีเงินใช้ ตอนที่เห็นหลิวเวยอันลากซากดิบสองร่างเข้าเมืองมา แม้จะประหลาดใจ แต่กลับไม่มีใครพูดอะไร เพียงมองแวบเดียวเท่านั้น คนที่ตั้งแผงขายของอยู่ที่นี่ทุกวันมีของแปลกอะไรที่ไม่เคยเจอบ้าง อย่าว่าแต่ซากดิบสองร่างนี้เลย ต่อให้เป็นคางคกสามขาก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเคยล่าได้
ร้านขายยา
เมืองสือโถวมีร้านขายยาเพียงแห่งเดียว ให้ตายเถอะ แม้แต่ชื่อร้านก็ไม่มี เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะทำธุรกิจแบบผูกขาด
"เนื้อซากดิบ?"
ร้านขายยายังไม่เคยรับซื้อสินค้าแบบนี้มาก่อน พนักงานไม่กล้าตัดสินใจเอง จึงเชิญเจ้าของร้านออกมา หลิวเวยอันไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองเจ้าของร้านอย่างเดียว
เจ้าของร้านกลับไม่ได้มองหลิวเวยอัน จ้องแต่ซากดิบทั้งข้างนอกข้างในรอบหนึ่ง สุดท้ายถึงได้บอกว่า "ถ้าเป็นศีรษะซากดิบที่สมบูรณ์ เราสามารถให้ราคาสามเหรียญทองได้ แต่ถ้าศีรษะแตกแล้ว ท้องก็โดนผ่าแล้ว กรงเล็บก็ถูกตัดทิ้งแล้วด้วย ดังนั้นผมให้ราคาได้แค่ศพละหนึ่งเหรียญเงิน"
ศีรษะแตกแล้ว แสดงว่าผลึกสีขาวถูกนำออกมาแล้ว ผ่าหนังท้องแล้ว แสดงว่าถุงเนื้อถูกนำออกมาแล้ว ในศพหนึ่งร่าง จุดที่ราคาแพงที่สุดก็คือผลึกสีขาวกับถุงเนื้อ เพียงแต่จากสามเหรียญทองถึงหนึ่งเหรียญเงิน ความแตกต่างนี้ก็ยังทำให้หลิวเวยอันผิดหวังสุด ๆ เพราะหนึ่งเหรียญทอง เท่ากับหนึ่งร้อยเหรียญเงิน นี่มันสามร้อยเท่าเชียวนะ
ส่วนสาเหตุที่ตัดกรงเล็บไป ก็เพราะเขาต้องใช้กรงเล็บมาทำหัวลูกธนู
"ตกลง!" หลิวเวยอันไม่ลังเลเลย มัวลังเลไม่ได้หรอก เพราะที่นี่มีร้านขายยาเพียงแห่งเดียว
หลังจากตกลงซื้อขายสำเร็จ หลิวเวยอันก็ไปจัดการมีดพร้าที่บุบสลายนั่นอีก ไม่น่าเชื่อว่าจะขายได้แค่สิบเอ็ดเหรียญทองแดง ไอ้สารเหลวซากดิบเวรตะไลเอ๊ย ทำลายดาบดี ๆ ไปตั้งหนึ่งเล่ม
เขาเลือกสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง แล้วก็ออฟไลน์ไป
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
1 จิน หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม
แดนสัตว์อสูร
พอถอดหมวกกันน็อกออก หลิวเวยอันก็นอนเอนกายนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง เพียงแต่อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป ความรู้สึกอ่อนเพลียที่ยามปกติควรจะมีนั้นหายไปแล้ว ยังคงมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม พอนึกขึ้นได้ถึงผลึกสีขาวสองเม็ดที่เพิ่งกินไปวันนี้ เขาก็เข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นอะไร
เขาลืมตาขึ้น ในห้องมีแต่ความมืดสลัว วันนี้ออฟไลน์ช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงครึ่ง พอเขากดเปิดไฟ หลอดไฟนีออนก็เปล่งแสงสว่างจ้าตา ส่องให้ห้องสว่างเหมือนตอนกลางวัน เงาผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคนปรากฏอยู่ตรงหน้า หลิวเวยอันไม่ได้ตกใจ เพียงถามว่า 'ทำไมฟ้ามืดแล้วยังไม่เปิดไฟอีก?'
ผู้ใหญ่กับเด็กสองคนนี้เป็นผู้หญิง ผู้ใหญ่อายุประมาณสามสิบปี เด็กอายุประมาณสิบเอ็ดปี ทั้งคู่มีลักษณะพิเศษที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือตัวผอม เป็นความผอมแบบขาดสารอาหาร ราวกับว่าถ้าลมพัดมาก็ทำให้ปลิวได้ เนื่องจากบนหน้าไม่ค่อยมีเนื้อ ดวงตาสองข้างจึงดูโตเป็นพิเศษ
บนผิวหน้าและผิวกายนอกร่มผ้าของผู้หญิงสองคนนี้มีจุดสีแดงเล็กน้อย บางจุดก็แดงจนกลายเป็นหนอง ดูสยดสยองมาก เพียงแต่หลิวเวยอันกลับเห็นจนรู้สึกชินเหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
นี่คือแม่กับลูกสาวคู่หนึ่งที่เป็นคนเร่ร่อน บังเอิญว่าพวกเธอเคยช่วยชีวิตหลิวเวยอันไว้ครั้งหนึ่ง หลังจากหลิวเวยอันข้ามผ่านวิกฤติมาได้ จึงเก็บสองแม่ลูกคู่นี้ไว้ เดิมทีเขายังเลี้ยงตัวเองไม่ไหวด้วยซ้ำ ไม่มีสิทธิ์อะไรไปรับเลี้ยงคนอื่น เพียงแต่ในเวลานั้น หากเขาไม่รับพวกเธอไว้ พวกเธอก็จะต้องถูกฆ่าตายในข้อหาผู้แพร่เชื้อไวรัสแน่นอน
แต่หลิวเวยอันก็รู้ดี ว่าแม้โรคบนตัวทั้งสองจะดูเหมือนฝีดาษ แต่กลับไม่ใช่โรคติดต่อ
แม่ชื่อจ้าวหนานหนาน ลูกสาวใช้แซ่เดียวกับแม่ ชื่อว่าจ้าวซิน แม่คงอยากให้เธอเจริญรุ่งเรือง เติบโตอย่างมีความสุขตามความหมายของชื่อ แต่ก็เห็นได้ชัดเลยว่า ความเป็นจริงได้ทำลายความปรารถนาอันงดงามพังทลายหมดแล้ว
"แม่บอกว่าต้องประหยัดไฟค่ะ" จ้าวซินตอบเสียงใสชัดเจน เผยสีหน้าตื่นเต้นประหลาดใจเมื่อเห็นหลิวเวยอันตื่นขึ้นมา แต่ก็แฝงความรู้สึกต่ำต้อยอยู่บ้าง เพราะบนใบหน้าเธอมีรอยจุด รูปหน้าของจ้าวหนานหนานสวยมาก เค้าโครงใบหน้ากลมกล่อมลงตัว เครื่องหน้าประณีตเรียบร้อย ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดแดงจำนวนมาก จะต้องเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแน่นอน ในดวงตาเธอฉายแววกังวล ได้แต่ใช้มือลูบผมจ้าวซิน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หลิวเวยอันแอบโล่งใจ หย่อนขาลงมาจากเตียง
นี่คือห้องที่มีขนาดเพียงสิบตารางเมตรเท่านั้น หลังจากวางเตียงหนึ่งหลัง ก็ไม่เหลือพื้นที่ว่างมากสักเท่าไร ไม่มีหน้าต่าง ประตูเหล็กบานใหญ่เปียกน้ำจนสนิมขึ้นมานานแล้ว โชคดีที่หลอดไฟนีออนสว่างมาก หัวเตียงมีโต๊ะข้างเตียงที่ผุพังตัวหนึ่ง พอเลื่อนลิ้นชักดู ข้างในก็มีเพียงหลอดพลังงานสองอันเท่านั้น หลิวเวยอันเข้าใจสาเหตุที่จ้าวหนานหนานเผยสายตากังวลทันที
หลอดพลังงานเป็นพลังงานพื้นฐานที่สุดในการคงไว้ซึ่งกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นสารที่สกัดได้จากอาหาร ไร้สีไร้รสชาติ ทำได้เพียงรับประกันว่าจะไม่หิวตาย เป็นของที่ประชาชนคนยากจนและทาสรับใช้ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิต
ตามมาตรฐานแล้ว หลอดพลังงานหนึ่งอันสามารถประคองให้ทำกิจกรรมในชีวิตหนึ่งวัน แต่สำหรับคนจนและทาสรับใช้ส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยสามวันได้กินหลอดพลังงานหนึ่งอันก็ถือเป็นเรื่องที่มีความสุขแล้ว มีทาสมากมายที่ต้องใช้เวลาห้าวันกว่าจะได้กินสักอัน เป็นเพราะพลังงานขาดแคลน ผลเสียที่ตามมาก็คือต้องนอนหลับเป็นเวลานานเพื่อประหยัดการใช้พลังงานในระดับสูงสุด เพียงแต่พอเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีทางทำงานได้แล้ว และไม่มีทางหาเงินได้ด้วย ยิ่งนานวันก็ยิ่งจนลง นี่ก็คือวงจรอุบาทว์อย่างหนึ่ง
จ้าวหนานหนานและลูกสาวไม่ได้กินหลอดพลังงานมาเป็นเวลาสามวันแล้ว จ้าวหนานหนานยังทนไหว แต่จ้าวซินกลับทนไม่ไหว ร่างกายของเธอกำลังเจริญเติบโต ติดที่ว่าจ้าวหนานหนานไม่กล้าให้เธอกิน เพราะคนที่ต้องการหลอดพลังงานมากที่สุดก็คือหลิวเวยอัน เนื่องจากหลิวเวยอันต้องเข้าไปหาเงินในแดนสัตว์อสูร ถ้าไม่มีพลังกาย ก็จะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย และหลิวเวยอันก็เป็นแหล่งทรัพยากรเดียวในการดำรงชีวิตของทั้งสามคนด้วย
หลิวเวยอันกวาดสายตามองสองแม่ลูก ในดวงฉายแววซาบซึ้งใจ แล้วก็สงสารด้วย ที่มากกว่านั้นคือเอือมระอากับความไม่ยุติธรรมของโลกใบนี้ เพียงแต่อารมณ์พวกนี้ผ่านเข้ามาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เขาเอ่ยปากว่า
"ผมจะออกไปข้างนอกสักหน่อย"
สองแม่ลูกตกใจพร้อมกัน บนใบหน้าจ้าวซินเผยความหวาดกลัว จ้าวหนานหนานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเตือนด้วยเสียงต่ำว่า "ระวังตัวหน่อยนะ"
หลิวเวยอันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินออกประตูไป
ตอนนี้คงจะเป็นเวลาประมาณหกโมงเย็น แต่มืดสนิทเหมือนกลางดึก เสียงลมคลั่งพัดหวีดหวิว เย็นเยือกเข้ากระดูก อุณหภูมิต่ำจนน่าสงสาร หลิวเวยอันกระชับเสื้อผ้าขาดบางบนตัวให้แน่น แล้วเดินก้าวยาวออกไปด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว
ที่นี่ไม่ใช่ดาวโลก แต่เป็นดาวอังคาร เป็นดาวอังคารในปีคริสตศักราช 3017 แม้จะมาถึงที่นี่ได้สามเดือนแล้ว แต่กลับยังไม่สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้
สามเดือนก่อนเขายังอยู่ที่โลกอยู่เลย แม้จะอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้าวกิน ทั้งยังมีหนังสือให้อ่าน รอบตัวยังมีเพื่อน ๆ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเขา
ในค่ำคืนที่ฟ้ามืดสนิทคืนหนึ่ง ผู้อำนวยการที่เคยอ่อนโยนเป็นมิตรมาตลอดได้เรียกเขาออกไปหา จากนั้นเขาก็ถูกจับเข้ารถยนต์แล้วพาตัวไป อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นอาชญากร ถูกตัดสินโทษและเนรเทศไปที่ดาวเสาร์ ไม่สามารถกลับมาที่โลกได้อีกตลอดไป ตอนแรกเขาก็ยังมึน ๆ งง ๆ จนกระทั่งตอนนั่งยานอวกาศอยู่ระหว่างทางไปดาวเสาร์ เขาถึงได้เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าตัวเองเป็นแพะรับบาป
น่าเสียดายที่เขารู้ตัวช้าไปแล้ว แต่โชคชะตาเหมือนได้ยินเสียงคำอธิษฐานของเขา ตอนที่ยานอวกาศบินมาใกล้ดาวอังคาร พวกเขาเจอโจรสลัดอวกาศ เหตุการณ์จี้ยานอวกาศที่สิบปีจะพบสักครั้งได้เกิดขึ้นแล้ว เกิดการปะทะรุนแรงยกหนึ่ง ทำให้ยานอวกาศตกลงในเขตทาสรับใช้ของดาวอังคาร
หลิวเวยอันฉวยโอกาสตอนวุ่นวายหลบหนี แล้วถือโอกาสหยิบหมวกกันน็อกเกมใบหนึ่งไปด้วย และในขณะที่เขากำลังหลบหนี ก็ได้บังเอิญเจอกับสองแม่ลูกที่เก็บขยะเลี้ยงชีพ ในตอนนั้นสองแม่ลูกเนื้อตัวสกปรก บนใบหน้ามีรอยแผล ส่งกลิ่นเหม็นตุ ๆ หลิวเวยอันหลบอยู่ใต้กระโปรงจ้าวหนาน ถึงได้รอดพ้นการตรวจค้นที่อันตรายที่สุดไปได้หนึ่งครั้ง จากนั้นเขาก็ซ่อนตัวตอนกลางวันและเคลื่อนไหวตอนกลางคืน เดินทางมาถึงสถานที่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตทาสรับใช้และเขตชุมชนยากจน แล้วใช้เงินที่พกมาเช่าห้องใต้ดินหลังหนึ่ง แล้วก็อาศัยอยู่ที่นี่เงียบ ๆ
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เขาออกมาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็เห็นสองแม่ลูกคู่นี้อีก ไม่รู้ว่าทำไมถึงเร่ร่อนมาถึงที่นี่ได้ แม้เขตชุมชนยากจนจะดีกว่าเขตทาสรับใช้ไม่มาก แต่การควบคุมกลับเข้มงวดกว่ามาก คนที่ดูคล้ายว่าจะเป็นโรคติดต่ออย่างจ้าวหนานหนานกับลูกสาวจะถูกจับตัวไว้ ถ้าขัดขืนก็มีโอกาสจะโดนประหารเสียตรงนั้น หลิวเวยอันซาบซึ้งในบุญคุณที่พวกเธอช่วยชีวิตเขาไว้ จึงพากลับมาอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ
ประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน ค่าใช้จ่ายของสามคนไม่ได้เยอะกว่าค่าใช้จ่ายของคนคนเดียวแค่หนึ่งเท่า แม้ทั้งสามจะพยายามประหยัดให้ได้มากที่สุด แต่ก็มาถึงขั้นอับจนแล้วเช่นกัน
แดนสัตว์อสูรไม่ได้อยู่ง่ายขนาดนั้น
แดนสัตว์อสูรคือโลกจริง ที่แตกต่างก็คืออยู่อีกมิติหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ นั่นก็คือไม่ได้อยู่ในระบบสุริยจักรวาลแน่นอน
ปี 2717 หลังจากมนุษย์ผ่านยุคที่เจริญรุงเรืองสูงสุดมาแล้ว ในที่สุดก็เข้าสู่ยุคเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งโลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีและมีดาวเสาร์มีคนเยอะปัญหาแยะ ความขัดแย้งต่าง ๆ ปะทุขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้น การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง การถกเถียงระหว่างประเทศ อำนาจใต้ดิน ผู้ก่อการร้าย… ปัญหาเหล่านี้เหมือนกับน้ำที่มีแรงดันสูงอยู่ในหม้อ มันเดือดปุด ๆ แล้วสุดท้ายก็บึ้ม! หม้อระเบิดแล้ว
สงครามเกิดขึ้นที่ดาวเสาร์ก่อน แล้วก็ลุกลามไปที่ดาวพฤหัสบดีอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็เป็นดาวอังคาร จากนั้นก็เป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์อย่างโลก เกิดสงครามครั้งใหญ่เป็นเวลาหนึ่งปี แทบจะทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้พังเสียหาย ประชาชนตายอนาถนับไม่ถ้วน ประชากรโลกลดลงหนึ่งในสามส่วนอย่างรวดเร็ว และแล้วก็เป็นดังคำกล่าวที่ว่า ‘โชคไม่มาคู่ เคราะห์ไม่มาเดี่ยว’ ในช่วงที่การต่อสู้กำลังดุเดือดที่สุด มนุษย์ต่างดาวก็จู่โจมแล้ว
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกพัฒนาไปถึงขั้นที่จะฝ่าออกจากระบบสุริยจักรวาลได้แล้ว ค้นหาอย่างยากลำบากมาหลายร้อยปี ก็ยังไม่พบมนุษย์ต่างดาว แต่ในช่วงที่คาดคิดไม่ถึงที่สุด มนุษย์ต่างดาวกลับปรากฏตัวขึ้น
ลักษณะของสงครามเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากสงครามภายในเป็นต่อต้านการรุกรานจากภายนอก ต่อสู้อย่างกล้าหาญเอาเป็นเอาตายเป็นเวลาสิบปี สุดท้ายก็โจมตีมนุษย์ต่างดาวจนล่าถอยสำเร็จ แต่โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ก็เกิดความเสียหายอย่างน่าอนาถเช่นกัน ทุกที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในพันของช่วงที่เยอะที่สุดด้วยซ้ำ
เทคโนโลยีและอารยธรรมแทบจะถูกทำลายจนกลับเข้าสู่สังคมยุคดึกดำบรรพ์ สงครามครั้งนั้นมีชื่อว่า ‘สงครามวันสิ้นโลก’
หลังจากผ่านการพัฒนาเป็นเวลาสามร้อยปี เทคโนโลยีกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2717 แต่ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่ถูกศึกใหญ่ทำลายกลับไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมได้เลย ผ่านไปหลายร้อยปี สารกัมมันตภาพรังสียังคงรุนแรง หลายพื้นที่กลายเป็นเขตต้องห้าม สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ สัตว์ประหลาดวิ่งเพ่นพ่าน
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาเล็ก ปัญหาใหญ่ที่แท้จริงก็คือ หลังจากผ่านการตักตวงทรัพยากรอย่างมักง่ายหลายพันปี ทรัพยากรของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยจักรวาลก็ถูกขุดไปเกือบหมด กวาดล้างดาวเคราะห์เก้าดวงของระบบสุริยจักรวาลไปรอบหนึ่ง แต่กลับไม่พบทรัพยากรมากเท่าไรนัก เหลือแค่พุ่งไปหาดวงอาทิตย์แล้ว
การขาดแคลนทรัพยากร เป็นปัญหาใหญ่สุดที่มนุษย์กำลังเผชิญหน้าอย่างเร่งด่วน
ตอนที่ผู้นำของสามประเทศมหาอำนาจตัดสินใจใช้โครงการ 'กำจัดวัชพืช' เรื่องที่เหนือความคาดหมายก็ได้เกิดขึ้น สิ่งที่เรียกว่าโครงการ 'กำจัดวัชพืช' ก็คือกำจัดวัชพืชในหมู่มนุษย์ทิ้งไป เพราะวัชพืชไร้ประโยชน์ แต่กลับดูดซึมแย่งสารอาหาร และกลุ่มที่ถูกเรียกว่าวัชพืชก็คือทาสรับใช้และประชากรยากจนรวมทั้งเหล่านักโทษ
หลังจากผ่านสงครามวันสิ้นโลกมาแล้ว ประเทศในอดีตของระบบสุริยจักรวาลก็สลายหายไปราวกับเมฆหมอก ถูกแทนที่ด้วยสามประเทศมหาอำนาจใหม่ นั่นก็คือ ราชสำนักต้าฮั่น จักรวรรดิมายาและสหพันธรัฐแอตแลนติส เนื่องจากสาเหตุด้านประวัติศาสตร์บางอย่าง มนุษย์ถูกแบ่งระดับใหม่ แบ่งจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ชนชั้นสูง พลเมือง ประชาชนและทาสรับใช้
โดยทั่วไปทาสรับใช้ไม่มีสิทธิใด ๆ มีเพียงชะตากรรมที่จะถูกฆ่าถูกแกง
เรื่องที่ทำให้โครงการ 'กำจัดวัชพืช' ถูกดองไว้ชั่วคราวก็คือเรื่องแดนสัตว์อสูร เพราะเกิดระเบิดขึ้นตอนสามประเทศมหาอำนาจร่วมมือกันทดลองการวิจัยโครงการ 'หลุมดำ' เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ หากเกิดระเบิดขึ้นแสดงว่าล้มเหลว แต่สถานการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างพิเศษ โครงการ 'หลุมดำ'ล้มเหลวไปแล้ว แต่กลับได้รับผลิตผลใหม่ นั่นก็คือแดนสัตว์อสูร
โครงการหลุมดำล้มเหลวแล้ว แต่กลับได้เชื่อมต่อกับโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โลกนี้ถูกครอบครองโดยสัตว์อสูร ที่สำคัญก็คือในนั้นมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก มีเยอะเป็นสามเท่าของทรัพยากรในอดีตของระบบสุริยจักรวาล กล่าวได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทรัพยากรแดนสัตว์อสูรสามารถประคับประคองมนุษย์ได้อย่างน้อยสามร้อยปี
ดังนั้นเกมที่ชื่อว่า 'ปล้นชิง' จึงถูกพลิกแพลงให้ถือกำเนิดขึ้นมา
ก่อนหน้านี้บอกไว้แล้ว ว่าโครงการหลุมดำล้มเหลวในด้านคุณภาพ ดังนั้นในเกม 'ปล้นชิง' จึงมีข้อบกพร่องมากมาย ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์ไม่สามารถพาร่างเดิมของตัวเองเข้าแดนสัตว์อสูรได้ ถึงขั้นไม่สามารถพกของอะไรเข้าไปด้วย มีเพียงการใช้งานหมวกกันน็อกเกม อาศัยรูปแบบคลื่นสมองเข้าสู่แดนสัตว์อสูร แล้วค่อยสร้างตัวจริงขึ้นมาผ่านจินตภาพเท่านั้น
คนจริงกับร่างเดิมในโลกแห่งความจริงนั้นเหมือนกันทุกอย่าง สภาพร่างกาย สติปัญญาไม่มีความแตกต่างใด ๆ สิ่งเดียวที่แตกต่างก็คือร่างคนที่สร้างขึ้นในแดนสัตว์อสูร หลังจากตายแล้วสามารถฟื้นชีพใหม่ได้ เพียงแต่การฟื้นชีพมีข้อจำกัด นั่นก็คือใช้เวลานานมาก คนปกติต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน
จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของเกม 'ปล้นชิง' ก็คือสามารถนำของจากแดนสัตว์อสูรส่งมาที่โลกมนุษย์ได้ผ่านหลุมดำในอวกาศ เพียงแต่จำกัดเฉพาะของที่ไม่มีชีวิตเท่านั้น แม้จะไม่ใช้เกมในอุดมคติมากนัก แต่สำหรับมนุษย์ นี่กลับเป็นข่าวที่ดีมาก เพราะสินค้าจำพวกเนื้อ พืช แร่ของแดนสัตว์อสูรสามารถส่งมายังโลกมนุษย์ได้อย่างไม่ขาดสาย วิกฤติขาดแคลนทรัพยากรของมนุษย์คลี่คลายแล้ว
ความคิดของหลิวเวยอันล่องลอยไม่หยุดนิ่ง แต่ความเร็วของฝีเท้ากลับมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นสิบกว่านาที ก็มาถึงเขตการค้าแห่งหนึ่งแล้ว บรรยากาศเริ่มคึกคักแล้วเช่นกัน
- โปรดติดตามตอนต่อไป -