โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ประเทศไหนใช้มาตรการ CBAM คุมเข้มสินค้าปล่อยคาร์บอน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ธ.ค. 2566 เวลา 05.49 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2566 เวลา 05.49 น.

การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 (COP28) ที่จัดขึ้น ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังจะปิดฉากลงในวันที่ 12 ธันวาคม 2566 โดยครั้งนี้ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมกับผู้นำโลกกว่า 200 ประเทศ

เป้าหมายสำคัญคือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่สานต่อมาตั้งแต่เมื่อครั้งประกาศไว้ในการประชุม COP26 ที่สกอตแลนด์ เมื่อปลายปี 2564 ว่า ปี 2050 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ “Net Zero” ต่อเนื่องด้วยการประชุม COP27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ประเทศอียิปต์

การประชุมก็ยังคงติดตามเป้าหมายร่วมกันที่จะจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ให้ได้ภายใน ค.ศ. 2100 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ไฮไลต์สำคัญ คือ การเรียกร้องจัดตั้งกองทุนในการชดเชยความสูญเสียและเสียหายให้กับกลุ่มประเทศเล็กที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าจะสรุปได้อย่างไร

แน่นอนว่าเป้าหมาย Net Zero เป็นแรงกดดันที่ทำให้แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมาตรการทางการค้า” ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสกัดสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต

โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2565 มีการเริ่มออกมาตรการราคาคาร์บอน (carbon pricing instruments) มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ carbon tax หรือมาตรการทางภาษี และมาตรการนำระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System หรือ ETS) ใน 47 ประเทศทั่วโลก และในปี 2567 เชื่อว่ามาตรการต่าง ๆ ของแต่ละประเทศจะมีความเข้มข้นมากขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมการใช้มาตรการสกัดสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ได้ทยอยออกมาดังนี้ เริ่มจาก “สหภาพยุโรป” ที่ใช้แผนการปฏิรูปสีเขียว (European Green Deal) หรือ แผนยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50-55% ภายในปี 2573 และลดลงเป็นศูนย์ภายในปี 2593

โดยเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงชั่วคราว ตามมาตรการกับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ให้ผู้นำเข้าสินค้า 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน และสินค้าปลายน้ำบางรายการ อาทิ นอตและสกรูที่ทำจากเหล็กและเหล็กกล้า รายงานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา

โดยให้เวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ปี ก่อนที่จะเริ่มกำหนดมาตรการ CBAM อย่างสมบูรณ์ โดยให้ผู้นำเข้า EU ได้ปรับตัวจนถึงสิ้นปี 2568 ซึ่งในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนั้น ผู้นำเข้าจะมีหน้าที่รายงานข้อมูลรายไตรมาส อาทิ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (embedded emission) ซึ่งจะถูกนำไปรวบรวมและวิเคราะห์กำหนดมาตรการ CBAM ในวันที่ 1 มกราคม 2569

ด้าน “นางอารดา เฟื่องทอง” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า สินค้าเหล็กและเหล็กกล้าที่ถูกบังคับใช้ CBAM เป็นสินค้าไทยส่งออกไปอียูสัดส่วนไม่สูงมากนัก ประกอบกับผู้ประกอบการไทยมีกระบวนการผลิตในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ค่อนข้างต่ำ มาตรการ CBAM จึงไม่เป็นอุปสรรค

แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ได้เพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำบัญชีคาร์บอนและการขอใบรับรอง CBAM certificate ส่วนสินค้าปุ๋ย ซีเมนต์ ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ไทยส่งออกไป EU น้อยมาก จึงมิค่อยได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

สหรัฐใช้ BCA ปี’67

ขณะที่ “นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์” ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า นับตั้งแต่ที่รัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันเข้าบริหารประเทศ เมื่อปี 2564 มีการเสนอร่างรัฐบัญญัติมาตรการปรับราคาก่อนข้ามพรมแดนอย่างน้อย 4 ฉบับ เข้าสู่กระบวนการพิจารณา

ซึ่งขณะนี้ 2 ใน 4 ร่างรัฐบัญญัติ (the Fair, Affordable, Innovative and Resilient (FAIR) Transition and Competition Act (S.2378) และ the Clean Competition Act) ไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ตกไปเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2566

เหลือเฉพาะร่างรัฐบัญญัติ the Providing Reliable, Objective, Verifiable Emission Intensity and Transparency (PROVE IT) Act และร่างรัฐบัญญัติ the Foreign Pollution Fee Act ซึ่งทั้ง 2 ฉบับมีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกัน มุ่งควบคุมการนำเข้าสินค้ากลุ่มที่เป็นสาเหตุในการปลดปล่อยปริมาณคาร์บอนในปริมาณมาก ประมาณ 200 รายการ

โดยปัจจุบันสถานะของร่างรัฐบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ ยังอยู่ในขั้นตอนของการเสนอต่อวุฒิสภา ก่อนส่งต่อไปยังสภาคองเกรส มีความเป็นไปได้ที่จะถูกชะลอหรือตก ตามวาระสภาคองเกรสที่สมัยปัจจุบันจะสิ้นลงในต้นเดือนมกราคม 2568

เนื่องจากสหรัฐจะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2567 เนื่องจากการพิจารณาใช้มาตรการทางภาษีที่รุนแรงกับสินค้าในกลุ่มที่วัตถุดิบ อาจจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมภายในห่วงโซอุปทาน ซึ่งนับว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่ เดือนพฤศจิกายน 2567

“หากใช้มาตรการด้านการค้าที่รุนแรงอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ และการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ปัจจุบันยังคงมีความเปราะบาง และประสบปัญหาเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ฝ่ายรัฐบาลจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังในขณะนี้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้กระทบกลุ่มผู้ประกอบการภายในประเทศ”

รายงานข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า “ออสเตรเลีย” ได้ประกาศว่าอยู่ระหว่างพิจารณาจะนำมาตรการที่คล้ายกับ CBAM ของอียูมาใช้ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน และลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศกับคู่แข่งจากต่างชาติที่ไม่ได้มีมาตรการเข้มงวดเรื่องนี้

โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ออสเตรเลียได้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อม กำหนดให้อุตสาหกรรมหรือโรงงานขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1 แสนตันต่อปี ต้องจัดทำเป้าหมาย (baselines) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ให้ได้ 43% ภายในปี 2573

และเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยจะเริ่มบังคับใช้กับสินค้าเหล็ก เหล็กกล้า และซีเมนต์ คาดว่าจะทราบผลการพิจารณาภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567

ญี่ปุ่น ติดฉลากคาร์บอน

“ญี่ปุ่น” เมื่อปี 2564 ได้ประกาศยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth Strategy Through Achieving Carbon Neutrality in 2050) สะท้อนท่าทีว่า การแก้ไขปัญหาโลกร้อนไม่ได้เป็นภาระต้นทุน แต่เป็นโอกาสที่จะดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุดกำลังดำเนินโครงการนำร่องติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรกลุ่มผักและผลไม้สด เพื่อสื่อสารความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกของเกษตรกรและผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค

จีนเปิดตลาดคาร์บอน

ด้าน “จีน” ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก ตั้งเป้าหมายจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ก่อนปี 2613 โดยจัดตั้ง “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ระดับประเทศขึ้น เพื่อเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับชาติ (National Carbon Trading Market) ในปี 2021 (2564) เพื่อเป็นแนวทางให้ธุรกิจและสินค้าจีนไม่ถูกกีดกันจากข้ออ้างเรื่องสิ่งแวดล้อม

ซึ่งในช่วงเวลาเพียงปีเดียว ตลาดนี้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตรวม 194 ล้านตัน มีรายได้เกือบ 8,500 ล้านหยวน หรือประมาณ 45,635.93 ล้านบาท เลยทีเดียว

สิงคโปร์-ไทย เร่งเครื่อง

“สิงคโปร์” ประเทศแรกในอาเซียนที่นำมาตรการทางภาษีและมาตรการทางกฎหมายมาใช้บังคับ จำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศในประเทศ ภายใต้ชื่อรัฐบัญญัติภาษีคาร์บอน (Carbon Pricing Act) โดยผู้ที่อยู่ในตลาดทุกรายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

โดยรัฐจะเป็นผู้กำหนดอัตราภาษีคาร์บอนและเรียกเก็บภาษีจากสถานประกอบการที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณสูง พร้อมทั้งให้ผู้ประกอบการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซและมีการติดตามผลการปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมและกำกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ คาดว่าอัตราภาษีคาร์บอนในสิงคโปร์จะขยับขึ้น เป็น 45 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2) ในปี 2026-2027 และจะขึ้นเป็น 50-80 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน CO2 ภายในปี 2030 โดยกำหนดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณ 25,000 ตันต่อปีขึ้นไป

ซึ่งจะครอบคลุมรายใหญ่ 30-40 ราย อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า และโรงงานปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผู้ปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกสัดส่วน 80% ของปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ

ปิดท้ายสำหรับประเทศไทย ที่มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมาย Net Zero ในปี 2065 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดเกณฑ์ในการกำกับดูแลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะนี้มีภาคเอกชนของไทยเองกว่า 44 บริษัท เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ที่รับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) และยังมีการรวมกลุ่มกันโดยภาคเอกชนดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตในนามเครือข่าย Carbon Markets Club ซึ่งนำโดย บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น

ด้านการแข่งขันในเวทีโลกนั้น “นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดทำโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ภายใต้ชื่อ BCG to Carbon Neutrality โดยมีเป้าหมายจะผลักดันผู้ประกอบการ BCG Heroes เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าในปี 2567 มีเป้าหมายเพื่อให้สามารถใช้บีซีจีโมเดลในการสร้างโอกาสสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...