โซนคนรักเพื่อน : friend zone
ข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อคนที่ 'แอบรัก' กลายมาเป็น 'เพื่อนรัก'
กุลกันยา ธีรเมธ
ฉันชื่อนางสาวกุลกันยา แก้วอำนวย ชื่อเล่นชื่อเกี๊ยว
หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่าไอ้เกี๊ยว ไม่ก็อีเกี๊ยว
ส่วนผู้ชายหน้าหล่อที่นั่งอยู่ข้างๆ นี่คือไอ้ธีร์ ที่ชื่อจริงคือนายธีรเมธ โชคสุวรรณ
ฉันกับมันเรียนจบคณะสถาปัตย์จากมหา’ ลัยเดียวกัน
เป็นเพื่อนสนิทกันมาแปดปี
และเราสองคนก็กำลังจะแต่งงานกัน
“หึ ไม่ต้องมาหลอกกูเลย กูไม่เชื่อหรอก” ผู้หญิงตัวเล็กเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่า ที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายแขนสั้นกับกางเกงขายาวสีเอิร์ธโทนเงยหน้าขึ้นมองฉันและ ‘ว่าที่เจ้าบ่าว’ ด้วยสายตารู้ทัน หลังจากอ่านการ์ดแต่งงานสีฟ้าพาสเทลเสร็จ “มุกเอพริลฟูลส์เดย์อะดิ”
ใช่ วันนี้เป็นวันที่หนึ่งเมษายนพอดี แต่ว่า…
“เอพริลฟูลส์เดย์อะไรล่ะ แต่งจริง” ฉันยืนยันเสียงหนักแน่น
“กูกับเกี๊ยวดูไม่เหมือนแฟนกันตรงไหน” ว่าที่เจ้าบ่าวถาม
ไอ้แป๊กหรือชื่อเต็มๆ คือป๊อกแป๊กมองหน้าฉันสลับกับธีร์ไปมาอยู่สองหน ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“ถ้าอยากให้กูเชื่อก็จูบกันให้กูดูดิ”
“ฮะ!” ฉันอุทานเสียงสูงพร้อมเบิกตาโต
“อ้าว ก็รักกัน จะแต่งงานกันไม่ใช่เหรอ แค่จูบไม่เห็นยากเลย”
“มึงจะให้จูบกันกลางร้านเนี่ยนะ?” ฉันนิ่วหน้าใส่เพื่อน ตอนนี้เราอยู่ที่ร้านกาแฟของไอ้แป๊กน่ะ
“หลังร้านก็ได้”
“พิสูจน์ด้วยวิธีอื่นไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ ต้องจูบเท่านั้นถึงจะเชื่อ” มันคงคิดว่าเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงกันหมดอย่างฉันและธีร์ไม่น่าจะพิศวาสกันได้ละมั้ง
“ไม่จูบเว้ย” ฉันยืนกรานปฏิเสธ
“ไม่แน่จริงนี่หว่า” ไอ้แป๊กหัวเราะหึๆ “แต่ไหนๆ ก็อุตส่าห์เล่นใหญ่ทำการ์ดแต่งงานปลอมมาหลอกกูถึงที่ขนาดนี้แล้ว กูจะแกล้งเชื่อให้ก็ได้”
“ไอ้บ้า ใครจะลงทุนทำขนาดนั้นวะ”
“ก็ไอ้คนเจ้าเล่ห์อย่างไอ้ธีร์ไงล่ะ” ไอ้แป๊กตอบฉันแล้วเหลือบตาไปมองคนเจ้าเล่ห์ “ไปหลอกไอ้เต๋าดิ มันน่าจะเชื่อนะ ไอ้เต๋าแม่งเชื่อคนง่าย” มันเอ่ยถึงเพื่อนอีกคนในแก๊งโคตรเต็ค
‘เต็ค’ มาจากคำว่า architect ซึ่งแปลว่าสถาปนิกนั่นเอง
แก๊งของเรามีกันอยู่เจ็ดคน ตอนนี้ห้าคนทำงานเป็นสถาปนิก (รวมฉันกับธีร์ด้วย) หนึ่งคนเป็นช่างภาพ และอีกหนึ่งคนเปิดร้านกาแฟเป็นอาชีพหลัก รับงานสถาปนิกเป็นอาชีพเสริม ซึ่งก็คือไอ้แป๊กนี่แหละ
“เออ จริง ไม่งั้นมันคงไม่เชื่อว่ามึงเป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศอาเซดาเฮ้” ธีร์ว่าพลางยิ้มขัน
ฉันกับไอ้แป๊กหัวเราะออกมาพร้อมกันเมื่อนึกถึงวีรกรรมเกรียนๆ สมัยเรียนที่ธีร์เป็นตัวตั้งตัวตีชวนเพื่อนๆ สร้างเรื่องหลอกเต๋าว่าจริงๆ แล้วไอ้แป๊กเป็นเจ้าหญิงที่มาจากประเทศแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง แล้วเต๋าก็เชื่อสนิท หลอกกันอยู่เกือบสองวันเลยแหละกว่าจะเฉลย
“ว่าแต่จะกินไรกันไหม เครื่องดื่ม? ขนม? เดี๋ยวกูเลี้ยง” เจ้าของร้านถาม
“เอาอเมริกาโน่เย็น” เสียงทุ้มห้าวตอบทันควัน
“แหมมม มึงก็ปฏิเสธให้กูได้คะยั้นคะยอนิดนึงก็ได้”
“ไม่อะ กลัวเพื่อนจะเสียน้ำใจ” ธีร์ยิ้มทะเล้น
“จ้ะ แล้วอีเกี๊ยวล่ะ” ไอ้แป๊กหันมาถามฉันบ้าง
“เอาคาปูฯ เย็นหวานน้อย”
“โอเค รอแป๊บ” เอ่ยจบเพื่อนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามและเดินไปยังเคาน์เตอร์
พอคล้อยหลังไอ้แป๊ก ฉันก็เหล่ตาไปมองธีร์ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ใครน้า แกล้งเพื่อนไว้มาก เพื่อนเลยไม่เชื่อเลย” แล้ววันนี้ก็ดันตรงกับวันโกหกอีก
“ถ้าธีร์เป็นไอ้แป๊ก ธีร์ก็ไม่เชื่อนะ”
เลิกกันแล้ว
ก่อนหน้านี้
12.15 AM
ผับ 90 degree
(ว่าไง) เสียงคุ้นเคยดังมาตามสาย
“…”
(เกี๊ยว)
“…”
(ได้ยินไหม)
“…”
(เกี๊ยว)
“…”
(มึงเป็นไรหรือเปล่า) เมื่อฉันเงียบ น้ำเสียงของฝ่ายนั้นก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมา
“ไม่เป็นรายยย กูสบายดี” ฉันที่กำลังมึนเมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ตอบเสียงอ้อแอ้
(นี่มึงเมาเหรอ)
“รู้ได้งายยย”
(เหอะ ฟังแค่เสียงก็รู้แล้วปะ) ไอ้ธีร์แค่นหัวเราะ
“แสนรู้นะมึงเนี่ย” ฉันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความชอบใจ
(แล้วนี่มึงอยู่ไหน) อีกฝ่ายถามเสียงเข้ม
“90 degree จ้าพ่อ” ฉันเอ่ยล้อเลียน ก็มันทำตัวเหมือนพ่อฉันจริงๆ นี่นา
(กับใคร) เสียงของไอ้ธีร์เข้มขึ้นอีกหนึ่งระดับ
“คนเดียว” ว่ากันว่าคนเมามักจะชอบโทร.หาแฟนเก่า แต่ไอ้ธีร์ไม่ใช่แฟนเก่าของฉันหรอกนะ เราเป็นแค่เพื่อนกัน เป็นเพื่อนที่สนิทมากๆ เลยแหละ แล้วก็… เป็นคนที่ฉันแอบชอบด้วย
แต่การโทร.หา ‘ผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว’ กลางดึกโดยไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรแบบนี้มันเหมาะสมแล้วเหรอ
วางได้แล้วไอ้เกี๊ยว
บอกตัวเองแล้วฉันก็เอ่ยกับคนปลายสาย “แค่นี้นะ”
(เดี๋ยว!) เสียงของเพื่อนสนิททำให้ฉันซึ่งกำลังจะดึงสมาร์ตโฟนออกจากใบหูชะงัก
“…?”
(เดี๋ยวกูไปหา)
ประโยคนั้นเรียกสติที่มีอยู่เพียงน้อยนิดกลับมา
“จะมาทำไม” ที่โทร.ไปไม่ใช่เพราะอยากให้มันออกมาหาสักหน่อย ก็แค่… คิดถึง
ด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคน จากที่เคยเจอกันเกือบทุกวันเมื่อตอนสมัยเรียน ปัจจุบันห้าหกเดือนถึงจะได้เจอกันครั้งหนึ่ง
แต่แค่ได้ยินเสียงของมันก็พอแล้วไง ฉันไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านั้น
(จะไปแบกมึงกลับห้องไง) ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนมันก็เป็น ‘เพื่อนที่ดี’ ของฉันเสมอ (นั่งอยู่ตรงนั้น ห้ามไปไหนนะ) ไอ้ธีร์กำชับเสียงเข้ม
“ไม่ต้อง กูกลับเองได้” ฉันไม่อยากรบกวนมันโดยไม่จำเป็น แล้วอีกอย่างก็เกรงใจผักบุ้ง แฟนของมันด้วย
ไอ้ธีร์พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ (มึงอย่าดื้อได้ไหม นั่งรอกูอยู่ตรงนั้น ห้ามไปกับใครนอกจากกู เข้าใจไหม)
“ไม่ต้องมา เกรงใจบุ้ง เดี๋ยวกูเรียกแกร็บเอา”
(เกี่ยวไรกับบุ้ง)
“ก็มึงออกมาหากูดึกๆ ดื่นๆ” ไอ้ธีร์กับผักบุ้งพักอยู่ด้วยกัน อยู่ๆ มันจะออกมาข้างนอกตอนกลางดึกแบบนี้ ผักบุ้งก็ต้องถามอยู่แล้วว่าจะไปไหน ถ้าเป็นเหตุด่วนเหตุร้าย เชื่อว่าเธอน่าจะเข้าใจ แต่นี่คือฉันแค่เมาไง การที่ไอ้ธีร์แสดงความเป็นห่วงฉันจนเกินไปมันอาจจะทำให้ผักบุ้งคลางแคลงใจได้
(กูกับมึงเป็นเพื่อนกันป้ะ)
คำว่า ‘เพื่อน’ ทำให้เจ็บแปลบในอกข้างซ้ายจนต้องเม้มริมฝีปากแน่น
“เออ เป็นเพื่อน แต่ผู้หญิงชอบคิดมากไงมึง กูไม่อยากเป็นต้นเหตุให้มึงกับบุ้งต้องทะเลาะกัน”
(เลิกกันแล้ว)
“ฮะ?” ฉันกะพริบตาปริบๆ กับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้
(กูกำลังไป ไม่เกินยี่สิบนาทีถึง)
ไม่ทันที่ฉันจะได้เอ่ยอะไรอีก มันก็กดตัดสาย
ฉันมองหน้าจอสมาร์ตโฟนที่ดับไปแล้วพร้อมกับคำถามมากมายในหัว
ไอ้ธีร์เลิกกับผักบุ้งตั้งแต่เมื่อไหร่ เลิกกันเพราะอะไร ทำไมมันไม่เล่าให้ฉันฟังเลย
บอกไม่ถูกว่าตอนนี้รู้สึกยังไง
ไม่ปฏิเสธว่าดีใจ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงความรู้สึกของเพื่อน ไม่รู้ว่ามันโอเคไหม
ว่าแต่… ถ้าไม่มีผักบุ้งแล้ว เรื่องของฉันกับไอ้ธีร์พอจะเป็นไปได้บ้างไหมนะ
ฉันยิ้มอย่างขมขื่นเมื่อสามารถตอบตัวเองได้ในทันทีว่า ‘ไม่’ เพราะถ้าไอ้ธีร์จะรักฉัน มันก็คงรักไปนานแล้ว
ไม่ต้องรอถึงแปดปีหรอก!
“เอาเหมือนเดิมอีกแก้วค่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้นบอกบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ ทันทีที่ได้รับเครื่องดื่มที่สั่งก็ยกขึ้นกระดกรวดเดียวหมดแก้ว
อาการเจ็บหน่วงๆ ในอกตอนนี้คงมีเพียงแอลกอฮอล์ที่ช่วยเยียวยาได้
เพื่อนใหม่
แปดปีที่แล้ว
วันนี้เป็นวันที่ฉันตื่นเต้นมากๆ เลย เพราะเป็นวันสอบสัมภาษณ์ของคณะสถาปัตย์ซึ่งเป็นคณะที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่ ม.หนึ่ง แต่จะได้เข้าเรียนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวันนี้แหละ
บริเวณทางเดินหน้าห้องสอบสัมภาษณ์คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเรียน ม.หกหลายร้อยชีวิต ฉันยืนกอดแฟ้มพอร์ตโฟลิโอก้มหน้าทำสมาธิอยู่ตรงมุมหนึ่งเพียงลำพัง
แม้จะเตรียมพอร์ตฯ และซ้อมตอบคำถามมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็อดประหม่าไม่ได้ เพราะแต่ละคนดูเทพสุดๆ ไม่รู้ว่าพอร์ตฯ ของฉันจะสู้คนอื่นได้หรือเปล่า เห็นบางคนยกโมเดลมาเลยนะ โหดมาก! แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขณะนั้นก็มีใครคนหนึ่งเข้ามายืนข้างๆ ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมอง
วินาทีที่เห็นหน้าอีกฝ่าย ดวงตาทั้งสองข้างของฉันก็พลันพร่าเบลอไปหมด
หล่อ
หล่อมาก
หล่อแบบฉิบหายวายวอด!
“เธอ”
สติที่ลอยหายไปกลับคืนมาเมื่อเจ้าของร่างสูงเอ่ยเรียก
“เป็นไรหรือเปล่า”
“เอ่อ… เปล่า” ฉันส่ายศีรษะและเสมองไปทางอื่น
ออร่าของผู้ชายคนนี้โคตรจะเจิดจ้าเลย
ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าของเขาเรียกได้ว่าเพอร์เฟกต์ ขี้แมลงวันจุดเล็กๆ ที่ปลายจมูกโด่งทำให้เขามีเสน่ห์เพิ่มขึ้นอีกสามร้อยเปอร์เซ็นต์ หล่อระดับนี้ไม่ใช่ลูกรักพระเจ้า แต่พระเจ้ามาเองเลยแหละ!
หรือว่าที่จริงฉันตายไปแล้วและตอนนี้ก็กำลังอยู่บนสวรรค์กันนะ
ไม่ดิ คนบาปอย่างฉันเหรอจะได้ขึ้นสวรรค์ นรกก็อาจจะมีผู้ชายหล่ออยู่เหมือนกันก็ได้
“สัมภาษณ์สาขาอะไรเหรอ” เขาเอ่ยถาม
“ถาปัตย์เฉยๆ” ฉันกระชับอ้อมแขนที่กอดแฟ้มอยู่เพื่อบรรเทาความประหม่า
คณะสถาปัตย์ของมหา’ ลัยนี้มีหกสาขา นั่นก็คือสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมไทย สถาปัตยกรรมภายใน สถาปัตยกรรมผังเมือง ภูมิสถาปัตยกรรม และภาพยนตร์
“หมายถึง?” คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย
“ถาปัตย์เฉยๆ ไม่มีอะไรต่อท้าย”
เมื่อได้รับคำตอบ ดวงตาคู่คมก็ทอประกายพร่างพราวขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ย “อ๋อ เราก็ถาปัตย์เฉยๆ เหมือนกัน”
ฉันพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็หลุบตาลงมองพื้น เพราะเขินจนไม่สามารถสบตาเขาได้นานเกินกว่าห้าวินาที
ก็ผู้ชายหล่อมาจีบ เอ๊ย! มาคุยด้วย ใครบ้างจะไม่เขิน
“เราชื่อ T นะ”
ชื่อของเขาออกเสียงอย่างนั้น ซึ่งภาษาไทยเขียนได้ทั้งธี ธีร์ และที
“มาจากคำว่า ‘ไม้ที’ เหรอ” พ่อแม่เขาอาจจะเป็นสถาปนิกเลยตั้งชื่อลูกว่าไม้ที ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เขียนแบบ แล้วที่เขาเลือกสอบเข้าคณะสถาปัตย์ ก็เพราะมีพ่อแม่เป็นไอดอล
เดาแบบมีหลักการสุดๆ
แต่ปรากฏว่า…
“ไม่ใช่ๆ ธ.ธง สระอี ร.เรือ การันต์” เขาสะกดชื่อให้
“อ๋อ” ฉันพยักหน้าเบาๆ
“เธอล่ะ” นอกจากจะหล่อมากแล้ว เขาก็ดูเฟรนด์ลีมากๆ ด้วย
“เกี๊ยว”
“เราชอบเกี๊ยว” ธีร์บอกพร้อมกับจุดยิ้มขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้าง
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก…
ยิ้มของเขาดาเมจรุนแรงระดับแผ่นดินไหวเก้าริกเตอร์เลย!
“เหรอ”
“อือ ชอบมาก”
ประโยคนั้นทำหัวใจฉันเต้นแรงกว่าเดิม
“ชอบเกี๊ยวอะไร หมู ไก่ กุ้ง ปลา?” ฉันถามตามน้ำ
“ชอบทุกอย่างที่เป็นเกี๊ยวเลย”
ตึกตัก ตึกตึก ตึกตัก…
สติไอ้เกี๊ยว เขาชอบเกี๊ยวที่เป็นอาหาร ไม่ได้ชอบแก!
“แล้วเธอชอบปะ”
“เอ่อ” ฉันกะพริบตาปริบๆ เมื่อเขาถามกลับ
หมายถึง ‘ชอบเกี๊ยว’ หรือ ‘ชอบธีร์’ ล่ะ
“…?” อีกฝ่ายเอียงศีรษะเล็กน้อยและเลิกคิ้วหนาขึ้นเป็นเชิงถามเมื่อฉันเงียบไป
ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก้อนเนื้อใต้อกข้างซ้ายเต้นระรัวเหมือนจะหลุดออกมาให้ได้
“อื้ม” ฉันพยักหน้าเบาๆ “แล้วนี่มีเพื่อนโรงเรียนเดียวกันมาสัมภาษณ์วันนี้ป้ะ” เปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะเสียอาการไปมากกว่านี้ ระหว่างรอคำตอบก็เลื่อนสายตาลงอ่านชื่อและนามสกุลของเขาที่ปักอยู่บนอกเสื้อด้านซ้าย
ธีรเมธ โชคสุวรรณ
‘ธีร์’ มาจาก ‘ธีรเมธ’ นี่เอง
คนก็หล่อ ชื่อก็หล่อ
ผู้ชายคนนี้ใช้คำว่าหล่อได้เปลืองมากจริงๆ
“ไม่มี” คนตัวสูงส่ายหน้า “เธอล่ะ”
“เหมือนกัน”
“ดีเลย จะได้เป็นเพื่อนกัน” ธีร์ยิ้มกว้างจนดวงตาเป็นสระอิ
เพื่อนเหรอ แค่เพื่อนเองเหรอ
“เพื่อน?”
“อือฮึ” รอยยิ้มเจิดจ้ายังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา “นี่เรายังไม่รู้จักใครเลย เธอเป็นเพื่อนถาปัตย์คนแรก”
“ยังไม่ผ่านสัมภาษณ์เลย”
“มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าไม่ด่าพ่อหรือตีหัวอาจารย์ก็ต้องผ่านป้ะ” จากที่คุยกันมาจนถึงตอนนี้ ฉันก็สรุปได้ว่าธีร์เป็นคนหล่อที่… โคตรกวนตีน
แต่ก็หล่อ หล่อมาก หล่อแบบเป็นแค่เพื่อนไม่ได้อะ
“ใครจะไปทำอย่างนั้นเล่า”
“ใช่ปะ เพราะงั้นพวกเราต้องผ่านแน่นอน”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
“มั่นใจหน่อยดิ”
“ก็พยายามมั่นใจอยู่”
“ถ้าเธอไม่ผ่านสัมภาษณ์มาตีหัวเราได้เลย”
ประโยคนั้นทำให้ฉันหลุดขำออกมา
“บ้าเหรอ”
“พูดจริง ที่กล้าท้าเพราะเรามั่นใจว่าเธอผ่านชัวร์” ธีร์เชียร์อัปฉันสุดๆ
“สาธุ”
“ถ้าผ่านจะพาไปเลี้ยงข้าว”
“ให้ผ่านก่อนค่อยว่ากัน” ไม่ใช่ไม่อยากไปนะ แต่เราเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงห้านาที ถ้าตอบตกลงทันทีก็จะดูเป็นคนใจง่ายป้ะ
“ก็ได้” เว้นวรรคเล็กน้อยธีร์ค่อยเอ่ยต่อ “แต่เราจะรู้ได้ไงอะว่าเธอผ่านไม่ผ่าน ต้องแลกไลน์กันไว้ป้ะ” เขาพูดพร้อมกับหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา แตะหน้าจอสี่ห้าครั้งแล้วจึงยื่นมาตรงหน้าฉัน
จีบปะวะ หรือแค่เฟรนด์ลีเฉยๆ
เอาเถอะ แอดไว้ก่อนก็แล้วกัน
ว่าแล้วฉันก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากระโปรงนักเรียนและสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อแอดไลน์ธีร์
เอ๊ะ นี่มันก็เรียกว่าใจง่ายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ!
ไม่หรอก ฉันไม่ได้เป็นฝ่ายขอแลกไลน์ก่อนนี่ แล้วที่แอดธีร์ก็เพราะว่าในอนาคตเราอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมสาขากันไง ถึงตอนนั้นยังไงก็ต้องแอดอยู่ดี เพราะงั้นแอดไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร
แถเนอะ
ระหว่างรอเข้าห้องสอบสัมภาษณ์ ฉันกับธีร์ก็แลกกันดูพอร์ตฯ ที่แต่ละฝ่ายเตรียมมา
“โห เทพมาก” ผลงานในพอร์ตฯ ของธีร์เทพๆ ทั้งนั้น ส่วนคนวาดก็ ‘หล่อเทพ’ เช่นกัน หล่อจนอยากนั่งมองทั้งวัน แถมตัวเขายังหอมมากด้วย
“ชมเกินไปแล้ว” ธีร์บอกอย่างถ่อมตัว “งานเธอเทพกว่าเราอีก”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก”
“จริงๆ นะ เนี่ย อย่างงานนี้…” ธีร์เปิดไปยังหน้าที่เป็นงานออกแบบร้านกาแฟ ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตาฉัน “น่ารักมาก”
สายตาคู่นั้นทำให้ใจฉันเต้นตูมตาม
ไอ้บ้าเกี๊ยว! เขาบอกว่าร้านกาแฟน่ารัก ไม่ใช่แกน่ารัก จะใจเต้นทำไมเนี่ย
“ขอบใจนะ เราวาดอยู่หลายวันเลยแหละ”
“อนาคตเธอต้องเป็นสถาปนิกที่เจ๋งสุดๆ แน่นอน” ธีร์บอกด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ
“พอๆ เราจะลอยขึ้นไปชนเพดานแล้วเนี่ย” ฉันเอ่ยเคล้าขำ
“เฮ้ย เราไม่ได้แกล้งชมนะ น่ารักจริงๆ” เขายืนยันเสียงหนักแน่น ก่อนจะยิ้มทะเล้นเมื่อเอ่ยประโยคถัดมา “ตอนเรียนเราต้องขอเกาะเธอไว้แล้วแหละ”
“คิดดีๆ เราอาจจะพานายเรียนไม่จบก็ได้”
“คิดดีแล้ว”
คุยกันได้อีกแค่สามสี่ประโยค เสียงเรียกชื่อก็ดังขึ้น
“นางสาวกุลกันยา แก้วอำนวย เชิญที่ห้อง 405 ค่ะ”
“ค่ะ” ฉันขานรับ ก่อนจะหันกลับมาหาคนตัวสูง “ธีร์ พอร์ตฯ เรา”
“โชคดีนะ” เขากล่าวพร้อมส่งพอร์ตฯ ของฉันคืนมา ส่วนฉันก็ส่งพอร์ตฯ ของธีร์คืนไป
“ขอบใจมากนะ” เอ่ยจบก็รีบเดินไปยังห้องหมายเลข 405 ทันที