TTB เปิดตลาดดีด 3.14% หลังประกาศแผนซื้อหุ้นคืน 2.1 หมื่นลบ. โบรกฯ ชี้ช่วยจำกัดดาวไซด์-ดันผลตอบแทนขึ้น
ราคาหุ้น TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เช้าวันนี้ (29 ม.ค. 68) เปิดตลาดดีดตัวขึ้นทันที ล่าสุดอยู่ที่ 1.97 บาท ปรับตัวขึ้น +3.14% จากวันก่อนหน้า หลังวานนี้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 21,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ฟากโบรกฯ มองช่วยจำกัด Downside หนุนเป็นหุ้นธนาคารผลตอบแทนน่าสนใจ ทิศทาง ROE-EPS ขยับขึ้น
โดยวานนี้ TTB แจ้งข่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหาร ทางการเงิน ภายใต้วงเงินรวมไม่เกิน 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งในปีนี้จะเริ่มซื้อหุ้นคืนครั้งแรกด้วยวงเงินไม่เกิน 7,000 ล้านบาท จำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 3,500 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 3 ก.พ. ถึงวันที่ 1 ส.ค. 2568 ส่วนการซื้อหุ้นคืนครั้งถัดไปจะขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า มีมุมมองบวกต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบัน TTB มีอัตราเงินกองทุนทั้งในส่วนของ Capital Adequacy Ratio (CAR), Tier 1 Ratio และ Core Tier 1 Ratio (CET1) ที่ 19.3%, 16.9% และ 16.9% ตามลำดับ สูงกว่าที่ ธปท. กำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 12%, 9.5% และ 8% สะท้อนว่า TTB มีเงินกองทุนส่วนเกินจำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกนักลงทุนตั้งคำถามถึงความมีประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเงินกองทุน
ทั้งนี้ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 TTB รวมถึงธนาคารแห่งอื่นต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าธนาคารมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่มีหนี้เสียเกิดขึ้นมาก ทำให้ในช่วงแรกมีการลดและความคุมการจ่ายปันผลเพื่อรักษาระดับเงินกองทุนในระดับสูงกว่าปกติ
แต่ปัจจุบันธนาคารได้พิสูจน์ถึงความสามารถในการควบคุมหนี้เสียที่มีประสิทธิภาพ จึงเริ่มเห็นการผ่อนคลายระดับเงินกองทุน และมองหาวิธีบริหารจัดการเงินทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง TTB ประเมินว่าหลังจากการซื้อหุ้นคืนในปีนี้เสร็จสิ้น บริษัทยังรักษาระดับของเงินกองทุน (CAR) ในระดับที่สูงกว่า 19% ได้
อย่างไรก็ตาม TTB มีความพยายามในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเพิ่ม Dividend Payout Ratio ขึ้นจาก 30-40% ในช่วงก่อน COVID-19 เป็น 55% ในปี 2566 และคาดจะเพิ่มเป็น 62% ในปี 2567 สะท้อนว่าผู้บริหารมีความมั่นใจในระดับเงินกองทุนในปัจจุบันของ บริษัท รวมถึงความสามารถในการควบคุมการไหลตกชั้นของลูกหนี้ในอนาคต
ฝ่ายวิเคราะห์ได้สอบถามไปยัง TTB และพบว่า การดำเนินนโยบายซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้จะไม่ส่งผลต่อระดับ Dividend Payout Ratio ในปี 2567 ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาด TTB จะจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิครึ่งหลังปี 2567 ที่หุ้นละ 0.07 บาท คิดเป็น Dividend Yield 3.7% และคาดในปี 2568 จะจ่ายปันผลหุ้นละ 0.136 บาท คิดเป็น Dividend Yield 7.1% (อิง Dividend Payout Ratio ที่ 62%)
และหากรวมวงเงินสำหรับการซื้อหุ้นคืนอีกปีละ 7,000 ล้านบาท (ตามแผนซื้อหุ้นคืน 3 ปี) จะเทียบเท่ากับการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.07 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนอีกราว 3.7% ที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ในภาพรวม TTB กลายเป็นหุ้นธนาคารที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ, ทิศทางของ ROE และ EPS จะขยับขึ้น และมีประเด็นเฉพาะตัวมาช่วย จำกัด Downside ของราคาหุ้น
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อประเด็นการซื้อหุ้นคืนของ TTB โดยปัจจุบัน TTB ซื้อขายด้วยระดับ PBV ที่ 0.8 เท่า (มูลค่าทางบัญชี 2.5 บาท/หุ้น) ทำให้มีช่องว่างสำหรับ TTB ที่จะดำเนินการซื้อหุ้นคืนอยู่มากพอสมควร แต่ด้วยแนวโน้มกำไรสุทธิที่คาดจะทำได้เพียงทรงตัวจากปีก่อน และ Upside ที่เหลืออยู่ราว 11% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2568 เดิมที่ 2.12 บาท จึงคงคำแนะนำ “TRADING” โดยมองรูปแบบการลงทุนใน TTB เป็นลักษณะถือเพื่อรอรับปันผล หรือรอสะสม เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงผิดปกติ