โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามการค้าทรัมป์ 2.0 สหรัฐจะเจอผลกระทบอะไร ใครจะเดือดร้อน เมื่อเปิดขึ้นภาษีศุลกากร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ก.พ. 2568 เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2568 เวลา 04.42 น.

เปิดฉาก สงครามการค้าทรัมป์ 2.0 สหรัฐจะเผชิญผลกระทบอะไร และใครจะเดือดร้อน เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร ชี้ชาวอเมริกันจะเจ็บเอง

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เริ่มเปิดฉากสงครามการค้ากับเม็กซิโก แคนาดา และจีน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่บังคับใช้ภาษีศุลกากร 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก เพื่อกดดันให้ทั้งสองประเทศดำเนินการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ในการต่อต้านผู้อพยพผิดกฎหมายและการค้ายาเสพติด

ทางด้านจีนนั้น สินค้าที่นำเข้าจากจีนจะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 10% นอกเหนือจากอัตราภาษีเดิม จนกว่าจีนจะลดการลักลอบขนเฟนทานิลลง นอกจากนี้แล้ว นายทรัมป์ยังเสนอภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ในอัตรา 60% และกำลังพิจารณาภาษีนำเข้ารถยนต์บางรุ่น ในอัตราสูงถึง 200%

ภาษีศุลกากรเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของนายทรัมป์ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ปกป้องการจ้างงาน และเพิ่มรายได้จากภาษี

ในระหว่างการหาเสียง เขาให้คำมั่นกับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าอัตราภาษีเหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา และบอกว่าค่าใช้จ่ายจะตกไปอยู่ที่ประเทศอื่น ๆ เช่น จีน แต่อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์แทบทุกคนต่างออกมาโต้แย้งข้อกล่าวอ้างนี้ และชี้ว่าเป็นการชักนำด้วยข้อมูลที่ผิด เพราะนั่นไม่ใช่กลไกการทำงานของภาษีศุลกากร และแน่นอนว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบ

อัตราภาษีศุลกากรทำงานอย่างไร

ภาษีศุลกากร คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าตามมูลค่าของสินค้าเมื่อเข้าสู่ประเทศ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐที่นำเข้ามายังสหรัฐด้วยภาษีนำเข้า 25% จะต้องเสียภาษี 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ที่จะต้องจ่ายค่าภาษีนี้คือบริษัทสหรัฐผู้นำเข้ารถยนต์ดังกล่าว ไม่ใช่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศแต่อย่างใด ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วนั้น ภาษีศุลกากรคือภาษีที่บริษัทและธุรกิจต่าง ๆ ในสหรัฐจ่ายให้กับรัฐบาลโดยตรง

ในปี 2566 สหรัฐนำเข้าสินค้ามูลค่าประมาณ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดนภาษีนำเข้าเหล่านี้สร้างรายได้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2% ของรายได้ภาษีทั้งหมดของสหรัฐ

ข้อมูลจาก OECD ระบุว่า 10 อันดับสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ณ ปี 2565 โดยอ้างอิงตามมูลค่า ได้แก่

  • น้ำมันดิบ 1.99 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • รถยนต์ 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เครื่องรับวิทยุและอุปกรณ์กระจายเสียง 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • คอมพิวเตอร์ 108 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ยาบรรจุหีบห่อ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์เสริม 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • วัคซีน เลือด แอนติซีรั่ม และชีวพิษ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ชิ้นส่วนเครื่องจักรสำนักงาน 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ชิปวงจรรวม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของภาษีศุลกากรนั้นขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจจัดการกับต้นทุนเพิ่มเติมอย่างไร โดยหากบริษัทในสหรัฐฯ ปรับขึ้นราคาขายปลีก ผู้บริโภคต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนในส่วนนี้ ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้แบกรับต้นทุนเอง ผลกำไรก็จะลดลงและหากประเทศผู้ส่งออกสินค้าปรับลดราคาลง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ประเทศเหล่านั้นก็เป็นผู้แบกรับภาระนี้ อย่างไรก็ตาม

แม้ว่าทั้ง 3 ผลลัพธ์ทั้งข้างต้นจะเป็นไปได้ทั้งหมด แต่การศึกษาภาษีศุลกากรของนายทรัมป์ในปี 2560–2563 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวสหรัฐต้องแบกรับต้นทุนส่วนใหญ่ด้วยการเผชิญกับราคาสินค้าสูงขึ้น โดยผลการสำรวจของ University of Chicago ในปี 2567 พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ 98% มีความเห็นตรงกันว่า ภาษีศุลกากรจะทำให้ราคาสินค้าของผู้บริโภคในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

การขึ้นราคาสินค้า

ในปี 2561 นายทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้าเครื่องซักผ้า 50% ส่งผลให้ราคาเครื่องซักผ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 12% หรือ 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคในสหรัฐต้องจ่ายเงินเพิ่มประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

สถาบัน Peterson Institute for International Economics ประเมินว่าภาษีศุลกากรที่นายทรัมป์เสนอ จะทำให้รายได้ของชาวอเมริกันลดลง โดยกลุ่มที่ยากจนที่สุด 20% จะสูญเสียรายได้ประมาณ 4% ส่วนกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด 20% จะสูญเสียรายได้ประมาณ 2% และครัวเรือนทั่วไปที่มีรายได้ปานกลาง อาจสูญเสียรายได้ประมาณ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ด้าน Centre for American Progress ประมาณการว่า ครอบครัวชาวอเมริกันที่มีรายได้ปานกลางจะสูญเสียรายได้ราว 2,500 ถึง 3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี นอกจากนี้แล้ว นักวิจัยหลายรายยังเตือนด้วยว่า มาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ครั้งต่อไปอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

ผลกระทบต่อการขาดดุลการค้า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์การขาดดุลการค้าของสหรัฐ ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างการนำเข้าและการส่งออก มาโดยตลอด โดยให้เหตุผลว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2559 นั้น ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐ อยู่ที่ 4.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 2.5% ของ GDP และแม้ว่าเขาจะปรับขึ้นภาษีนำเข้า แต่ตัวเลขขาดดุลการค้าก็เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.53 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 3% ของ GDP ในปี 2563

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นเหตุผลสำคัญสองประการสำหรับเรื่องนี้ กล่าวคือ

  • ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น : ภาษีศุลกากรทำให้อุปสงค์สกุลเงินต่างประเทศลดลง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจขึ้น ซึ่งนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสินค้าส่งออกของสหรัฐ และทำให้แข่งขันในระดับนานาชาติได้น้อยลง
    • การหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร : บริษัทต่าง ๆ พยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร เช่น ในปี 2561 หลังจากที่นายทรัมป์กำหนดภาษีศุลกากร 30% สำหรับแผงโซลาร์เซลล์จีน บรรดาผู้ผลิตได้ย้ายฐานการผลิตไปยังมาเลเซีย ไทย กัมพูชา และเวียดนามแทน ก่อนที่จะส่งออกไปยังสหรัฐ

แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วน เช่น นายเจฟฟ์ เฟอร์รี จากกลุ่ม Coalition for a Prosperous America ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนภาษีศุลกากรของนายทรัมป์เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศ นอกจากนี้แล้ว นักอนุรักษ์นิยมบางคน เช่น นายโอเรน แคส จาก American Compass ชี้ว่า ภาษีศุลกากรจะช่วยรักษาความมั่นคงของชาติด้วยการส่งเสริมการผลิตในประเทศ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงไม่เชื่อมั่นและไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้

แม้จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายภาษีของนายทรัมป์ แต่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังคงใช้นโยบายเหล่านั้นต่อไปและเพิ่มภาษีใหม่ โดยเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยอ้างถึงความมั่นคงของชาติและการอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรมจากรัฐบาลจีน

ผลกระทบต่อการจ้างงาน

นายทรัมป์โต้แย้งว่าภาษีศุลกากรจะช่วยปกป้องและสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน โดยในช่วงหาเสียง เขาให้คำมั่นสัญญาว่าภายใต้แผนการของเขานั้น แรงงานชาวอเมริกันจะไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะเสียงานให้กับประเทศต่างชาติ แต่ประเทศเหล่านั้นต่างหากที่จะต้องกลัวว่าจะเสียงานให้กับสหรัฐ

เป้าหมายภาษีของนายทรัมป์ของส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่การแก้ไขความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียตำแหน่งงานในภาคการผลิตของสหรัฐ ซึ่งลดลงนับตั้งแต่สหรัฐเข้าร่วมในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) กับเม็กซิโก ในปี 2537 และการที่จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO)ในปี 2544 โดยตำแหน่งงานในภาคการผลิตของสหรัฐลดลงจากระดับ 17 ล้านตำแหน่งในปี 2537 เหลือประมาณ 12 ล้านตำแหน่งในปี 2559

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าระบบอัตโนมัติมีส่วนสำคัญในการลดลงนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการค้าเท่านั้น โดยการศึกษาเกี่ยวกับภาษีศุลกากรในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของนายทรัมป์นั้น พบว่าไม่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรมที่ได้รับการคุ้มครอง

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่นายทรัมป์กำหนดภาษีนำเข้าเหล็ก 25% ในปี 2561 การจ้างงานทั้งหมดในภาคส่วนเหล็กของสหรัฐอยู่ที่ 80,000 ตำแหน่ง ในปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 84,000 ตำแหน่ง ในปี 2561 และแม้ว่าการสูญเสียตำแหน่งงานอาจเลวร้ายกว่านี้หากไม่มีภาษีนำเข้า แต่การวิจัยทางเศรษฐกิจไม่พบการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานที่ชัดเจน

นอกจากนี้แล้ว ราคาเหล็กในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากภาษีศุลกากร ยังส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาเหล็กอีกด้วย เช่น ผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร และส่งผลให้มีการจ้างงานในภาคส่วนเหล่านั้นน้อยลงเมื่อเทียบกับปกติ

อ้างอิง : bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...