โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รายงานพิเศษ : HFT ผู้นำตลาด “ยางมอเตอร์ไซค์-จักรยาน” ครึ่งปีหลังไฮซีซั่นธุรกิจรับออเดอร์ฝั่งยุโรป ชูเป็นหุ้นปันผลสูง แถมราคายังต่ำบุ๊ค

Share2Trade

อัพเดต 20 ธ.ค. 2567 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • Share2Trade

ยอดขายรถจักรยานยนต์และรถจักรยาน ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถจักรยานที่ได้รับความนิยมจากการลดภาวะโลกร้อน และการดูแลสุขภาพ ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ก็เติบโตได้ดี จากกระแสการสั่งสินค้า และอาหารออนไลน์ ส่งผลดีต่อยอดขายของ บมจ.ฮั้วฟงรับเบอร์ (ไทยแลนด์) (HFT)

รายงานพิเศษ HFT ผู้นำตลาด “ยางมอเตอร์ไซค์-จั_.jpg

บมจ.ฮั้วฟงรับเบอร์ (ไทยแลนด์) (HFT) ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายยางนอกและยางในสำหรับรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ และรถขนส่งขนาดเล็ก โดยได้รับความสนับสนุนจากบริษัทแม่ภายใต้แบรนด์ DURO และเป็นผู้ผลิตภายใต้แบรนด์ Q-UICK และ DUNLOP จากบริษัท Sumitomo Rubber ของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งกลุ่มสินค้า OEM (Original Equipment Manufacturer) โดยบริษัทฯ รับจ้างผลิตสินค้าให้กับผู้ผลิตชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ครึ่งปีหลังเข้าสู่ไฮซีซั่น

นายจวง จื้อ เหยา Vice President บริษัท ฮั้วฟงรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (HFT) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 มีทิศทางการเติบโตที่ดี เทียบครึ่งแรกของปี 2567 และเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงของไฮซีซั่น รวมถึงมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศ และฝั่งทวีปยุโรปเข้ามาเพิ่มมากขึ้น หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตยางจักรยานและยางจักรยานยนต์ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 4.2 ล้านเส้น /ปี (จากผู้ใช้รถจักรยาน 2.1 ล้านคันทั่วประเทศ (Source : ข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ www.thaicycling.or.th) และประมาณการ 45.28 ล้านเส้น / ปี (จากรถมอเตอร์ไซค์ที่จดทะเบียน 22.64 ล้านคัน ในปี 2566 Source : Krungsri Research) ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้ของผู้บริโภคในปัจจุบัน

เดินหน้าเจาะลูกค้ายุโรป

บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก และมีกำลังซื้อฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบจากช่วงปีที่ผ่านมา โดยเล็งเห็นโอกาสในการเจาะกลุ่มลูกค้านักปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้

สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปจะถูกติดสัญลักษณ์ FSC ซึ่งได้รับการรับรองว่า บริษัทได้ดำเนินโครงการ Forest Stewardship Council (FSC) หรือโครงการการจัดการด้านป่าไม้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่จะสอดรับกับกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป

รุกงานไฮมาร์จิ้น

อีกทั้งยังเดินหน้าขยายไลน์ผลิตสินค้ากลุ่มรถกอล์ฟเพื่อตอบสนองตลาดกลุ่มลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีสนามกอล์ฟกว่า 17,000 สนาม ซึ่งถือได้ว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มีมาร์จิ้นค่อนข้างสูง จึงคาดว่าจะเป็น New S-Curve ที่ช่วยสนับสนุนผลงานให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15%

ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ดำเนินการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ยางรถจักรยานแบบไม่ใช้ยางใน เป็นต้น เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าที่มีเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อีกด้วย

โซลาร์รูฟท็อปลดต้นทุนค่าไฟ

นอกจากนั้นในปี 2567 บริษัทฯ ได้ลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาโรงงานแห่งที่ 1 และ แห่งที่ 2 กำลังผลิต 4 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในการผลิตได้ราว 20 ล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 20% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด อีกทั้งโครงการนี้ยังได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีจาก BOI ประมาณ 50% เป็นระยะเวลา 3 ปี และคาดการณ์ว่าจะคืนทุนภายในระยะเวลา 4 ปี

หุ้นปันผลสูง

บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนทั้งในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ๆ สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับนโยบายในการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งล่าสุดได้จ่ายปันผลจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2567 และกำไรสะสม เป็นเงินสดในอัตรา 0.28 บาท/หุ้น อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6.7% (คิดจากราคาหุ้นปิดตลาดล่าสุด ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2567 ที่ระดับ 4.14 บาท/หุ้น)

หุ้นราคาต่ำบุ๊ค

ราคาหุ้น HFT ปิดตลาด ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2567 ที่ระดับ 4.14 บาท/หุ้น ขณะที่อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 0.79 เท่า และมีมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (Book Value) อยู่ที่ระดับ 5.23 บาท/หุ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่จะช่วยดึงดูดให้นักลงทุนสนใจลงทุนหุ้น HFT

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...