โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห้ามนำเข้าขยะพลาสติกมาในประเทศไทย หลัง 1 ม.ค.68 เป็นต้นไป

the Opener

เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2567 เวลา 06.23 น. • The Opener

นับจากวันที่ 1 มกราคมปีหน้า การนำเข้าขยะพลาสติกมาในประเทศไทยจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามแล้ว หลังมาตรการทางกฎหมายที่มีการเรียกร้องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เริ่มมีผลบังคับใช้

หลังจากจีนห้ามการนำเข้า “ขยะพลาสติก” จากประเทศพัฒนาแล้วในปี พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย กลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะพลาสติกขนาดใหญ่จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยมาเลเซียเป็นชาติที่มีการนำเข้าขยะพลาสติกจากสหภาพยุโรปมากที่สุดของโลก

แต่ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า มาตรการทางกฎหมายที่จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ 2 ฉบับ ตามมติ ครม.เมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว กำลังจะมีผลบังคับใช้ในต้นปีหน้า

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานผู้ออกกฎหมายดังกล่าว เผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมากับขยะพลาสติก ประกอบกับปริมาณขยะพลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบนโยบายกำกับการนำเข้าเศษพลาสติก ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมาตรการควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการรีไซเคิลเศษพลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้น ตลอดจนช่วยลดมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับแรก กำหนดให้ต้องขออนุญาตนำเข้าเศษพลาสติก เฉพาะกรณีที่ไม่มีเศษพลาสติกในประเทศหรือมีในปริมาณไม่เพียงพอ โดยผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตนำเข้า และต้องนำเข้าให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567

ส่วนประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับที่ 2 กำหนดให้เศษพลาสติกเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยผู้ประกอบการจะไม่สามารถนำเข้าเศษพลาสติกมาในประเทศนับตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

หลังกฎหมายห้ามนำเข้าเศษพลาสติกดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมแสดงความชื่นชมต่อมาตรการดังกล่าว โดยมองว่า เป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับขยะพลาสติก และเป็นการปกป้องเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ รวมถึงรายได้และวิถีชีวิตของกลุ่มซาเล้งและคนเก็บขยะ

เฟสบุ๊กมูลนิธิบูรณะนิเวศ เผยว่า ผลกระทบจากขยะพลาสติกที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลพลาสติกขึ้นมาก และมักเป็นโรงงานที่ประกอบกิจการโดยผิดกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

เฟสบุ๊กมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า นับจากปี พ.ศ. 2561 ภาคประชาสังคมร่วมกันเคลื่อนไหวคัดค้านการส่งออกขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์มายังประเทศไทย โดยรัฐบาลได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีการจับกุมผู้นำเข้าขยะพลาสติกและโรงงานรีไซเคิลพลาสติกที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนมาก

ในปี พ.ศ. 2564 องค์กรภาคประชาสังคมร่วมกันออกแถลงการณ์กระตุ้นให้รัฐบาลไทยออกกฎหมายห้ามนำเข้าขยะพลาสติกโดยเด็ดขาด ซึ่งนำไปสู่การที่คณะรัฐมนตรีมีมติห้ามนำเข้าขยะพลาสติกในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 โดยกำหนดให้มีผลหลัง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป ทำให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวกลายเป็นกฎหมายโดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้เศษพลาสติกเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2567 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

“ภาคประชาสังคมเห็นว่า หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในปีหน้า รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการให้มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัดจริงจัง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคอาเซียนในการแก้ไขปัญหาอาณานิคมขยะ ควรใช้โอกาสและบทบาทนี้ในการผลักดันการควบคุมและยับยั้งปัญหาการค้าขายขยะข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาคและในระดับโลก” มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุ

อ้างอิง
คต. ออกมาตรการ “อนุญาตให้นำเข้า” ก่อน “ห้ามนำเข้า” เศษพลาสติก
4 องค์กรสิ่งแวดล้อมร่วมกันออกแถลงการณ์ ชื่นชมกรณีการออกประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...