“กรรณ์” แนะเก็บ BTG-TFG-CPF สู้เงินเฟ้อ! ชู BDMS-MINT ฟื้นตัวเด่น
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ยังถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายตลาดในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงกดดัน แต่ดัชนี SET ปรับลงน้อยกว่า และยังสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้อย่างมีเสถียรภาพ
สะท้อนแรงรับของตลาดที่ยังคงอยู่ ขณะที่ประเมินว่าทิศทางระยะสั้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อได้ตามตลาดภูมิภาค หากสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น
ทั้งนี้ CGSI มองว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีโอกาสจบลงในระยะถัดไป แต่ราคาน้ำมันดิบอาจไม่ปรับลดกลับไปสู่ระดับเดิม โดยประเมินว่าหากสงครามคลี่คลาย ราคาน้ำมันก็ยังมีแนวโน้มยืนอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต
เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนโครงสร้างการประเมินราคาพลังงานของตลาดโลกไปแล้ว ส่งผลให้กลยุทธ์ลงทุนในกลุ่มพลังงานอาจต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีหุ้นในกลุ่มดังกล่าวและมีกำไรแล้วอาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรบางส่วนได้
นายกรรณ์ระบุอีกว่า หากต้องการเลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง กลุ่มอาหารนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เนื่องจากสินค้าอาหารมีลักษณะของการปรับราคาขึ้นแล้วลงยาก และสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ต่อเนื่อง ต่างจากหุ้นพลังงานที่ผันผวนตามราคาตลาดโลก โดยมองว่าประเด็นสงครามและเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้นในกลุ่มอาหารในระยะนี้
ในทางกลับกัน CGSI มีมุมมองเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น หลังมีแนวคิดภาครัฐเกี่ยวกับการปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นและมาตรการแทรกแซงต่าง ๆ ซึ่งมองว่าจะเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ จึงแนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการเข้าลงทุนในช่วงนี้ เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินรูปแบบและขอบเขตของมาตรการได้ชัดเจน
สำหรับกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นในช่วงก่อนวันหยุดต่อเนื่อง CGSI แบ่งหุ้นออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะเงินเฟ้อและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร อาทิ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF
ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะกำลังซื้อชะลอตัว และแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เช่น ค้าปลีก เครื่องดื่ม โรงแรม และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ในมุมมองของการเล่นหุ้นฟื้นตัว นักวิเคราะห์เห็นว่ากลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรมบางตัวยังเริ่มมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้น Laggard อย่าง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากสถานการณ์ต่างประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วกว่าคาด