โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘กู้เงิน-กระตุ้น-ปรับโครงสร้าง’.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญสั่นสะเทือนแวดวงการเงิน-การคลังไทย นั่นคือการตัดสินใจเตรียมออก “พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท”ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินชิ้นใหญ่ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็น “กระสุน”ในการประคองตัวเลข GDP และขับเคลื่อนฟันเฟืองทางเศรษฐกิจช่วงรอยต่อที่สำคัญสุดของประเทศ

เหตุผลหลักที่กระทรวงการคลังนำมาอ้างอิงคือการปิดช่องว่าง “ช่วงสุญญากาศทางงบประมาณ” ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2569 เป็นช่วงที่เม็ดเงินจากงบประมาณปกติ อาจยังไม่สามารถไหลลงสู่ระบบได้อย่างเต็มที่ การออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนให้เศรษฐกิจไทย ไม่ให้เกิดภาวะชะงักงัน โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก คือ การกระตุ้นการบริโภค การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ยุคพลังงานสะอาด

คำถามที่ตามมาคือ ไทยยังไหวหรือไม่กับหนี้ก้อนนี้..? “ดร.เอกนิติ” ย้ำชัดว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เมื่อเทียบกับเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ 70% ยังมีช่องว่างอีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเงินกว่า 800,000 ล้านบาท ดังนั้นการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท จึงไม่ต้องขยายเพดานหนี้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง

ที่สำคัญฝ่ายบริหารมองว่า “ต้นทุนของการไม่กู้” อาจสูงกว่าเนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาส่งผลเสียต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้..!!

ไฮไลต์ที่ประชาชนเฝ้ารอ นั่นคือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีกำหนดการชัดเจนแล้วว่า จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้งานจริงเดือนมิถุนายน การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแจกเงินแบบเดิม แต่เป็นการออกแบบภายใต้สมมติฐาน ที่ว่าวิกฤตพลังงานจะอยู่กับเราไปอีกนาน การเติมเงินลงสู่มือประชาชนโดยตรง จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากรวดเร็วสุด โดยเน้นการใช้จ่ายสอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล…

นอกจากการกู้เงินแล้วรัฐบาลยังดำเนินมาตรการ “รัดเข็มขัด” ส่วนของงบประมาณปกติ โดยที่ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ มีมติเด็ดขาดให้ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศของข้าราชการ และงบการก่อสร้างอาคารใหม่ ที่ยังไม่มีความเร่งด่วน เพื่อนำเงินเหล่านี้ มาสมทบในรูปแบบของพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่า

เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ถูกตั้งไว้ที่ 1.4% และขยับเป็น 2.0-2.2% ในปี 2570 แม้ตัวเลขดูจะไม่หวือหวา แต่รัฐบาลเชื่อว่าการพึ่งพาเครื่องยนต์ตัวเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้เม็ดเงินจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ามาช่วยพยุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเป้าหมายใหญ่คือการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การดำเนินการของ “ดร.เอกนิติ” ครั้งนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงบนเส้นคู่ขนานระหว่างความมั่งคั่งในอนาคต และความมั่นคงทางการคลังในปัจจุบัน การเลือกกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการออกโครงการคนละครึ่งพลัส คือความพยายามที่จะประคองเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ร่วงหล่นลงสู่ภาวะถดถอย

ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ความสำเร็จของแผนงานนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “วงเงินกู้” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” และ “ความโปร่งใส” เรื่องการกระจายเงินให้ถึงมือประชาชน และภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามช่วงสุญญากาศนี้…!?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...