SAPPE มั่นใจรายได้ปี 69 โต 15% เดินหน้าสินค้าใหม่ รุกตลาด Rising Star
นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) (SAPPE) เปิดเผยในกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ซึ่งจัดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 5,253 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 776 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทระบุว่าในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 1/2569 ธุรกิจยังคงเติบโตได้ตามแผน อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมเริ่มมีปัจจัยแทรกจากสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขาย การขนส่ง และต้นทุนบางส่วน ทำให้บริษัทต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาการเติบโตของรายได้ (Top Line) ควบคู่กับการบริหารความสามารถในการทำกำไร (Bottom Line) ขององค์กร
ทั้งนี้ บริษัทยังคงตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 15% จากช่วงปีก่อน และยังมีความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายดังกล่าว แม้ว่าจะต้องประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบที่อาจยืดเยื้อในระยะต่อไป
ในด้านผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทระบุว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8.8% ของพอร์ตธุรกิจ ขณะที่หากรวมภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา จะมีสัดส่วนประมาณ 12.3% ของพอร์ตในปีก่อน โดยในไตรมาส 1 คำสั่งซื้อส่วนใหญ่ได้รับเข้ามาแล้ว แต่ยังมีความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง โดยเฉพาะความพร้อมของเรือและการขนถ่ายสินค้า
นางสาวปิยจิตกล่าวว่า บริษัทได้ปรับแนวทางการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ในลักษณะเดียวกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเข้ามาบริหารจัดการการจองเรือด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการส่งมอบสินค้า แม้ว่าการจำหน่ายสินค้าของบริษัทจะอยู่ในรูปแบบ FOB เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติยังคงทำงานร่วมกับคู่ค้าในฐานะพันธมิตร เพื่อร่วมกันบริหารจัดการต้นทุนค่าระวางเรือและการขนส่งที่มีความผันผวน
สำหรับต้นทุนการผลิต บริษัทประเมินว่ามีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม 2 ส่วน ได้แก่ เม็ดพลาสติกเรซิน และต้นทุนพลังงาน โดยปัจจุบันเรซินคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7-8% ของต้นทุนรวม ขณะที่ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ราว 4-5% ซึ่งทั้งสองส่วนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของผลกระทบยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ในด้านการบริหารวัตถุดิบ บริษัทได้ดำเนินการล็อกต้นทุนล่วงหน้าในหลายรายการ โดยเฉพาะน้ำตาลที่ล็อกต้นทุนไว้เกือบถึงสิ้นปี ขณะที่เม็ดพลาสติกเรซินตามปกติจะทำสัญญาล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน และปัจจุบันได้ล็อกต้นทุนไว้ถึงประมาณเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้ออาจส่งผลให้เงื่อนไขบางส่วนเปลี่ยนแปลงและต้องมีการเจรจาปรับราคากับคู่ค้าใหม่
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น บริษัทมองว่าในปี 2569 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นจากปีก่อน การไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มเติม และราคาวัตถุดิบบางรายการที่ปรับตัวลดลง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์สงครามเพิ่มเติม
ในเชิงกลยุทธ์ SAPPE ระบุว่าในปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์เดิมเป็นหลัก ทั้งการเพิ่มรสชาติใหม่และการขยายไปสู่หมวดสินค้าใหม่ ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะมุ่งเร่งการเติบโตในประเทศที่มีศักยภาพสูง หรือ Rising Star เพื่อยกระดับขึ้นเป็นตลาดหลักของบริษัทในอนาคต
สำหรับตลาดฟิลิปปินส์ บริษัทจะมุ่งขยายช่องทางจำหน่ายในกลุ่ม Traditional Trade มากขึ้น หลังผลิตภัณฑ์ โมกุ โมกุ (Mogu Mogu) ได้รับการตอบรับที่ดีในช่องทาง Modern Trade อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในอินโดนีเซีย บริษัทได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติมอีก 1 ราย เพื่อเพิ่มการครอบคลุมตลาด พร้อมทั้งเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย
ด้านตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทมองเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Amazon เติบโตอย่างโดดเด่น โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นประมาณ 81-82% และสินค้าของบริษัทติดอันดับการค้นหาในกลุ่มเครื่องดื่มเอเชียบนแพลตฟอร์มดังกล่าว นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 บริษัทได้เริ่มนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในเชนค้าปลีกใหม่บางแห่ง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในไตรมาส 2
ส่วนตลาดยุโรป ภาพรวมยังคงเป็นบวก โดยในปีนี้บริษัทจะเน้นขยายช่องทางจำหน่ายในประเทศที่มีอยู่เดิมมากขึ้น ขณะที่ในสหราชอาณาจักร บริษัทสามารถนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในเชนค้าปลีกเพิ่มเติมได้
สำหรับการขยายตลาดใหม่ บริษัทระบุว่าจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่จะให้น้ำหนักกับการเพิ่มการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพสูงมากกว่าการเปิดตลาดใหม่ โดยตลาดใหม่จะใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจในลักษณะ Trading Model เป็นหลัก
ด้านงบลงทุนในปี 2569 บริษัทไม่มีแผนลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มเติม หลังจากมีการลงทุนค่อนข้างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยยังมีงบลงทุนคงค้างประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งจะใช้จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
ในส่วนของแนวคิดการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง บริษัทมองว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพ แต่มีการแข่งขันสูงและต้องใช้เม็ดเงินด้านการตลาดจำนวนมาก ทำให้บริษัทต้องศึกษาความเป็นไปได้และประเมินศักยภาพในการแข่งขันอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจรุกธุรกิจดังกล่าว
นอกจากนี้ SAPPE ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ โมกุ โมกุ ให้เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในแต่ละประเทศ โดยมุ่งรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้บางตลาด เช่น ฟิลิปปินส์ จะเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่แล้วก็ตาม
นางสาวปิยจิตกล่าวทิ้งท้ายว่า เดือนมีนาคมถือเป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้มากที่สุด และหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการบริหารกำไรสุทธิขององค์กรมากยิ่งขึ้น