กสิกรไทยชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยง “ตะวันออกกลาง” ฉุดส่งออกไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 1%
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 02.52 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยข้อมูลการส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามูลค่าการส่งออกขยายตัวร้อยละ 9.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากเดือนมกราคมที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 24.4 โดยมีประเด็นสำคัญที่สะท้อนทิศทางการค้าไทยในระยะต่อไป
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แม้จะชะลอลงแต่ยังขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 56.8 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนการสนับสนุนการเติบโต (contribution to growth) ที่ร้อยละ 9.5 โดยมีสินค้าสำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ (ไม่รวมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) อุปกรณ์สื่อสาร และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ในขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าในกลุ่มที่เคยถูกสหรัฐอเมริกาจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ เริ่มขยายตัวในอัตราชะลอลง อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะถัดไป แม้ยังคงมีความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะภายใต้มาตรา 301 ซึ่งโดยทั่วไปมีระยะเวลาพิจารณา 6–12 เดือน
สำหรับหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) พบว่าหดตัวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และฉุดรั้งการเติบโตของการส่งออกรวมที่ร้อยละ -2.6 โดยสาเหตุหลักมาจากการส่งออกไปยังประเทศอินเดียที่ลดลง หลังจากในช่วงต้นปี 2568 ผู้ประกอบการใช้ช่องทางนำเข้าแพลทินัมผสมทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีนำเข้าทองคำที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากฐานที่สูงคาดว่าจะทยอยลดลงตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ภายใต้มาตรการควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้นของอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การส่งออกไทยในปี 2569 จะขยายตัวร้อยละ 1.6 โดยมีแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การส่งออกไทยมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 1 ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว
ทั้งนี้ มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
ประการแรก การส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 3–4 ของการส่งออกทั้งหมด มีความเสี่ยงชะงัก โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดดังกล่าวในสัดส่วนสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและคลองสุเอซ
ประการที่สอง ต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัย โดยเฉพาะเส้นทางจากไทยไปยุโรปที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14–17 ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกา และทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น 10–15 วัน
ประการที่สาม แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง จะกระทบต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สี่ มาตรการภาครัฐในการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ ซึ่งครอบคลุมมูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงเกือบร้อยละ 80 ของทั้งหมด แม้การนำเข้าพลังงานจะมีแนวโน้มลดลงจากอุปทานที่ตึงตัว
และประการสุดท้าย การขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียซึ่งตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 23 รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ที่มีต้นทุนสูงขึ้นและขนส่งล่าช้า กระทบต่อภาคการผลิต ภาคเกษตร และการส่งออกของไทยในภาพรวม