โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดโผ 19 หุ้น mai วิ่งคึกไตรมาสแรก NTF นำทีมพุ่งเกิน 100%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้สำรวจการเคลื่อนไหวของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนภาพรวมทิศทางตลาดทุนไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ในช่วงดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 188.47 จุด หรือ 14.96% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาปิดที่ 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 โดยสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

ขณะเดียวกันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.16 จุด หรือ 0.50% จากระดับ 217.05 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาปิดที่ 218.21 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าภาพรวมของตลาดหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังไม่ได้ฟื้นตัวในลักษณะเดียวกับ SET อย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายหลักทรัพย์กลับพบว่ายังมีหุ้น mai หลายตัวสร้างผลตอบแทนโดดเด่นเหนือดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่ามี 19 หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 20% ดังตารางประกอบ

โดยหุ้นที่ปรับขึ้นมากที่สุดคือ บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ซึ่งราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 12.60 บาท เพิ่มขึ้น 6.40 บาท หรือ 103.23% จากระดับ 6.20 บาท ณ สิ้นปี 2568 ถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มที่สำรวจ และเป็นเพียงไม่กี่ตัวที่สามารถปรับขึ้นเกิน 100.00% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน หรือในช่วงไตรมาส 1/2569

ปัจจัยหนุนราคาหุ้น NTF คาดว่ามาจากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่เติบโตโดดเด่น โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 229.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257.10% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 64.27 ล้านบาท และมีรายได้รวม 2,540.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,118.50 ล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความนิยมในสินค้าทุเรียนสดของผู้บริโภคในประเทศจีน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งนี้ รายได้จากการส่งออกทุเรียนสดไปประเทศจีนในปี 2568 คิดเป็น 94.40% ของรายได้รวม

ขณะเดียวกัน ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 4,064 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 60.00% จากปี 2568 และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิสูงกว่าปีก่อน โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายกับลูกค้าแล้ว 4 ราย แบ่งเป็นลูกค้าเดิม 80.00% และลูกค้าใหม่ 20.00% รวมมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569

สำหรับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปีนี้ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. การขยายฐานกำลังการผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกผลไม้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2. การลงทุนในเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับการควบคุมคุณภาพสินค้า ผ่านการนำเข้าเครื่องคัดแยกผลไม้ 4 เครื่อง และเครื่อง CT Scan 1 เครื่อง 3. การจัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร 4. การขยายตลาดเพิ่มเติม ทั้งในกรุงปักกิ่ง สหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงการนำเข้าผลไม้และการขยายตลาดในประเทศ และ 5. การขออนุมัติวงเงินเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน รองรับการจัดซื้อสินค้าและการขยายตัวของคำสั่งซื้อ

อันดับถัดมาคือ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) หรือ CMO โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 0.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.31 บาท หรือ 79.49% จากระดับ 0.39 บาท ณ สิ้นปี 2568

ด้านนายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CMO ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการสร้างสรรค์และบริหารจัดการงานอีเวนต์ นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ งานประชุมสัมมนา คอนเสิร์ต และเฟสติวัล เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า บริษัทสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการให้บริการรวม 1,408.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160.66 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 13.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 56.66 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 4.00% พลิกจากผลขาดทุนสุทธิ 85.20 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างชัดเจน

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ CMO มาจากการปรับกลยุทธ์ที่เน้นการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหลายด้าน ผนวกกับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนกลับมาใช้งบประมาณด้านการตลาด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และงานสังสรรค์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริม “Soft Power” ของภาครัฐ ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อธุรกิจออกแบบและติดตั้งนิทรรศการ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท จนทำให้กลุ่มธุรกิจติดตั้งวัสดุและอุปกรณ์มีอัตราการเติบโตโดดเด่นถึง 35.45% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากกลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของงบปี 2568 พบว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นยกระดับสถานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 166.71 ล้านบาท และมีอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.62 เท่า จากเดิมที่อยู่ในระดับติดลบ พร้อมกันนี้บริษัทยังมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวด ผ่านการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวรวมกว่า 74 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงเหลือ 1.75 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อสานต่อความสำเร็จในการพลิกฟื้นธุรกิจ ที่ประชุมบริษัทมีมติแต่งตั้งนายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) ควบคู่กับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้าน Creative Experience ในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยายฐานธุรกิจอย่างเต็มตัว จากจุด “ฟื้นตัว” สู่ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการปรับกลยุทธ์จากธุรกิจรูปแบบเดิมที่เป็นภาพจำในฐานะผู้จัดงาน (Event Organizer) ไปสู่ S-Curve ใหม่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์ครีเอทีฟครบวงจร (Creative Creators of Experiences) โดยจะใช้เทคโนโลยีและข้อมูลทางการตลาดเป็นกลไกสำคัญ ผ่านการนำ AI, Data Analytics และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้ามายกระดับการจัดงานทั้งรูปแบบ On-site, Online และ Hybrid เพื่อสร้างประสบการณ์ที่วัดผลได้ และตอบโจทย์การสื่อสารในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น

ส่วนหุ้น mai ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในลำดับถัดมา ได้แก่ บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 0.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.21 บาท หรือ 72.41% จากระดับ 0.29 บาท ณ สิ้นปี 2568 ส่วนบริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 0.94 บาท เพิ่มขึ้น 0.36 บาท หรือ 62.07% จากระดับ 0.58 บาท ณ สิ้นปี 2568

ด้านบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 3.52 บาท เพิ่มขึ้น 1.22 บาท หรือ 53.04% จากระดับ 2.30 บาท ณ สิ้นปี 2568 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงคาดมาจากแผนธุรกิจและแนวโน้มธุรกิจโตเด่นในอนาคต

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC เปิดเผยว่า บริษัทประกาศความสำเร็จในการเข้าถือหุ้นบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) สัดส่วน 64% อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบดั้งเดิม สู่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องระดับภูมิภาค โดยธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ NT เป็นบริษัทย่อยที่ถูกรวมงบการเงินของบริษัท มีผลตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านเหมืองแร่และทรัพยากรที่ PSGC ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์บริษัท และสะท้อนแผนงานระยะยาว การขยายสู่ธุรกิจพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องระดับภูมิภาค ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม โดยพลังงานถ่านหิน ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด (base-load power generation) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ

สำหรับ PSGC ได้เข้ามามีส่วนร่วมธุรกิจบริหารจัดการเหมืองแร่ การให้บริการแปรรูปถ่านหิน และการค้าถ่านหินเชิงพาณิชย์ ผ่านการลงทุนใน NT ที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาค การลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทมีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น

โดย NT ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการดำเนินงานและรับซื้อถ่านหิน จากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว มีปริมาณถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตัน และเพื่อสร้างรายได้ทันที NT ได้ทำสัญญาซื้อขายถ่านหินระยะยาว (Off-take Agreements) กับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 แห่ง พร้อมได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อก้อนใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย สัญญาขายกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าว รองรับปริมาณถ่านหินในระดับ 4-5 ล้านตันต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปี และ NT สามารถขยายศักยภาพในการส่งมอบได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มแนวโน้มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต

นายเดวิด กล่าวต่อว่า การลงทุนใน NT เข้ามาเป็นบริษัทย่อย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรายได้หลัก ที่มาจากโครงการก่อสร้าง ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่องจากการดำเนินงาน ที่เชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานในภูมิภาค โดยการรวมงบการเงินจาก NT จะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะเป็นส่วนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้บริษัทช่วงระยะต่อไป

ขณะที่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนในระดับ 40.00-45.00% ได้แก่ TPCH ปิดที่ 1.86 บาท เพิ่มขึ้น 45.31%, MBAX ปิดที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 42.25% และ TPLAS ปิดที่ 1.23 บาท เพิ่มขึ้น 41.38% ส่วน COMAN ปิดที่ 0.60 บาท เพิ่มขึ้น 39.53% และ SPVI ปิดที่ 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 34.26%

นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 30% อีกหลายตัว ได้แก่ GTV และ SMART ที่เพิ่มขึ้นเท่ากัน 33.33%, APO เพิ่มขึ้น 31.07% และ AMARC เพิ่มขึ้น 30.00% ส่วนกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนระดับ 20.00-26.00% ประกอบด้วย KASET เพิ่มขึ้น 26.67%, THANA เพิ่มขึ้น 25.20%, CFARM เพิ่มขึ้น 21.13%, UBIS เพิ่มขึ้น 21.11% และ TRV เพิ่มขึ้น 20.25%

อย่างไรก็ดีภาพดังกล่าวสะท้อนว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แม้ดัชนี mai จะขยับขึ้นเพียง 0.50% แต่ยังมีหุ้นรายตัวจำนวนมากที่สามารถปรับขึ้นได้อย่างโดดเด่น เพียงแต่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าแบบ “เลือกตัว” มากขึ้น ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังต้องอาศัยปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรือแรงเก็งกำไรเข้ามาหนุน จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...