โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘โซเชียลปั่นเกลียดชัง’น่าห่วง ‘แรงงานข้ามชาติ’กลางขัดแย้ง

แนวหน้า

เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

“เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ทราบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอารมณ์โกรธเคือง แต่หากไปก่อเหตุรุนแรงหรือทำร้ายร่างกายคู่ขัดแย้งก็จะถูกดำเนินคดีทุกกรณี เพราะถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย พร้อมขอให้ประชาชนระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหรือไม่เหมาะสมในโซเชียลมีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ เพราะอาจจะกลายเป็นการจุดฉนวนให้เหตุการณ์บานปลาย จนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

คำเตือนจาก พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 หลังมีรายงานชาวกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำร้ายร่างกาย และมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อกัมพูชาเปิดฉากยิงอาวุธข้ามพรมแดนโจมตีเข้ามาในพื้นที่ของไทย ในช่วงรุ่งเช้าของวันที่ 24 ก.ค. 2568 ทำให้มีพลเรือนในไทยเสียชีวิตหลายราย จนนำไปสู่การตอบโต้ของฝ่ายไทย และมีการปะทะกันทางทหารของทั้ง 2 ประเทศอย่างดุเดือด

ในวันที่ 25 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนประชาชน “รักชาติอย่างมีสติ คนไทยรักชาติ แต่คนไทยจะไม่ทำผิด” โดยระบุถึงเหตุการณ์ทำร้ายชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราจะต้องแยกแยะ ระหว่างเรื่องของบุคคลกับปัญหาที่เกิดขึ้น

“มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท” โพสต์จากเพจตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ต้องบอกว่าอารมณ์สังคมไทย “คุกรุ่น” มาตั้งแต่ก่อนปะทะในระลอกล่าสุด เนื่องจากความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชามีลักษณะ “ยั่วยุ” อยู่ตลอด แม้ในช่วงที่ไม่มีสถานการณ์รุนแรงทางการทหาร เช่น มีการรวมตัวกันของชาวกัมพูชา ไปทำกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์อ้างความเป็นเจ้าของปราสาทโบราณที่อยู่ในเขตแดนของไทย หรือการอ้างศิลปวัฒนธรรม ประเพณีเทศกาลต่างๆ ของไทย กล่าวหาว่าลอกเลียนแบบไปจากกัมพูชา ซึ่งบนโลกออนไลน์นั้นชาวเน็ตไทยก็มีการใช้คำว่า “เคลมโบเดีย” ตอบโต้พฤติกรรมดังกล่าวของชาวกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นอกจากคำเตือนจากทางตำรวจแล้ว บรรดา “อินฟลูเอนเซอร์” ผู้มีบทบาทชี้นำสังคมออนไลน์ ได้ประสานเสียงกันตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 “เบรก” บรรดาชาวเน็ตหัวร้อนทั้งหลายที่นัดรวมตัวกันจะไปทำร้ายร่างกายชาวกัมพูชาที่มาทำงานในประเทศไทย ว่านอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยัง “เข้าทางฝ่ายตรงข้าม” ที่จะนำไป “ขยายผล” ปั่นกระแสในเวทีโลกว่าไทยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติ ก็ดูจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลงด้วยดีเพราะสังคมไทยมีความเข้าใจมากขึ้น

ถึงกระนั้น ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างชาวไทยกับแรงงานข้ามชาติมีมาเป็นระยะๆ และไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับชาวกัมพูชา ยังรวมไปถึงชาวเมียนมา ซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในไทย จากความเชื่อที่มีมานาน เช่น “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย” รวมไปถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของแรงงานข้ามชาติบางส่วน อาทิ ตั้งกลุ่มแก๊งออกก่อความเดือดร้อนรำคาญในชุมชนโดยรอบ ทำให้เกิดอคติแบบเหมารวมขึ้น

ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งทำงานด้านแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่แสดงความเป็นห่วงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อปัจจุบันทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ เสพสื่ออย่างไวและตัดสินใจเร็วเพียงเสี้ยววินาทีว่าคนนั้นไม่ดี หรือคนที่อยากมีแสงแล้วเป็นสื่อแบบไม่มีจรรยาบรรณ เหมารวมโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง และบางครั้งก็มีสื่อกระแสหลักบางสำนักหยิบไปนำเสนอด้วย โหมกระหน่ำกันไปทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปได้ยากขึ้น

“เขามาอยู่เมืองไทยด้วยปัจจัยที่ผลักเขามาจริงๆ มันไม่ใช่แค่ความยากจนนะ ถ้าพม่า (เมียนมา) ก็เป็นเรื่องขัดแย้งทางการเมือง สู้รบ – บีบเกณฑ์ทหาร มันจำเป็นต้องมา ถ้าประเทศเขาดี เศรษฐกิจดีเขาไม่มาหรอก แต่ที่เขามาตรงนี้ก็ต้องขอบคุณประเทศไทย เราก็ต้องขอบคุณเขาด้วยในฐานะที่เราขาดแคลนแรงงาน เราขาดทุนมนุษย์ ขาดปัจจัยการผลิต ไม่มีเขาเราก็อยู่ยาก เขาไม่มีเราเขาก็อยู่ไม่ได้เพราะไม่มีเงินไม่มีรายได้ ต่างพึ่งพาอาศัยกัน ที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนเห็นอกเห็นใจกัน มองมนุษย์เท่ากัน” สมพงษ์ กล่าว

วันที่ 23 ก.ค. 2568 หรือ 1 วันก่อนหน้าการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ระลอกล่าสุด ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับ สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในประเด็นนี้ ว่า เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะมองแรงงานข้ามชาติในแง่ลบ เข่น มาแย่งงานคนไทยบ้าง ก่อให้เกิดโรคระบาดบ้าง เรื่องเหล่านี้ได้ยินมาตลอด แต่อีกด้านหนึ่ง “ประเทศไทยก็ต้องการแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในงานที่คนไทยก็ไม่ทำแล้ว” อย่างที่เรียกกันว่า “งาน 3D” คือ Dirty (สกปรก) Dangerous (อันตราย) และ Difficult (ยากลำบาก)

นอกจากนั้น “สังคมไทยปัจจุบันยังเข้าสู่ยุคคนเกิดน้อยลงและกลายเป็นสังคมสูงวัยเต็มตัว” มีผู้สูงอายุจำนวนมาก อย่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. – สภาพัฒน์) ก็เคยพยากรณ์ไปประมาณ 20 - 25 ปีข้างหน้า แล้วมีข้อกังวลว่าประเทศไทยอาจขาดแคลนแรงงาน อย่างในอดีตไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ย 1 ล้านคนต่อปี แต่ล่าสุดเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา กลับมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 5 แสนคน ส่วนเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่บอกว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากใช้แรงงานเถื่อน แต่ที่ต้องใช้เพราะขั้นตอนการจัดหาแรงงานแบบถูกกฎหมายค่อนข้างยุ่งยาก

เรื่องดังกล่าวก็เข้าใจได้เช่นกัน อาทิ ไม่ได้เปิดตลอด ขั้นตอนยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายก็สูง อยากเห็นคนเข้ามาอยู่ในระบบให้หมดแต่ก็ติดด้วยเงื่อนไขนโยบาย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำ คือ 1.มีแผนระดับชาติว่าด้วยการบริหารจัดการแรงงานแบบยั่งยืน คือเป็นแผนระยะยาว ไม่ใช่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นครั้งคราว 2.เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัว เพราะในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ สังคมไทยก็กลายเป็นสังคมสูงวัย ความจำเป็นที่ต้องมีแรงงานเข้ามาเสริมนั้นก็มีอยู่จริง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยไม่เดินหน้าแน่ๆ หากไม่มีแรงงานข้ามชาติ จึงเป็นเรื่องต้องสร้างความเข้าใจใหม่กับสังคม

“ไม่ใช่เรื่องว่าเป็นคนต่างชาติแล้วไปเหมารวมเขาว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนมาแย่งงาน ซึ่งจริงๆ เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่เริ่มทำงานกับแรงงานข้ามชาติก็ถือว่าดีขึ้นนะ ในมิติที่ว่าก็เริ่มมีคนเข้าใจมากขึ้น แม้แต่ในผู้นำของขบวนการแรงงานเองเมื่อก่อนก็จะแยกเหมือนกัน” สุภัทรา กล่าว

SCOOP.NAEWNA@HOTMAIL.COM

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...