โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ส่วนผสมเบื้องหลังความสำเร็จ ‘ศรีจันทร์’ ที่ ‘แท็ป รวิศ’ นำพาแบรนด์ให้มียอดขายแตะ 1,600 ล้านบาท

Capital

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 10.47 น. • Insight

แม้แต่ละช่วงเวลาจะมีแนวทางความงามที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัย ‘ความสวยงาม’ และ ‘การดูแลตนเอง’ ก็ยังคงอินเทรนด์อยู่เสมอ จึงไม่แปลกใจที่ตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามอย่าง ‘เครื่องสำอาง’ และ ‘สกินแคร์’ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ยังเป็นกระแสไวรัลที่จับฐานลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่นทุกเพศทุกวัย อย่างที่เราเห็นว่าช่วงนี้มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามไทยเกิดใหม่ขึ้นเยอะมาก ทั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามไทยหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างก็ร่วมเล่นในตลาดนี้ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ในตำนานอย่าง ‘ศรีจันทร์’ ที่ยังคงยืนอยู่อย่างสง่ามากว่า 76 ปี ผ่านทั้งการรีแบรนด์ การวางเป้าหมายใหม่ในธุรกิจ หรือการเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ

โดยเฉพาะยุคโควิด 19 ที่เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับหลายธุรกิจ ทางศรีจันทร์ก็เลือกลุยต่อและปรับตัวกับความท้าทายดังกล่าวด้วยความเชื่อมั่นในแนวทางธุรกิจที่วางไว้ จนมีรายได้รวม 1,600 ล้านบาท โตต่อเนื่องแบบ Double Ditgit ในปี 2021-2024 นอกจากนั้นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของทั้งสองแบรนด์ในเครือบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด อย่างศรีจันทร์ และ ศศิ ยังน่าปลื้มใจ ด้วยอยู่ที่ระดับสูงถึง 51% และ 53% ต่อปีตามลำดับ สะท้อนการเติบโตของบริษัทอย่างดี

และด้วยความที่ศรีจันทร์เป็นแบรนด์ไทยแท้ กลยุทธ์หลักที่พาแบรนด์สู่ความสำเร็จเช่นนี้จึงแตกต่างออกไปอย่างมีเอกลักษณ์ คอลัมน์ Keynote ครั้งนี้จึงขอสรุปส่วนผสมแห่งความสำเร็จบนฉลากแบรนด์ศรีจันทร์ที่บอกได้ว่าผลิตภัณฑ์ความงามของไทยไม่แพ้ที่ใดในโลกอย่างแน่นอน

1. สร้างความภาคภูมิใจ ชู ‘เอกลักษณ์ไทย’ ให้โดดเด่น

ตั้งแต่เริ่มต้น ‘ศรีจันทร์’ ยึดมั่นในการรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ในแบรนด์โดยตลอด ทั้งการเลือกใช้ชื่อแบรนด์เดิมไม่เคยเปลี่ยนแม้แบรนด์อื่นในท้องตลาดจะเน้นใช้ชื่อแบรนด์ที่ดูสากล แม้จะออกแบรนด์ลูกก็ยังเน้นใช้ชื่อไทยๆ แต่มีความหมายคล้ายชื่อแบรนด์แม่นั่นคือ SASI ที่มาจาก ‘ศศิ’ ซึ่งแปลว่าดวงจันทร์ แถมเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็ยังอ่านง่าย

กระทั่งการรีแบรนด์ก็ยังเน้นนำเสนอความเป็นไทยในมุมมองที่ทันสมัย กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยของแบรนด์มากขึ้น อีกหนึ่งการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย คือการระบุชื่อเมืองและปีที่ก่อตั้งของแบรนด์ จนเกิดเป็นข้อความ ‘SRICHAND BANGKOK 1948’ ที่ตอกย้ำรากฐานและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมส่งต่อความรู้สึกนั้นไปยังผู้บริโภค

นอกเหนือไปจากเป็นสินค้าถูกและดี ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแล้ว การที่ผู้บริโภคหันมานิยมแบรนด์ไทยกันมากขึ้น ก็มาจากความเข้าใจความต้องการคนไทยด้วยกันเองได้อย่างแท้จริง เมื่อเทรนด์นิยม made in thailand มาถึง จึงช่วยให้จุดยืนการเป็นแบรนด์ไทยของศรีจันทร์ไปได้ดี

2. จับใจคนรุ่นใหม่ด้วย ‘ความคุ้มค่า’ ด้วยการออกแบรนน้องใหม่อย่าง ‘ศศิ’

นอกเหนือไปจากแบรนดิ้งของการเป็นแบรนด์ Modern Thai แล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้ศรีจันทร์ขยายฐานลูกค้าได้คือการทำให้เห็นว่า ‘ศรีจันทร์ไม่ได้มีดีแค่แป้ง’ แต่ยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นด้วย เช่น กลุ่มสกินแคร์ที่ขายดีเป็นอันดับ 1 และยังคงเป็นกระแสรีวิวดีบอกต่อติดเทรนด์อยู่กลุ่มบิวตี้เสมอ

อีกสิ่งสำคัญคือการสร้างแบรนด์ใหม่ในเครืออย่าง ’ศศิ‘ (sasi) ในปี 2017 เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภคและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นความงามในปัจจุบัน ที่ล่าสุดศศิเองยังมีการเติบโต CAGR มากกว่า 50% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2021-2024

จุดยืนของแบรนด์คือ ‘The most value for money yet trendy beauty & lifestyle brand’ ที่ต้องการนำเสนอความงามในยุคใหม่ที่ทั้งคุ้มค่าและทันสมัย ศศิยังเข้าใจความต้องการของวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มหลักจริงๆ เช่น Kiss & Blush Multifunction Cosmetics ที่ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย สวยได้ในชิ้นเดียว ทั้งตา แก้ม และปาก หรือจะเป็น Acne Sol Collection ที่เน้นแก้ไขปัญหาเรื่องสิวซึ่งเป็นปัญหาที่กวนใจวัยใส

ยิ่งในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองที่ผู้บริโภคเน้นการซื้อสินค้าถี่มากขึ้น แต่ซื้อในจำนวนที่น้อยลง จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่ามีผู้บริโภคมากถึง 70% ที่ปรับพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและราคามากขึ้น จึงสอดคล้องกับจุดยืนของศศิอย่างดี

3. เลือกใช้พรีเซนเตอร์ให้ถูกกับแบรนด์และกลุ่มลูกค้า

นอกจากการมีพรีเซนเตอร์จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้นแล้ว ตามรายงานการสำรวจกลยุทธ์ทางตลาดของ Nielsen พบว่าการใช้พรีเซนเตอร์ได้ถูกจุด ยังทำให้แบรนด์สื่อสารภาพลักษณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น 92% สำหรับศรีจันทร์และศศิก็ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ไม่น้อย

จากแก่นของแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอความเป็นไทยร่วมสมัยยังส่งผลต่อการเลือกพรีเซนเตอร์ด้วย ในฝั่งศรีจันทร์นั้น ได้แก่ ‘ใบเฟิร์น–พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์’ พรีเซนเตอร์กลุ่ม Base Makeup, โบว์–เมลดา สุศรี’ พรีเซนเตอร์กลุ่ม Sunscreen และ ‘แบมแบม–กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ พรีเซนเตอร์กลุ่ม SRICHAND IN-SKIN

รวิศให้คำอธิบายเบื้องหลังการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ทั้งสามนี้ว่าคือตัวแทนคนไทยที่มีความร่วมสมัย ทั้งความคิด ความสามารถ และภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ทำให้คนรู้สึกภูมิใจในความเป็นคนไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การสะท้อนตัวตนความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับแบมแบมที่เป็นพรีเซนเตอร์ระดับสากลที่เชื่อมต่อทั้งคนไทยและคนหลายชาติ

ส่วนพรีเซนเตอร์ของศศิ จะมุ่งเน้นความเป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีความสดใสและกล้าแสดงออกมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันศศิมีพรีเซนเตอร์ทั้งหมด 2 คน คือเก้า–สุภัสสรา ธนชาต ตัวแทนฝั่ง Lipstick & Eyebrow และ PROXIE ตัวแทนกลุ่ม Loose Powder & Foundation ที่เป็น T-Pop ที่ป๊อปมากในกลุ่มเด็กเจนฯ Z และเป็นวงบอยกรุ๊ปที่สร้างความแข็งแรงในอุตสาหกรรมเพลงไทยได้อย่างน่าสนใจ เช่น เพลง ‘คนไม่คุย’ ที่ได้รับรางวัล Music of The Week จากรายการ T-Pop Stage Show ถึง 3 สัปดาห์ติด หรือการได้ร่วมแสดงที่ประเทศเวียดนามในงาน Thai Festival in Ho Chi Minh City 2025

4. เจาะอินไซต์จาก Market trend ให้สินค้าสดใหม่ ไม่ตกเทรนด์

ศรีจันทร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน การพัฒนาสูตรต่างๆ ยังใช้ข้อมูล Market trend และ Research ประกอบรวมกัน รวมถึงมีการคัดเลือก Active Ingredients ที่โดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีและผ่านการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์จะดีและให้ผลเป็นไปตามที่มาตรฐานที่กำหนดไว้ได้

อย่าง ‘SRICHAND Bare to Perfect Glowing Translucent Powder’ และ ‘SRICHAND Bare to Perfect Translucent Powder’ หรือที่รู้จักกันในนามแป้งม่วงตัวดังในตำนานของศรีจันทร์เอง ก็มาจากการพัฒนาโดยอิงจากข้อมูลผิวของคนไทยและสภาพอากาศในประเทศไทย โปรดักต์นี้จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว สู้สภาพอากาศและมลภาวะได้อย่างเบาสบายและติดทนนาน

เช่น ผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ที่เลือกใช้ Glyceryl Glucoside (GG) ซึ่งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นแบบใหม่ที่ลงลึกไปถึงเซลล์ จับคู่ร่วมกับสารให้ความชุ่มชื้นที่เป็นที่รู้จักดีอย่าง Sodium Hyaluronate กับ CICA ใน Skin Moisture Burst Series จนขายดีเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ

ส่วนกลุ่ม Base Makeup ได้นำ Hybrid Foundation ที่มีส่วนผสมของ Skincare Active Ingredients มากถึง 86% ของ Skin Booster Series ที่เทียบเท่าแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาใช้ทำให้เป็นรองพื้นที่บำรุงผิวไปในตัวได้ครบจบในชิ้นเดียว

5. ลาพักใจ ลาผ่าตัดแปลงเพศ ฯลฯ สวัสดิการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย

หากใครติดตามข่าวเกี่ยวกับแวดวงการทำงานบ่อยๆ อาจเคยเห็นชื่อศรีจันทร์ติดอยู่ในลิสต์บริษัทที่คนอยากทำงานด้วยอยู่บ้าง ล่าสุดศรีจันทร์ยังได้รับคะแนนอันดับ 1 จาก 55 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยปี 2025 โดย QMAC : QGEN Thailand Most Attractive Companies 2025

ความสำเร็จเรื่องคนนี้เองอาจเป็นเพราะศรีจันทร์มุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้น Resilence เพื่อให้พนักงานรับมือและฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงได้ โดยยึดหลัก 4 แกนสำคัญ คือ Outcome - มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ตรงตามเป้าหมาย, Accountability - รับผิดชอบต่องานอย่างเต็มที่ พร้อมช่วยเหลือทีมเสมอ, Adaptability - ปรับตัวเร็ว เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา และSpeed - คิดไว ทำไว แก้ปัญหาอย่างเท่าทันสถานการณ์

ที่สำคัญ ศรีจันทร์ยังให้ความสำคัญกับสวัสติการที่ส่งเสริมความเท่าเทียมและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ได้แก่ ลาคลอด โดยยังได้รับค่าจ้าง สูงสุด 6 เดือน, ลาดูแลภรรยาที่ตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร สูงสุด 1 เดือน, ลาผ่าตัดแปลงเพศ สูงสุด 1 เดือน, ลาพักใจ กรณีสูญเสียคนในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง 10 วันต่อปี, ลาปฏิบัติธธรรมหรือศาสนกิจ

นอกจากทั้ง 5 ข้อนี้แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ศรีจันทร์เป็นแบรนด์ที่ดูเข้าถึงได้ง่ายและน่าจับตา คือการที่ ‘แท็ป รวิศ’ สร้าง Personal Branding หรือการนำเสนอแบรนด์ผ่าน ‘คน’ ซึ่งเชื่อมต่อกับ ‘คน’ หรือ ‘ผู้บริโภค’ ได้มากกว่าบริษัท ซึ่งหากเรามี Personal Branding ที่แข็งแรง จากข้อมูลบนเว็บไซต์ rocket พบว่ามีโอกาสที่ผู้คนจะเชื่อถือมากขึ้นนำไปสู่ยอดขายและโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้นกว่าเดิมถึง 55% ที่คนจะตัดสินใจซื้อเพราะเป็นธุรกิจของคนที่รู้จักหรือจำได้

เราจะเห็นได้จากรวิศ ผู้บริหารของศรีจันทร์ที่ลงมาทำทั้งเพจของตนเอง ทำพอดแคสต์ หรือได้เป็นเกสต์ในงานสัมมนาต่างๆ สิ่งนี้เป็นการสร้างภาพจำในเชิงบวกให้ทั้งคนและแบรนด์ เมื่อคนเชื่อใโยงกับรวิศซึ่งมีความสามารถหลากหลาย ก็จะนึกถึงศรีจันทร์ในเชิงบวกยิ่งขึ้น

จากกลยุทธ์และความสำเร็จทั้งหมดเหล่านี้ ศรีจันทร์จึงมองว่า T-Beauty หรือ Thai Beauty น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของซอฟท์พาวเวอร์ไทยได้ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ความงามของไทยได้รับความนิยมทั้งการบริโภคในประเทศเอง หรือชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยก็มาซื้อผลิตภัณฑ์ความงามของไทยกลับไปด้วย

อ้างอิง

rocket.in.th/blog/personal-branding-for-tiktok/

marketingoops.com/reports/thai-beauty-brand-market/

bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-2024jun06.html

researchgate.net/publication/384898606

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...