โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

IMD เผยขีดความสามารถในการแข่งขันไทยร่วงทุกด้าน ประสิทธิภาพภาครัฐตกลง 8 อันดับ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 19.57 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 19.57 น.

IMD เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลกปี 2568 World Competitiveness Ranking 2025 ชี้ประสิทธิภาพของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขความแตกแยกทางสังคมและดูแเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยอันดับของประเทศไทยร่วงลง 5 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 30

International Institute for Management Development (IMD) จัดทำ World Competitiveness Ranking(WCR) ประจำปี 2568 เพื่อจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ 69 ประเทศ/ เขตเศรษฐกิจ โดยจัดให้ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และฮ่องกง ให้เป็นเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลก ขณะที่แคนาดา เยอรมนี และลักเซมเบิร์ก มีการพัฒนาที่ดีขึ้นมากที่สุดใน 20 อันดับแรก

ในระดับโลก สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 2 รองจากสวิตเซอร์แลนด์ แต่ในเอเชียแปซิฟิก สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1

ผลการจัดอันดับ รายงาน และสมุดปกขาวสำหรับผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอภาพภูมิทัศน์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่ในระดับภูมิภาคยังคงมีความแตกต่างอยู่ แรงผลักดันใหม่กำลังเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก ยุโรปตะวันตก เอเชียตะวันตก แอฟริกา และอเมริกาใต้ และประสิทธิภาพของรัฐบาลกำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของความแข็งแกร่งในระยะยาว ประสิทธิภาพครอบคลุมถึงความคล่องตัว ความครอบคลุม และกรอบนโยบายที่มองไปข้างหน้ามุ่งเน้นการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานระบุว่า ความแตกแยกทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน

ในการจัดอันดับขีดความสามารถ แบ่งกลุ่มตัวชี้วัดได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก (Factor) คือ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ(ECONOMIC PERFORMANCE) ประสิทธิภาพของภาครัฐ(GOVERNMENT EFFICIENCY) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ(BUSINESS EFFICIENCY) และโครงสร้างพื้นฐาน(INFRASTRUCTURE) แต่ละปัจจัยหลักแบ่งเป็น 5 ปัจจัยย่อย (Sub-factor)

อาร์ตูโร บริส ผู้อำนวยการศูนย์ความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ( World Competitiveness Center:WCC) ซึ่งเป็นผู้จัดทำการจัดอันดับ กล่าวว่า “สกุลเงินที่แข็งค่าขึ้นกำลังกลายมาเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จในระยะยาว ในขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างเครือข่ายการค้าโลกกำลังแสดงให้เห็นว่าประเทศที่เข้าถึงได้นั้นได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเอง และมุมมองที่ไปในทิศทางเดียวกันกำลังเผยให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกันข้ามกับผลกระทบของการแบ่งขั้วอย่างสิ้นเชิง”

3 อันดับแรกของโลกถดถอย
สวิตเซอร์แลนด์ (อันดับหนึ่ง) ยังคงแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคงของประเทศ โดยยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในด้านประสิทธิภาพและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และครองตำแหน่งแรกในทั้งสองด้านไว้ได้

ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ประสิทธิภาพในด้านอื่นๆ ก็มีความแตกต่างเล็กน้อยและอยู่ในระดับปานกลาง โดยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ(Economic Performance)ลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ 13 และประสิทธิภาพของภาคธุรกิจก็ลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ 6 เช่นกัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหล่านี้ แต่ภาพรวมของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงแข็งแกร่งมากในทุกมิติของความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของสวิตเซอร์แลนด์หลายคนเชื่อว่าสัญญาภาครัฐจำนวนมากที่รัฐบาลมอบให้ไม่เปิดกว้างพอสำหรับผู้เสนอราคาจากต่างประเทศ ข้อมูลหนึ่งในสามที่ใช้ในการจัดอันดับนั้นมาจากการสำรวจ โดยมีการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารในท้องถิ่นจำนวน 6,162 รายจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของ WCC ประจำปี 2025

สิงคโปร์ (อันดับสอง) ร่วงลงเล็กน้อยจากตำแหน่งสูงสุดในปี 2567 ความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ตอกย้ำถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมุ่งสู่อนาคต ในแง่ของประสิทธิภาพของรัฐบาล สิงคโปร์ร่วงลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ 3 ในด้านประสิทธิภาพทางธุรกิจ ลดลงครั้งใหญ่ที่สุด จากอันดับ 2 มาอยู่ที่ 8

อันดับสูงสุดของสิงคโปร์ในด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจนั้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของ GDP ที่สูง และการสะสมทุน รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการเชิงพาณิชย์ที่ดีขึ้น แรงขับเคลื่อนร่วมกันในปัจจัยย่อยของเศรษฐกิจในประเทศและการค้าระหว่างประเทศนี้มีความสำคัญเพียงพอที่จะชดเชยการลดลงเล็กน้อยในปัจจัยย่อยของการลงทุนระหว่างประเทศ (จากอันดับ 2 มาอยู่ที่ 3) และการจ้างงาน (จากอันดับ 5 มาอยู่ที่ 6)

ข้อมูลยังเผยให้เห็นว่าผู้บริหารธุรกิจในสิงคโปร์มองว่าการย้ายฐานธุรกิจเป็นภัยคุกคามสำคัญต่ออนาคตของเศรษฐกิจสิงคโปร์

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงขยับขึ้น 2 อันดับและคว้าอันดับ 3 จากอันดับ 5 ในปี 2567 การเติบโตจากตัวชี้วัดทั้ง 4 ด้านของความสามารถในการแข่งขันเป็นปัจจัยสนับสนุนการไต่อันดับนี้ การเติบโตเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางแบบองค์รวมในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน

ในฐานะตัวบ่งชี้ถึงแนวทางในการปรับปรุงต่อไป ผู้บริหารมองว่าการตรวจสอบบัญชีและการบัญชีในฮ่องกงนั้นได้รับการนำไปปฏิบัติในธุรกิจน้อยลงเรื่อยๆ

ภูมิภาคหาทางกระจายความเสี่ยง
นอกเหนือจาก 3 อันดับแรกแล้ว ทั้งรายงานและสมุดปกขาวยังชี้ให้เห็นว่าทั้ง 69 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับนั้นมีแนวโน้มแสวงหาการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์อย่างแข็งขัน โดยมีการจัดหากและคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตต่างๆ จากหลายภูมิภาคเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

ความพยายามในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้เร่งตัวขึ้นเพื่อเป็นการถ่วงดุลกับการแบ่งแยกที่มากขึ้น สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้กระชับความร่วมมือให้ลึกยิ่งขึ้น ขณะที่เขตการค้าเสรีภาคพื้นทวีปแอฟริกา (AfCFTA) มีสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมการค้าภายในแอฟริกา

ทั้งหกประเทศในแอฟริกาที่อยู่ในอันดับมีโอกาสทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยมีสองประเทศ (แอฟริกาใต้ 74.6% และนามิเบีย 60.6%) อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก ทวีปนี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการศึกษา/การดูแลสุขภาพ (40.9% เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก 25.3%) ซึ่งเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านการพัฒนาโครงสร้างของแอฟริกา

เอเชียมีผลงานที่โดดเด่นในหลายหมวดหมู่ โดยมีเศรษฐกิจ 4 แห่งติดอันดับ 10 อันดับแรกของโลกในด้านโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดในหมวดหมู่นั้น โดยมีความเห็นต่างทางการเมืองที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย (56.1%) และความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม (57.9%) ซึ่งอย่างหลังนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาอย่างรวดเร็วและความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง

“สภาพแวดล้อมภายนอกกำลังมีผลต่อเศรษฐกิจเอเชียบางส่วน ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บกับเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกดดันผลของนโยบายที่ดี” บริสกล่าว

ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ร่วงลงจากอันดับที่ 25 ในระดับโลก และในเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8

ในด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8(คะแนน 69.53) จาก 69 ประเทศ ตกลง 3 อันดับ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐอยู่ในอันดับ 32 (55.65) ตกลง 8 อันดับ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ อยู่ในอันดับ 24 ตกลง 4 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐาน อยู่ในอันดับ 47 ตกลง 4 อันดับ

ในสมุดปกขาว From Government Policy to Business Acumen Strategizing Competitiveness in a Fragmented World ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้บริหารธุรกิจมีสัดส่วนในการตอบแบบสอบถามสูงนั้น บ่งชี้ว่าความเหลื่อมล้ำทางสังเป็นความกังวลมากกว่าอย่างอื่น(65.1%)

ยุโรปตะวันออกเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความกังวลด้านการศึกษา/การดูแลสุขภาพต่ำที่สุด (17.6% เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก 25.3%) ผู้บริหารในละตินอเมริกากังวลเกี่ยวกับความเห็นต่างทางการเมืองมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (81.0% เทียบกับ 57.6% ตามลำดับ)

ผู้บริหารในตะวันออกกลางมีความกังวลเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก (47.3% เทียบกับ 41.1% ตามลำดับ) แต่ค่อนข้างผ่อนคลายกับความเห็นต่างทางการเมือง (35.1% ระบุว่าเป็นแหล่งที่มาของความแตกแยก เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 57.6%)

ยุโรปตะวันตกมีความกังวลกับความแบ่งแยกทางสังคม (51.1% เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 40.1%) โดยมี 5 ประเทศอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก นำโดยเนเธอร์แลนด์ (71.2%) นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด (26.4% เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 41.1%) และความไม่เท่าเทียมของโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เผชิญกับความท้าทายในการแบ่งขั้วตามอัตลักษณ์

นามิเบีย เคนยา และโอมาน ถูกเพิ่มเข้ามาในอันดับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 37 ปีของการจัดอันดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...