โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“พิเชษฐ” แนะนักลงทุนยุคใหม่! วิเคราะห์ลึก-ถือยาวไม่พอ ต้องรู้จักพลิกเกมรับตลาดผันผวน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 02.42 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เปิดเผยบนเวทีเสวนาในงาน Thailand’s Capital Market Forum 2025 หัวข้อ "กี่โมง…หุ้นขึ้น" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ เมื่อวันนี้ ( 17 พ.ค.68) ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้นักลงทุนหน้าใหม่ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของวิธีคิดและพฤติกรรมการลงทุนที่ต้องปรับให้เหมาะกับบริบัทใหม่ของตลาด

โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาตลาดทุนได้เห็นการเข้ามาอย่างต่อเนื่องของ "นักลงทุนหน้าใหม่ๆ" ซึ่งทำให้ฐานนักลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยเฉพาะในรอบปีที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปในอดีต นักลงทุนส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่าและพึ่งพาคำแนะนำแบบที่เรียกว่า "หุ้นผีบอก" หรือการลงทุนตามข่าวสารหรือคำบอกเล่าจากเพื่อน ซึ่งบางครั้งก็เป็นการบอกตอนที่เราควรจะซื้อในขณะที่คนบอกกำลังจะขาย

อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการของนักลงทุนได้เปลี่ยนแปลงไปมากในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมี "สเปคตรัม" หรือ ความหลากหลายของนักลงทุนมากขึ้นตั้งแต่ "รุ่นเด็กๆ" ที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ไปจนถึงรุ่นใหญ่ และแต่ละเจน(generation) แต่ละกลุ่มก็มีวิธีคิดและวิธีการลงทุนที่แตกต่างกัน

แม้ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะมีนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาในตลาดเรื่อย ๆ แต่สภาวะตลาดในช่วงดังกล่าว "ไม่เอื้อต่อการลงทุน" เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นยุคที่สามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีง่ายๆ เหมือนวลีที่กล่าวว่า "เหมือนปาลูกดอกตรงไหนก็ได้" นั้นได้หมดไปแล้วสภาพตลาดเช่นนี้ทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เข้ามา ต้องปรับตามสภาพ

โดยการปรับตัวต้องครอบคลุมหลายด้าน อาทิ 1.การปรับวิธีคิด: นักลงทุนเองก็ ต้องปรับวิธีคิดว่าจะลงทุนกันอย่างไรในยุคนี้ ซึ่งหมายถึงการลงทุนที่ ไม่ใช่การซื้อขายตามข่าวหรืออารมณ์ (emotional)

2.การเพิ่มการวิเคราะห์: จำเป็นต้อง เพิ่มเรื่องของความคิดเรื่องการวิเคราะห์เข้าไปมากกว่าเดิมแหล่งข้อมูลหนึ่งชี้ว่า พฤติกรรมของนักลงทุนบางส่วนในช่วงที่ผ่านมาอาจจะลงทุนตามภาวะตลาดโดยที่ ไม่ได้วิเคราะห์เท่าที่ควร

3.การพัฒนาความรู้และวิธีการ: วิธีการลงทุนแบบเดิม ๆ อาจใช้ไม่ได้ผลแล้วนักลงทุนต้องพยายาม พัฒนาความรู้ความเข้าใจและวิธีการให้แตกต่างจากเดิม1 แหล่งข้อมูลแนะนำว่า แม้แต่นักลงทุนแบบ VI (Value Investor) ในสมัยนี้ก็น่าจะต้องปรับตัว โดยไม่ใช่แค่ถือยาวๆ อย่างเดียว แต่ต้องดูหลายๆ อย่าง

4.การประเมินตนเอง: นักลงทุนควรพิจารณาว่าตนเองเชี่ยวชาญการลงทุนแบบไหน หรือยัง ขาดทักษะการลงทุนแบบไหนเช่น บางคนที่เก่ง Fundamental อาจจะต้องเรียนรู้เรื่อง Technical ด้วย

5.การใช้โอกาสศึกษา: ช่วงนี้ที่การลงทุนอาจจะทำให้เจ็บตัวได้ (ถ้าลงทุนมากไป) ถือเป็น โอกาสที่ดีที่จะนำเวลาที่มีอยู่ไปศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น

6.การเข้าใจตำแหน่งของตนเองในตลาด: นักลงทุนควร เข้าใจว่าตนเองอยู่ในกลุ่ม (segment) ไหนของตลาดและไม่ควรพยายามไปแข่งขันกับทุกกลุ่ม หรือแข่งขันกับคอมพิวเตอร์ระดับโลก ควรเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มของตนเอง และอาจมองในช่วงเวลาที่ยาวกว่า

7.ระมัดระวังในการเข้าลงทุน การปรับพฤติกรรมการซื้อขายแม้บางส่วนอาจเน้น "Timing" หรือซื้อเมื่อราคาตกหนัก แต่การลงทุนในตลาดผันผวนนี้จำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์อาจต้องพิจารณาใช้วิธีการทยอยซื้ออย่างระมัดระวัง แทนที่จะ "กระโจนเข้าไป" ซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว

“การลงทุนยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือเรื่องของการปรับตัว ความเข้าใจ และวินัย พร้อมแนะนำให้นักลงทุนใช้ช่วงเวลานี้ในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แทนที่จะลงทุนหนักแล้วเสี่ยงขาดทุน เพราะวิธีการแบบเดิมอาจไม่ใช้ได้ผลในสถานการณ์ปัจจุบัน" นายพิเชษฐ กล่าวเพิ่มเติม

นายพิเชษฐ กว่าวอีกว่า ในด้านบทบาทของตลาดหลักทรัพย์มองว่ามีเครื่องมือสนับสนุนนักลงทุนในระดับหนึ่ง และกำลังพยายามออกหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มความเท่าเทียมในการแข่งขัน โดยเฉพาะในยุคที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์อัลกอริทึม ที่นักลงทุนทั่วไปอาจสู้ความเร็วไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใดของตลาด และวางกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับบริบัทของตนเอง

ขณะเดียวกัน มีการสะท้อนปัญหาการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน โดยชี้ว่าการวิเคราะห์บริษัทแต่ละแห่งมีต้นทุนประมาณ 100-200 บาทต่อบริษัท ทำให้โบรกเกอร์เองก็ประสบปัญหาในการครอบคลุมบริษัทขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก ในขณะที่ตลาดไทยมีบริษัทศักยภาพมากถึง 600-700 แห่ง หากเลือกมาเพียง 10% ก็มีถึง 60 บริษัท ซึ่งสะท้อนว่าจักรวาลการลงทุน (Investment Universe) ยังมีพื้นที่ให้ขยายอีกมาก

นักลงทุนรายบุคคลจึงมีความได้เปรียบในแง่ของการเลือกบริษัทขนาดกลางที่มีคุณภาพดี แม้ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างหรือยังไม่มีการโปรโมทจากนักวิเคราะห์หรือโบรกเกอร์มากนัก ต่างจากกองทุนที่มักจำกัดการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง

ดังนั้นการมีช่องทางหรือโปรแกรมที่ช่วยให้คนภายนอกรู้จักบริษัทมากขึ้น เช่น การเปิดเผยข้อมูลภาษาอังกฤษในเว็บไซต์บริษัทหรือการนำเทคโนโลยีมาใช้แบบที่เกาหลีและญี่ปุ่นเคยทำ จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริษัทที่มีศักยภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานสูง และอาจขยายต่อไปยังธุรกิจต้นน้ำ-ปลายน้ำในห่วงโซ่เดียวกัน

“อีกทั้งมองว่าโอกาสในตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่เสมอ พร้อมยกคำว่า “โค้ก” เป็นสัญลักษณ์ของโอกาสที่ยังมีอยู่ในตลาด โดยสะท้อนแนวคิดว่าแม้สถานการณ์จะเปลี่ยน แต่หากมองให้ลึก มองให้กว้าง โอกาสก็ยังคงมีอยู่เสมอ เพียงแต่ต้องค้นหาให้เจอ และเปิดใจให้กว้างกับหุ้นที่อาจยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างทั่วถึงในตลาด” นายพิเชษฐ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...