โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการ มองลด ภาษีสหรัฐฯ 0% เสี่ยง “สินค้าทะลัก” กระทบในประเทศหนัก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 08.32 น.

นักวิชาการเตือนรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบจากการลด ภาษีสหรัฐฯ เหลือ 0% แม้จะช่วยลดกำแพงภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ได้ถึง 9-10 เท่า และช่วยพยุงภาคส่งออกที่พึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ กว่า 13-14% ของ GDP ไทยไว้ได้ แต่ก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ต่อภาคการผลิตในประเทศ

20 กรกฎาคม 2568 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การลดภาษีให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกาในอัตรา 0% และเปิดตลาดให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อาจทำให้มีการลดกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ลงมาในระดับใกล้เคียงกับประเทศอาเซียน อย่างเช่นเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ได้ ทำให้ลดความรุนแรงของภาษีตอบโต้ทางการค้าที่ระดับ 36% ต่อภาคส่งออกไทย ผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยจะลดลงมาได้ไม่ต่ำกว่า 9-10 เท่า กลุ่มสินค้าที่พึ่งพิงตลาดสหรัฐฯในสัดส่วนสูงคิดเป็น 13-14% ของจีดีพีไทย หากไทยไม่ได้ลดภาษีจากระดับ 36% เลยจะทำให้มูลค่าส่งออกไทยสูญเสียหลายแสนล้านบาทในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดให้สหรัฐฯ ด้วยการลดภาษีนำเข้า 0% เพื่อแลกกับการลดภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจจะสร้างปัญหาอีกด้านหนึ่งมีผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในที่ปรับตัวไม่ได้แข่งขันไม่ได้และผลต่อตลาดแรงงาน และปัญหาอาจใหญ่กว่าหากไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบให้ดี หวั่นสินค้าสหรัฐฯ ทะลักเฉพาะสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อาจเพิ่มกว่า 100% กระทบผู้ผลิตภายในรุนแรง ภาวะดังกล่าวจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่ผู้ผลิตภายในต้องเผชิญสินค้าทุ่มตลาดจากจีนอยู่แล้ว

ส่วนผลกระทบของภาษีทรัมป์ต่อตลาดแรงงานไทยโดยภาพรวมยังไม่รุนแรงและยังคงอยู่ในขอบเขตจำกัด โอกาสเกิดวิกฤตการจ้างงานเกิดขึ้นในเพียง 4 สาขา คือ การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กิจการก่อสร้างและกิจการที่พักแรม กิจการบริการอาหาร จากข้อมูลการเตือนภัยด้านแรงงานของกระทรวงแรงงาน พบว่า การประมาณการโอกาสเกิดวิกฤตการจ้างงานในระยะเวลา 4 ไตรมาสข้างหน้าอยู่ที่ 25.51% ขณะที่การว่างงานของผู้ที่เคยเป็นลูกจ้างเอกชนอยู่ในเหตุการณ์ปรกติ 84.09% และมีโอกาสเกิดวิกฤตการว่างงาน 5.35% ข้อมูลสถานการณ์การจ้างงานของกระทรวงแรงงานในไตรมาสแรกมีจำนวนผู้มีงานทำ 39.38 ล้านคน คิดเป็นลูกจ้างเอกชน 16.08 ล้านคน อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.9% มีจำนวนผู้ว่างงาน 357,731 คน อย่างไรก็ตามการชะลอตัวลงของภาคส่งออก ภาคการผลิต ภาคการลงทุน จะทำให้อัตราการว่างงานโดยรวมในช่วงที่เหลือของปีเพิ่มขึ้น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อส่งเสริมการจ้างงานช่วยบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง

ข้อมูลระบบเตือนภัยด้านแรงงานของกระทรวงแรงงานบ่งชี้และคาดการณ์ว่า การว่างงานและเลิกจ้างช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.ปีนี้เพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปรกติยังไม่วิกฤต ว่างงานเพิ่มขึ้นไม่เกิน 50,000 คน และเลิกจ้าง มิ.ย.-ส.ค.ไม่เกิน 20,000 คน โดยการว่างงานเดือน มิ.ย., ก.ค. และ ส.ค.68 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 11,622 คน (+5.04%) 12,423 คน (+5.27%) และ 22,598 (+9.80%) จากเดือนเดียวกันเมื่อปีก่อนตามลำดับ และการเลิกจ้างเดือน มิ.ย., ก.ค. และ ส.ค.68 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5,926 คน (+23.55%) 5,996 คน (+15.38%) และ 5,438 คน (20.72%) จากเดือนเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ เมื่อพิจารณาจากการคาดการณ์ของรายงานเตือนภัยด้านแรงงานจะเห็นว่า แม้การว่างงานและเลิกจ้างยังไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต แต่ตัวเลขว่างงานและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบดังกล่าว และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาระดับการจ้างงาน
ในส่วนของการดูแลสิทธิประโยชน์ผู้ว่างงานนั้น ล่าสุดทางสำนักงานประกันสังคมได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์การว่างงานให้กับผู้ประกันตน

ส่วนแรงงานอิสระและรับจ้างทั่วไปที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมอาจได้รับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เพราะไม่มีสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ ซึ่งรัฐควรมีโครงการหรือมาตรการดูแลเพิ่มเติม

การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน ดึงดูดการลงทุนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญจากรายงาน OECD, ADB และ BOI รวบรวมโดยศูนย์วิจัย DEIIT ได้ชี้ถึงข้อจำกัดของระบบแรงงานไทย ดังนี้

  • ทักษะไม่ตรงความต้องการตลาด โดยผู้ประกอบการกว่า 52% ระบุว่าแรงงานไทยยังขาดทักษะที่จำเป็น ทำให้ขาดทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารเชิงวิชาชีพ
  • ระบบการฝึกอบรมยังไม่ทันสมัย อัตราการฝึกอบรมผู้ใหญ่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน มีแรงงานเพียง 10% ที่มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง (OECD, 2025) หลักสูตรไม่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve
  • ขาดการรับรองทักษะในระดับสากล แรงงานมีใบรับรองมาตรฐานสากลเพียง 6% (BOI, 2024) ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าทำงานกับบริษัทต่างชาติที่ตั้งฐานในไทยได้อย่างเต็มที่
  • ไม่มีระบบคาดการณ์ทักษะแรงงานล่วงหน้า ไทยยังไม่มีระบบ Skills Forecasting หรือ Labor Market Intelligence ที่เข้มแข็ง (OECD, 2025) ทำให้การส่งเสริมทักษะแรงงานในเชิงรุกทำได้ยาก

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มีข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนาระบบทักษะแรงงานเพื่อดึงดูดการลงทุน ดังนี้

  • ยกระดับทักษะ (Up-skilling & Re-skilling) สร้างระบบฝึกอบรมแรงงานร่วมกับ FDI เน้นสาขาเทคนิค เช่น AI, Automation, Logistics, Green Tech โดยจัดอบรมในนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ EEC
  • ระบบรับรองทักษะสากล สร้าง Certified Thai Workforce โดยจับมือองค์กรต่างชาติ เช่น Amazon Web Services, Siemens AG, Cruise Lines International Association, International Air
    Transport Association ให้แรงงานมีใบรับรองมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ
  • ระบบข้อมูล พัฒนา Labor Market Intelligence System (LMIS) เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ-เอกชน สร้าง Skills Forecasting Model เพื่อวางแผนผลิตแรงงาน
  • เชื่อมโยงกับ FTA และ GVCs ผูกนโยบายแรงงานกับข้อตกลงการค้า เร่งเจรจา FTA กับสหรัฐฯ หรือผ่าน IPEF, RCEP- สร้าง Smart Workforce Zone เชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าโลก

ที่มา : infoquest.co.th

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...