โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผ่าอาณาจักร “สุกี้ตี๋น้อย” จากร้านสุกี้ห้องแถวสู่ “บุฟเฟต์หมื่นล้าน”

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 06.08 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 18.10 น.

ตลาดสุกี้-ชาบูของที่มีมูลค่ารวมกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท กำลังเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดจาก “สงครามราคา” และภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ซบเซา แต่หนึ่งในแบรนด์ Rising Star ที่ถูกจับตามากที่สุดในช่วงนี้หนีไม่พ้น “สุกี้ตี๋น้อย” แบรนด์บุฟเฟต์สุกี้ยอดนิยม ภายใต้การบริหารของ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด กลับมองเห็นโอกาสในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเตรียมผงาดสู่ตลาด “พรีเมียมแมส” พร้อมตั้งเป้ารายได้ทะลุหมื่นล้านบาทในปี 2569 ภายใต้การนำทัพของ “เฟิร์น - นัทธมน พิศาลกิจวนิช” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสุกี้ตี๋น้อย

“สุกี้ตี๋น้อย” ถือกำเนิดในปี 2561 หลังจากที่ “นัทธมน” ตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานออฟฟิต และเลือกที่จะเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ผนวกกับภูมิหลังของครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจสวนอาหารเรือนปั้นหยา (ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว) ทำให้มีโนฮาวและเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ และเลือกที่จะเดินหน้าในธุรกิจ “บุฟเฟต์สุกี้” เพราะบริหารจัดการและควบคุมต้นทุน วัตถุดิบได้ง่าย ด้วยจุดขายที่ราคา 199 บาท/หัว และเปิดบริการในช่วงเวลา 12.00-05.00 น. ทำให้ “สุกี้ตี๋น้อย” โดดเด่นและถูกใจคนไทยที่ใช้ชีวิตกันแบบ 24 ชม. พร้อมก้าวขึ้นสู่ทำเนียบเรสเทอรองต์สในลำดับต้นๆของเมืองไทย

“นัทธมน” เล่าให้ฟังว่า สุกี้ตี๋น้อยเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาแล้ว 8 ปี จากร้านเล็กๆ เพียง 15 โต๊ะในห้องแถวสาขาบ้านบางเขน สู่เครือข่ายสาขาขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาการทำธุรกิจที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการลงมือปฏิบัติเรียนรู้งานตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ เพื่อทำความเข้าใจทุกมิติของร้านอาหารอย่างแท้จริง

แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 แต่ธุรกิจของ “สุกี้ตี๋น้อย” ก็ยังเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่องก้าวข้ามผ่านทุกสรรพสิ่ง ความสำเร็จนี้ถูกตอกย้ำยิ่งขึ้น เมื่อบมจ. เจ มาร์ท หรือ JMART ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น “สุกี้ตี๋น้อย” 30% ด้วยเม็ดเงินราว 1,200 ล้านบาท ขณะที่สปีดการขยายสาขาก็ยังไม่ลดลง การประกาศปักหมุดทั่วประเทศ ทำให้สุกี้ตี๋น้อย แพร่อาณาจักรได้เพิ่มขึ้น 55 แห่งในสิ้นปี 2566 และ 78 แห่งในปี 2567 ตามลำดับ

“การดำเนินธุรกิจ 8 ปี เราวิ่งมาตลอด แต่ปีหน้าเราจะเหาะ เราจะเปิดสาขาใหม่รวม 32 แห่ง ทั้งสุกี้ตี๋น้อยและตี๋น้อยบาร์บีคิว ซึ่งจะเป็นปีที่ขยายสาขามากที่สุดเท่าที่เคยทำมา”

ครึ่งปีแรกของปี 2568 เราเปิดสาขาเพิ่ม 11 แห่ง ส่วนครึ่งปีหลังมีแผนเปิดเพิ่มอีก 10 แห่ง แบ่งเป็นสุกี้ตี๋น้อย 5 สาขา และตี๋น้อยบาร์บีคิว 5 สาขา “นัทธมน” บอกอีกว่า ปีหน้า (2569) ตั้งเป้าหมายจะเปิดสาขาใหม่อีก 32 แห่งทั้งสุกี้ตี๋น้อยและตี๋น้อยบาร์บีคิว ซึ่งจะเป็นปีที่ขยายสาขามากที่สุดเท่าที่เคยทำมา และคาดการณ์ว่าจะสามารถผลักดันรายได้รวมของบริษัทให้สูงถึงหมื่นล้านบาทในปี 2569

เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำในตลาด “พรีเมียมแมส” สุกี้ตี๋น้อยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการในหลายมิติ อย่างวัตถุดิบ บริษัทเน้นการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง โดยไม่ให้ราคาเป็นข้อจำกัดในการเลือกเมนู เช่น การนำเข้าเนื้อวัวออสเตรเลียและชีสมอสซาเรลล่าในปริมาณมาก ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาน้ำซุปและน้ำจิ้ม มีการพัฒนาน้ำซุปและน้ำจิ้มอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีน้ำซุป 4 แบบ และน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายของลูกค้า

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สุกี้ตี๋น้อย มุ่งสร้างเพื่อตอกย้ำแบรนด์ให้แข็งแรง คือการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยระบบสมาชิก 4 ระดับ ได้แก่ ตี๋น้อยเมมเบอร์ (สีแดง), ซิลเวอร์ (สีเงิน), โกลด์ (สีทอง) และแพลทินัม ซึ่งแต่ละระดับจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและใช้งานง่ายขึ้น เช่น สิทธิ์ทานฟรี จองโต๊ะในเดือนเกิด หรือจองโต๊ะได้ตลอดทั้งปี

ที่โดดเด่นคือการเตรียมเปิดตัว “Tn Lounge” (ตี๋น้อย เลานจ์) สำหรับสมาชิก เพื่อแก้ปัญหาการรอคิว โดยเฉพาะระดับโกลด์และแพลทินัม สามารถเข้าใช้บริการได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีโซฟา เครื่องดื่ม และจอแสดงคิว เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายสูงสุดระหว่างรอคิว สาขาแรกๆ ที่จะมี Tn Lounge ได้แก่ ศรีนครินทร์, ลำลูกกา, ชลบุรี, และบ้านบางเขน

อีกสเตปที่ทำให้ “ตี๋น้อย” ไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์ “สุกี้” เท่านั้น แต่ยังได้ขยายไลน์ธุรกิจไปสู่ “ตี๋น้อยบาร์บีคิว” และโปรเจกต์ CSR อย่าง “ข้าวแกงตี๋น้อยวันศุกร์” นอกจากนี้ ยังมีแผนรีแบรนด์ “ตี๋น้อยเอ็กซ์เพรส” ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ลำดับที่ 3 ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัท

“นัทธมน” มองว่า ตลาดพรีเมียมแมส ยังคงเป็นช่องว่างที่ไร้ผู้เล่นรายใหญ่ที่ชัดเจน ด้วยทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ สุกี้ตี๋น้อยจึงพร้อมที่จะยกระดับแบรนด์เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และขยายฐานลูกค้าในวงกว้างขึ้น โดยยังคงรักษาจุดแข็งด้านความคุ้มค่าและคุณภาพที่เหนือราคาไว้

การมีแผนงานที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้ารุกอย่างต่อเนื่องทำให้ผลประกอบการในปี 2567 “สุกี้ตี๋น้อย” มีรายได้รวม 7,075 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“การบริหารจัดการต้นทุนและการตั้งราคาโปรโมชั่นต่างๆ ไม่ได้เป็นการ “เฉือนเนื้อตัวเอง” แต่เป็นการคำนวณอย่างรอบคอบจากข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้ธุรกิจยังคงมีกำไรและสามารถเดินหน้าได้ในระยะยาว ลูกค้าของสุกี้ตี๋น้อยยังคงพึงพอใจในราคา 219 บาท ซึ่งเป็นราคาที่คุ้มค่าอยู่แล้ว ทำให้แม้มีการจัดโปรโมชั่นลดราคา ก็ยังดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการได้มากขึ้น และเพิ่มความถี่ในการรับประทาน จากเดิม 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็น 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์”

เป้าหมายที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาทสำหรับ “สุกี้ตี๋น้อย” จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม และด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง “สุกี้ตี๋น้อย ที่ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้เล่นสำคัญในตลาดร้านอาหารที่ใหญ่ขึ้นและครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น เป้าหมายการจะมีรายได้ 10,000 ล้านบาทในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียง “ฝันใหญ่” แต่เป็นการตอกย้ำ “ผู้นำในสมรภูมิบุฟเฟต์สุกี้-ชาบูของประเทศไทย”

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,114 วันที่ 17 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...