“รมว.คลังสหรัฐ” จี้ถอดภาษีตอบโต้ต่างชาติจากร่างงบฯ ใหม่ หวั่นกระทบตลาดการเงิน-เพิ่มหนี้สหรัฐ
“รมว.คลังสหรัฐ” เรียกร้องให้ถอดข้อเสนอมาตรา 899 ที่ให้อำนาจภาษีตอบโต้ต่างชาติจากร่างงบฯ ใหม่ หวั่นซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดการเงิน-เพิ่มหนี้สหรัฐ
วันที่ 27 มิถุนายน 2568 เวลา 16.51 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เรียกร้องให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสถอดข้อเสนอภาษีตอบโต้ที่มุ่งเป้าไปยังนักลงทุนต่างชาติ ออกจากร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหญ่ หลังจากที่สมาชิกสภาฯ กำลังเผชิญความยากลำบากในการหาข้อยุติเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว
ข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า "มาตรา 899" ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนในวอลล์สตรีท เนื่องจากผู้จัดการกองทุน บริษัทเงินร่วมลงทุน และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ เตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดการเงิน ซึ่งอยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้วจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผลักดันให้เก็บภาษีนำเข้ากับคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐอย่างเข้มข้น
มาตรา 899 จะให้อำนาจใหม่แก่ทรัมป์ ในการเก็บภาษีสูงสุดถึง 20% จากนักลงทุนของประเทศที่สหรัฐเห็นว่ากำหนดภาษีต่อบริษัทอเมริกันอย่างไม่เป็นธรรม
ที่ทำเนียบขาว ทรัมป์เรียกร้องให้สมาชิกสภาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยร่างกฎหมายนี้จะขยายเวลานโยบายลดภาษีปี 2560 ของเขา เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงชายแดนและกองทัพ พร้อมทั้งเพิ่มหนี้ของรัฐบาลกลางอีกประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ จากระดับปัจจุบันที่ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์
“นี่คือตัวแทนสูงสุดของนโยบายของเรา” ทรัมป์กล่าวในงานที่มีคนขับรถบรรทุก นักดับเพลิง เกษตรกร และแรงงานอีกจำนวนหนึ่งที่รัฐบาลระบุว่าจะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าสภาจะสามารถลงมติก่อนวันชาติสหรัฐ ในวันที่ 4 กรกฎาคม ตามที่เขาต้องการ ทรัมป์ตอบว่า “เราก็หวังเช่นนั้น”
อย่างไรก็ตามพรรครีพับลิกันในวุฒิสภายังไม่มีร่างกฎหมายฉบับของตนเอง และมีแนวโน้มว่าการลงมติอาจล่าช้าออกไป หลังจากที่ผู้ตรวจสอบอิสระของวุฒิสภาตัดสินว่าบางมาตราของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะมาตราตัดลดงบประมาณด้านสาธารณสุข มูลค่ารวมกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ เข้าข่ายผิดกระบวนการทางกฎหมายที่พรรครีพับลิกันกำลังใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการคัดค้านจากพรรคเดโมแครต
พรรคเดโมแครตแสดงท่าทีคัดค้านอย่างแข็งขัน โดยมองว่าร่างกฎหมายนี้เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้คนร่ำรวยโดยเปล่าประโยชน์
ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาผู้แทนฯ มาแล้วด้วยคะแนนเฉียดฉิว โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาประเมินว่าจะเพิ่มหนี้สหรัฐราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า และตัวเลขจะพุ่งเป็น 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ หากรวมดอกเบี้ยด้วย
ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าพรรครีพับลิกันจะเลือกแก้ไขเนื้อหากฎหมายให้สอดคล้องกับกระบวนการงบประมาณ หรือจะพยายามคว่ำคำวินิจฉัยของผู้ตรวจสอบอิสระริค สก็อตต์ ส.ว. พรรครีพับลิกันจากรัฐฟลอริดา กล่าวว่า “มันค่อนข้างน่าหงุดหงิด แต่เราต้องทำงานให้ผ่านและหาทางที่ตอบโจทย์วาระของทรัมป์ และยังคงมีความรับผิดชอบทางการคลัง”
ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นหัวใจของนโยบายภายในประเทศของทรัมป์ ทั้งการขยายเวลาลดภาษีปี 2560 เพิ่มงบปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย ยกเลิกสิทธิประโยชน์ด้านพลังงานสะอาด และจำกัดโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้านอาหารและสุขภาพ ซึ่งนักวิเคราะห์อิสระเตือนว่าจะทำให้เกิดการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนรุ่นใหม่ไปสู่ผู้สูงอายุ
แม้ทรัมป์ต้องการให้สภาผ่านกฎหมายก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเผชิญเส้นตายสำคัญกว่านั้นในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ คือ ต้องปรับเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ที่สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ
แม้พรรครีพับลิกันคุมทั้งสองสภา แต่ไม่สามารถเสียคะแนนเสียงได้เกิน 3 คะแนนในแต่ละสภา ขณะนี้ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับมาตราการบางส่วน เช่น การลดหย่อนภาษีรัฐและท้องถิ่น และการเก็บภาษีจากผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขในบางรัฐที่ใช้กลไกนี้เพื่อเพิ่มเงินสมทบของรัฐบาลกลางในโครงการเมดิเคด
นักวิจารณ์มองว่าการเก็บภาษีผู้ให้บริการฯ เป็น “กลเม็ดทางบัญชี” ที่ทำให้ต้นทุนเมดิเคดสูงเกินจริง ขณะที่โรงพยาบาลในชนบทและหน่วยบริการสุขภาพอื่น ๆ เตือนว่าหากมีการตัดงบดังกล่าว อาจทำให้ต้องลดขนาดกิจการหรือปิดตัวลง ประเด็นภาษีนี้ รวมถึงมาตราการด้านสุขภาพและการศึกษาบางส่วน ถูกผู้ตรวจสอบอิสระของวุฒิสภาตัดสินว่าอยู่นอกขอบเขตของกระบวนการพิจารณากฎหมาย
“นี่ถือเป็นโอกาสที่จะแก้กฎหมายให้ถูกต้อง และปกป้องโรงพยาบาลในชนบท” ส.ว. จอช ฮอว์ลีย์ พรรครีพับลิกันจากรัฐมิสซูรี กล่าว
นอกจากนี้ยังมีมาตราการที่ถูกตัดออก เช่น การปฏิเสธเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาและสุขภาพให้ผู้อพยพบางกลุ่ม และข้อห้ามการใช้เงินเมดิเคดกับการดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ทั้งนี้ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา จอห์น ธูน ยืนยันว่าพรรคจะไม่พยายามล้มคำวินิจฉัยของผู้ตรวจสอบอิสระในครั้งนี้
อ้างอิง : www.reuters.com