โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตรัง เอกชนผวา สหรัฐฯฟันกำแพงภาษี 36% จ่อเห็นรง.ปิด-คนตกงาน แนะเลิกหวังรัฐ รีบปรับตัวก่อนชินกับความพัง

77kaoded

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.22 น. • 77Kaoded

ตรัง รองประธานสภาอุตฯใต้เตือนแรง ไทยเสียเปรียบเวียดนาม-มาเลฯ หลังสหรัฐฯตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีสินค้าส่งออกไทยสูงถึง 36% ชี้ผลกระทบระยะยาวหนักแน่ เหตุไทยต้นทุนสูง-ไร้เสน่ห์ทางการค้า ซ้ำร้ายยังต้องเจอสินค้าจีนราคาถูกทะลักตลาด วอนเอกชนเร่งปรับตัว เลิกพึ่งรัฐก่อนวิกฤตซ้ำซ้อน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นายบุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัทตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) หรือ TRS และ รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ กล่าวกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคาะกำแพงภาษีส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯที่ 36% หลังตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าเจรจา ว่า กำแพงภาษี 36% น่าจะเป็นอัตราที่สูงที่สุดในอาเซียน ในแง่ผลกระทบในระยะสั้นอาจไม่ส่งผลเท่าไหร่ แต่จะส่งผลกระทบในระยะยาว เพราะประเทศในอาเซียนที่เป็นคู่แข่งของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ คือ เวียดนาม โดยเวียดนามเจรจาสำเร็จโดยเหลือกำแพงภาษีส่งออกไปสหรัฐฯเพียง 20% และเวียดนามยังกล้าแลกด้วยการลดภาษีสินค้าของสหรัฐฯที่นำเข้าไปยังเวียดนามที่ 0% ซึ่งสิ่งนี้จะกระทบกับไทยโดยตรง เพราะต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าเวียดนามเยอะในแง่การแข่งขันในตลาดอเมริกา เพราะสินค้าไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทำให้เกิดปัญหาใหญ่คือ สหรัฐฯมีตัวเลือกในการซื้อสินค้าที่ถูกกว่า นอกจากนี้เรายังมีคู่แข่งอย่างมาเลเซียที่ได้กำแพงภาษีที่ 25% ซึ่งทั้งเวียดนามและมาเลเซียได้กำแพงภาษีที่ต่ำกว่าไทย ดังนั้นต่อไปทั้ง 2 ประเทศนี้จะเข้ามาแย่งตลาดสหรัฐฯจากไทยไปมากพอสมควร ถือเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก เพราะสินค้าไม่ต่างจากไทย แต่ต้นทุนของไทยสูงกว่า

นายบุญชู กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามยังหวังว่ารัฐบาลไทยจะปรับตัวได้และมีการเจรจาเพิ่มเติมในรายละเอียดบางอย่างก่อน กำหนดเริ่มกำแพงภาษี 36% ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ แต่สถานการณ์ขณะนี้คิดว่าเราจะไม่สามารถดีลได้ต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว เชื่อว่าตอนนี้สหรัฐฯไม่ได้มองไทยดีไปกว่าเวียดนาม ดังนั้นโอกาสที่เราจะได้ลดกำแพงภาษีต่ำลงอีกในรายละเอียดคงน้อยมาก และตราบใดที่นายโดนัลทรัมป์ ยังอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นอีกเมื่อไหร่ ขณะที่ในการเจรจาเวียดนามใจถึงกว่าเรา แถมไทยก็ต้องเหยียบ 2 ขา เพราะตลาดใหญ่คือจีน ขณะที่ตลาดที่ทำกำไรมากที่สุดคือสหรัฐฯ ในปัจจุบันไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯประมาณ 1ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งสหรัฐฯมองว่าสูง จึงเอาคืนด้วยสงครามการค้ารอบนี้ จากตัวเลขกำแพงภาษีที่ไทยได้รับสะท้อนว่าสหรัฐฯไม่ได้สนใจไทยเท่าไหร่ หรือแม้แต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ยังโดนกำแพงภาษีถึง 25% ที่สำคัญไทยไม่ได้มีเสน่ห์อะไรมากถึงขนาดดึงดูดให้มองว่าเราสำคัญ เราต้องยอมรับความจริง อย่าคิดเองเออเอง ตัวเลข 36%ที่เราได้รับ เราเหนื่อยแน่นอน เสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามกว่า 16%ถือเป็นส่วนต่างที่มหาศาล หนทางที่รัฐบาลจะทำได้นอกจากพยายามเจรจาต่อให้สหรัฐฯลดกำแพงภาษีอีก รัฐบาลจะต้องหาหนทางทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยถูกลงกว่านี้ หรือทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่เขาขาดไม่ได้

นายบุญชูกล่าวว่า ส่วนแนวคิดในการขยายฐานสินค้าเกษตรไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มเพิ่มดุลการค้า เป็นเรื่องยาก เพราะมูลค่าสินค้าเกษตรเทียบไม่ได้เลยกับสินคาเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีมูลค่าแพงมาก เช่น เครื่องบินรบลำหนึ่ง จะต้องนำข้าวเท่าไหร่ไปแลก สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงตึงได้เปรียบดุลการค้าอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีการเกษตรของสหรัฐฯก้าวหน้ากว่าเรามาก ผลผลิตต่อหน่วยเทียบกันไม่ได้เลย ดังนั้นเราควรพัฒนายกระดับในเรื่องที่เราเชี่ยวชาญ อาทิ การท่องเที่ยว เป็นต้น เพราะเรามีความได้เปรียบในงานบริการ แต่อย่าอื่นเราเสียเปรียบหมด ประเทศคู่แข่งก็กำลังหนีทิ้งห่างเราไปอีก รัฐบาลจึงต้องเข้ามาส่งเสริมพัฒนาอย่างจริงจังในเรื่องการศึกษาวิจัย ตลอดจนยกระดับการผลิตสินค้าให้เป็นสินค้าขั้นสูงที่มีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น ปาล์ม ยางพารา ไม้ยางพารา ทุกวันนี้ยังไม่ขยับขึ้นไปจากสินค้าพื้นฐาน โดยเฉพาะยางพารามีมาเป็นร้อยปีแล้ว เรายังส่งออกสินค้าต้นน้ำที่เป็นเพียงวัตถุดิบเหมือนเดิม การส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของภาครัฐโดยตรง และรัฐบาลควรหาตลาดใหม่ๆที่น่าสนใจ เช่น จีน ตะวันออกกลาง แอฟริกา ที่มีกำลังซื้อ เป็นต้น

“36%ที่เราได้รับว่า ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯต้องปรับตัวเยอะ ซึ่งทุกคนคงต้องดิ้นรถด้วยการหาตลาดใหม่ๆที่กระทบน้อยกว่าซึ่งก็ยาก และอีกปัญหาใหญ่คือสินค้าจากจีนจะเริ่มทะลักเข้ามาในราคาถูกกว่าสินค้าไทยแน่นอน มีคนพูดกันว่ากางเกงยีนส์ของจีนราคาแค่ตัวละ 50บาทนั้น เราจะสู้ได้แค่ไหน เพราะต้นทุนเราสู้ไม่ได้เลย ซึ่งเราต้องเตรียมรับมือกันให้ดี ซึ่งตอนนี้รัฐบาลควรเริ่มเตรียมมาตรการรับมือได้แล้ว ซึ่งเอกชนทุกวันนี้เราก็ต้องพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด ปรับปรุงระบบการผลิต พัฒนาสินค้า อย่าไปหวังพึ่งรัฐบาล เพราะเห็นได้ว่ารัฐบาลเองก็กำลังมีปัญหา ถ้ามัวแต่รอภาครัฐ การตอบสนองต่างๆช้า คงจะไม่ทันการ เพราะที่ผ่านมาเรารอมาตรการภาครัฐมาหลายครั้งแล้ว ช้ามากกว่าจะออกมาสักมาตรการ ขณะที่เอกชนเองรวดเร็วกว่าเยอะในการพลิกเกมต่อสถานการณ์ แต่เราก็ร่วมมือกับรัฐเพื่อสนับสนุนการเจรจา แต่ถ้าไม่มีอะไรที่ดีขึ้นไปกว่านี้ เราก็ต้องทำใจ เพราะต่อจากนี้เราก็จะชินไปเองในอีก 3 เดือนนี้ ที่จะมีคนตกงานมากขึ้น โรงงานปิดตัวลง”นายบุญชูกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...