คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมไร้ความรับผิดชอบ รัฐล้มเหลว และรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด
สังคมไร้ความรับผิดชอบ รัฐล้มเหลว
และรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด
ข้อเขียน “ประเทศที่ทำผิดแค่ไหน ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น” จากเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 12.23 น. เป็นโพสต์ที่ได้ผ่านตาผู้สนใจการเมืองไม่ว่าจะฝั่งไหนสีใดมากที่สุด
แม้ภายหลังจะมีโพสต์ประเภท “ตามกระแส” แนวๆ ว่าด้วยความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐและการบังคับใช้กฎหมาย ความไม่ต้องรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายการเมือง ยาวไปจนถึงบทวิเคราะห์ว่าด้วยรัฐล้มเหลว หรือประเทศอันล่มสลาย Why nation fail อะไรทำนองนี้จะไม่ได้มีคุณภาพอะไรนักไม่ว่าจะในด้านข้อมูลหรือชั้นเชิงการเขียน
แต่สำหรับโพสต์ต้นเรื่องจริงๆ ของคุณวิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” นั้น ก็เป็นโพสต์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งในเชิงของการเขียน การยกตัวอย่าง ข้อมูล ซึ่งนั่นทำให้โพสต์ดังกล่าวมี “น้ำหนัก” และ “แรงกระเพื่อม” ในหมู่ผู้สนใจการเมืองไม่ว่าจะฝั่งฝ่ายไหน
โพสต์ดังกล่าวเริ่มต้นที่ผู้เขียนเกริ่นนำเรื่องการเลี้ยงและสั่งสอนลูกสาววัย 5 ขวบ ของเขาให้รู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง โดยหวังให้เธอเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเคารพกฎเกณฑ์สังคม ไม่ละเมิดกฎหมายและกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ แต่ถึงกระนั้น “สภาพความเป็นจริง” ที่เห็นในสังคมไทยในช่วงเวลานี้ ก็ดูขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเขา และเอาเข้าจริงก็คือพ่อแม่ส่วนใหญ่นั่นแหละพยายามปลูกฝังให้ลูก
เพราะประเทศนี้เต็มไปด้วยการกระทำผิดหรือก่อความเสียหายโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากผู้กระทำสามารถต่อเชื่อมตัวเองเข้าสู่ “อำนาจ” บางขั้วบางกลุ่มได้ ในขณะที่สุจริตชนหากเป็นฝ่ายโดนกระทำ ก็ต้องยอมรับและไปจัดการความรู้สึกเอาเอง อย่างหวังจะเรียกร้องความรับผิดจากฝ่ายผู้กระทำได้
คุณ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” ยกตัวอย่างกรณี ตึก สตง.ถล่มลงมา ท่ามกลางหลักฐานต่างๆ มากมาย ว่าการก่อสร้างไปจนถึงการอนุมัติตัวผู้รับจ้างนั้นเต็มไปด้วยเรื่องผิดปกติส่อว่าทุจริต แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบใดๆ แม้แต่ฝ่ายเดียว เรื่องผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดหนึ่งแต่งตั้งคนจีนเป็นที่ปรึกษา แม้ในที่สุดจะยกเลิกคำสั่งไป แต่ตัวผู้แต่งตั้งก็ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบหรือชี้แจงอะไร
ตามด้วยปัญหาการใช้งบประมาณที่ดูไม่เป็นประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคม และเรื่องถนนพระราม 2 ที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นถนนที่พร้อมจะสุ่มความตายให้แก่ใครก็ตามที่ต้องผ่านเส้นทางนั้น แน่นอนว่าก็ไม่มีใครรับผิดชอบอะไรจริงจังหรือถูกลงโทษใดๆ
ย้อนไปถึงคดีอาชญากรจีน “ตู้ห่าว” ที่มาอาศัยประเทศไทยทำผิดกฎหมายให้คนจีนมามั่วสุมทำผิดกฎหมายกันในไทย ทั้งค้ายาเสพติด ฟอกเงิน จนเป็นเครือข่ายธุรกิจสีดำที่หมุนเวียนหลักพันล้าน แต่เมื่อถูกจับได้และคดีขึ้นสู่ชั้นศาลกลับกลายเป็นว่าศาลยกฟ้องด้วยเหตุว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการเอาผิด
นอกจากนี้ ก็มีกรณีปลีกย่อยอื่นๆ อีกที่แสดงให้เห็นภาพที่ชวนหดหู่ว่าประเทศไทยในเวลานี้ คนทำผิดที่มีอำนาจบางอย่างหนุนหลังนั้นไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
ต่อให้มีส่วนจริงอยู่บ้างที่บรรดาผู้สนับสนุนรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าคนที่เขียนหรือแชร์โพสต์พวกนี้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยพวกสลิ่มเก่าและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีส้ม รวมถึงความพยายามขุดคุ้ย “ประวัติทางการเมือง” ของตัวผู้เขียนด้วย แต่การจะไปดูเบาหรือปัดข้อเขียนนี้ทิ้งไปโดยติดฉลากว่าเป็นแค่ข้อเขียนของคนที่ไม่ชอบรัฐบาลโดยไม่ใส่ใจอะไร ก็คงไม่ใช่การตอบโต้ที่ดีนัก
เพราะต้องไม่ลืมว่า บทความนี้ถูกกดแสดงความรู้สึกไปแล้วเกือบ 9 แสนครั้ง และถูกแชร์ออกไปเกือบ 7 แสนโพสต์ ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ข้อเขียนนี้ “กระทบใจ” ผู้คนจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้งแม้จะไม่ต้องเป็นกลางหรือมีวิจารณญาณอะไรก็ได้ เอาแค่ระดับสติดีปัญญาไม่พร่อง อ่านแล้วก็จะพบว่าแทบไม่มีอะไรไปเถียงผู้เขียนได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องที่พวกเราไม่ว่าจะฝั่งไหนสีใดต่างก็รู้สึกตรงกันทั้งสิ้น เพียงแต่จะตอบสนองออกมาอย่างไรก็เท่านั้น
อันที่จริงแล้วผู้เขียนโพสต์นั้นเองก็เห็นว่า “ต้นตอ” สำคัญของการที่ประเทศตกอยู่ในสภาวะไร้ความรับผิดชอบนั้น เนื่องมาจากการ “รัฐประหาร” ของ คสช.ในปี 2557 และรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 ที่เพิ่มและขยายอำนาจขององค์กรอิสระและองค์กรนอกการควบคุมของรัฐบาลอื่นๆ ไปจนล้นเกิน อย่างที่ไม่มีใครทัดทานตรวจสอบได้ แม้แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น ประชาชนยังสามารถเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.นี้ได้ปิดช่องทางดังกล่าวแล้ว และปฏิเสธไม่ได้ว่า “องค์กรอิสระ” ทั้งหลายที่ใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบจากใครเลยนั้นเป็นต้นตอของปัญหาสำคัญในทางการเมือง
ข้อเท็จจริงอีกส่วนที่ไม่ได้อยู่ในข้อเขียน คือหากไล่ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของปัญหาเหล่านั้น เช่นการเข้ามามีอำนาจของ “ทุนจีน” ตั้งแต่สีเทาไปถึงสีดำ ผูกขาดกินรวบจนเกิดความเสียหายในสังคมและประเทศไทยหลายต่อหลายด้านที่รวมถึงตึกของ สตง.ด้วยนั้น เกิดและเติบโตขึ้นอย่างมากในยุคเผด็จการ คสช. ทั้งช่วงที่ใช้อำนาจของรัฐบาลคณะรัฐประหารเต็มรูปแบบ และรัฐบาลสืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการรัฐสภา
แม้หลายเรื่องรัฐบาลนี้ได้แสดงความพยายามแก้ไขให้เห็นแล้ว แต่ก็เหมือนจะเพียงแก้ไขทุเลาได้บางส่วนเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ผู้ติดตามการเมืองที่มีประสบการณ์และไม่ไร้เดียงสาจนเกินไป ไม่ว่าจะชอบหรือชังฝ่ายไหนสีใด ก็คงจะพอเห็นได้ว่า “รัฐบาล” ปัจจุบันนั้น ไม่ได้มีอำนาจอย่างเต็มที่
เมื่อพิจารณาจากอำนาจตามความเป็นจริงแล้วเหมือนต้องยอมรับว่า “รัฐบาล” ที่มีที่มาจากประชาชนเลือกผ่านการเลือกตั้งนั้นยังต้องบริหารประเทศภายใต้ “กรอบจำกัด” แห่งการ “ได้รับอนุญาต” ให้มาเป็นรัฐบาล
โดยผู้มีอำนาจที่ออกใบ “อนุญาต” นั้นเป็นกลุ่มก้อนคลุมเครือของอำนาจเชิงจารีต กองทัพ เครือข่ายราชการ และทุนรายใหญ่
เรื่องหนึ่งที่บ่งชี้และสดร้อนที่สุด คือกรณีที่กองทัพโดย กอ.รมน. ไปแจ้งความดำเนินคดีความมั่นคงกับศาสตราจารย์พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน โดยอาศัยหลักฐานและข้อกล่าวหาที่คลุมเครือ
การดำเนินคดีดังกล่าวในช่วงที่ทั่วโลกกำลังระส่ำระสายเพราะมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นฝ่ายชาตินิยมขวาจัด และทางการของไทยได้พยายามตั้งทีมผู้มีความรู้และประสบการณ์เข้าไปเจรจานั้นไม่ต่างจากการเล่นเกมยั่วยุผู้เล่นหัวร้อนที่ตัวใหญ่กว่าแบบซึ่งหน้า
ส่งผลให้การเจรจาของฝ่ายไทยถูกเลื่อนยาวไปโดยไม่มีกำหนด โดยทุกฝ่ายเชื่อว่าการดำเนินคดีกับศาสตราจารย์พอลนั้นมีส่วนกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย ในที่สุดเรื่องก็คลี่คลายลงด้วยการที่ฝ่ายอัยการยุติคดีด้วยการสั่งไม่ฟ้อง โดยไม่ได้ให้เหตุผลอันชัดเจนไว้
ทั้งที่ตามหลักการแล้ว “กองทัพ” ควรถือเป็นองคาพยพหนึ่งของ “รัฐบาล” แต่กลับทำอะไรที่อาจจะเป็นโทษกับการดำเนินงานสำคัญของรัฐบาล โดยที่ฝ่ายรัฐบาลเองไม่สามารถกลั่นกรองหรือหยุดยั้งได้ ก็พอจะแสดงถึง “ขอบจำกัด” แห่งอำนาจตามความเป็นจริงของรัฐบาลนี้ และข่าวร้ายกว่าคืออาจจะหมายถึงรัฐบาลทุกชุดหลังจากนี้ด้วยซ้ำ
นอกจากกองทัพและฝ่ายความมั่นคงแล้ว ยังต้องรวมถึงฝ่ายอำนาจจารีตอื่นๆ เช่นเครือข่ายอำนาจราชการอย่างองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐอันเป็นอิสระที่นอกจากจะไม่ต้องทำงานให้สอดคล้องกับรัฐบาลแล้ว ยังอาจจะขัดขวางไปจนถึงล้มเลิกเพิกถอนรัฐบาลเลยก็ยังได้ นอกจากนั้น ก็ยังมีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลต้องไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ด้วย
แม้สำหรับฝ่ายที่เข้าข้างหรือพอจะเห็นใจและยอมรับใน “ข้อจำกัดทางอำนาจ” ของรัฐบาลนี้ก็ตาม แต่การที่ขอบเขตของพื้นที่ “กลุ่มอำนาจพิเศษ” ซึ่งอำนาจรัฐไม่อาจแตะต้องได้ดูจะมองหาจุดแบ่งแดนไม่เจอเอาเสียเลย ก็ทำให้รู้สึกใจเสียไปไม่น้อย
ถ้าไม่นับผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างจริงจังแล้ว ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ที่เชียร์พรรคก้าวไกลที่ยอมรับกับการกระทำที่ผู้สนับสนุนพรรคที่ต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนเรียกว่าการ “ตระบัดสัตย์” ได้ หรือไม่เห็นด้วยว่านับเป็นการตระบัดสัตย์ด้วยซ้ำ
นั่นก็เพราะว่าพวกเขาคิดว่า อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นแกนนำรัฐบาล และแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอย่างน้อยมันก็ตอบสนองเจตจำนงขั้นต่ำที่สุดที่ไม่อยากจะให้ผู้ร่วมทำรัฐประหาร คสช.นั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หรือผลัดเปลี่ยนกันมาเป็นอีกสมัย ซึ่งการปล่อยให้เจตจำนงดังกล่าวเสียไปนั้นต่างหากที่ถือเป็นเรื่องที่ควรขอโทษประชาชนที่อุตส่าห์ไปเลือกตั้งลงคะแนนให้อดีตแกนนำฝ่ายค้ายทั้งสองพรรคแต่ถึงอย่างนั้น หากสถานการณ์อันขาดไร้นิติรัฐและความรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมายโดยฝ่ายที่ต่อเชื่อมไปยังบางขั้วอำนาจยังดำรงอยู่ โดยแทบจะหาเส้นกรอบขอบเขตไม่ได้ว่าตรงไหนกันแน่คือแดนอำนาจที่รัฐบาลนี้ไม่อาจก้าวล่วงไปถึง
นานไปก็อาจจะบั่นทอนจิตใจฝ่ายที่พยายามเข้าใจรัฐบาลลงไปทุกทีว่า แล้วถ้ารัฐบาลจะจำกัดอำนาจตัวเอง
และปล่อยให้มีอำนาจอื่นย่ำยีระบอบนิติรัฐและขื่อแปบ้านเมืองอยู่เช่นนี้ อย่างนั้นเราจะยังมีรัฐบาลที่เราเลือกตั้งเข้าไปไว้เพื่ออะไร
ซึ่งถ้าย้อนกลับไปที่ข้อเขียนต้นทางของคุณ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” จะเห็นว่าปัญหาหลายเรื่อง มันยังมีส่วนของขอบเขตที่รัฐบาลพอจะเข้าไปทำอะไรเพื่อบังคับใช้กฎหมายและหาคนที่ต้องรับผิดชอบมารับผิดชอบได้อยู่
เช่นคดี “ตู้ห่าว” ที่แม้จะก้าวล่วงคำพิพากษาของศาลไม่ได้ แต่รัฐบาลก็ยังมีอำนาจเหนือตำรวจพอที่จะสอบสวนได้ว่าแล้วทำไมบรรดาหลักฐานทั้งหลายที่พบในการจับกุมทั้งยาเสพติดและทรัพย์สินที่อาจจะมาจากการกระทำความผิดหรือฟอกเงินนั้น ถึงไม่สามารถมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ รวมถึงอาจจะยังพอ “ขอความร่วมมมือ” กับทางอัยการในการสู้คดีต่อไปในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้รัดกุมขึ้นไปได้
เรื่องตึก สตง.นั้น แม้การกำกับดูแลองค์กรอิสระนั้นจะอยู่นอกเหนือระยะอ้อมแขนการใช้อำนาจของรัฐบาล แต่มันก็น่าจะมีความผิดทางอาญาหรือทางปกครองที่พอจะเอาผิดต่อผู้เกี่ยวข้องในกรณีที่มีหลักฐานชี้ว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบได้บ้าง
ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสำนักงานประกันสังคม การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งที่ปรึกษาเป็นคนจีน และถนนสุ่มตายพระรามสองนั้น ก็น่าจะอยู่ในขอบเขตอำนาจที่รัฐบาลจะจัดการได้ หากแกนนำรัฐบาลจะมองข้าม “มารยาททางการเมือง” หรือยอมเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเมืองเพื่อเข้าไปจัดการให้ประชาชนได้เห็น ว่าอย่างน้อยแม้จะทำบางเรื่องจะสุดเขตที่ทำไม่ได้ แต่สำหรับเรื่องที่ทำได้ รัฐบาลก็พยายามทำอย่างเต็มที่
เพื่อให้ “ขอบเขตอำนาจ” ที่รัฐบาลเอื้อมเข้าไปจัดการไม่ได้นั้นเหลือน้อยที่สุดและชัดเจนที่สุดว่าหมายถึงเรื่องอะไรของกลุ่มอำนาจใดบ้าง
หากการนั้นจะทำให้รัฐบาลเสียเปรียบทางการเมืองหรือแม้แต่สูญเสียอำนาจการเป็นรัฐบาลแล้ว อาจจะต้องไปวัดใจประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องอยากเห็นสังคมที่ดี ประเทศชาติที่ดีมีนิติรัฐ ใครทำอะไรผิดหรือก่อความเสียหายให้สังคมและประชาชนนั้นต้องถูกลงโทษหรือมีความรับผิดชอบแล้วว่า เมื่อรัฐบาลที่แม้ว่าตัวเองจะไม่ชอบหน้า แต่ถ้ารัฐบาลนั้นได้ใช้ความพยายามทำอะไรให้อย่างที่ต้องการแล้วเป็นภัย “ประชาชน” จะออกมาเป็นกระแสหนุนช่วยรัฐบาลบ้างหรือไม่
ถ้าถึงตอนนั้นก็ยังเงียบยังนิ่ง ปล่อยรัฐบาลที่ตัวไม่ชอบหน้าต้องรับภัยหรือเสียอำนาจทางการเมืองไปเพราะดันไปแตะต้องอำนาจอันไร้ความรับผิดชอบ โดยที่ไม่หืออือหรือออกมาช่วยปกป้อง
คราวต่อไปถ้ามีข้อเขียนประเภททำไมประเทศนี้ถึงไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรแบบนี้อีก อย่างน้อยผู้คนฝั่งที่สนับสนุนรัฐบาลในวันนี้ก็จะได้ถ่มถุยใส่ข้อเขียนหล่อเท่แบบนั้นได้เต็มปาก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมไร้ความรับผิดชอบ รัฐล้มเหลว และรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th