โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมไร้ความรับผิดชอบ รัฐล้มเหลว และรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 07.54 น.

สังคมไร้ความรับผิดชอบ รัฐล้มเหลว
และรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด

ข้อเขียน “ประเทศที่ทำผิดแค่ไหน ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น” จากเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 12.23 น. เป็นโพสต์ที่ได้ผ่านตาผู้สนใจการเมืองไม่ว่าจะฝั่งไหนสีใดมากที่สุด

แม้ภายหลังจะมีโพสต์ประเภท “ตามกระแส” แนวๆ ว่าด้วยความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐและการบังคับใช้กฎหมาย ความไม่ต้องรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายการเมือง ยาวไปจนถึงบทวิเคราะห์ว่าด้วยรัฐล้มเหลว หรือประเทศอันล่มสลาย Why nation fail อะไรทำนองนี้จะไม่ได้มีคุณภาพอะไรนักไม่ว่าจะในด้านข้อมูลหรือชั้นเชิงการเขียน

แต่สำหรับโพสต์ต้นเรื่องจริงๆ ของคุณวิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” นั้น ก็เป็นโพสต์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งในเชิงของการเขียน การยกตัวอย่าง ข้อมูล ซึ่งนั่นทำให้โพสต์ดังกล่าวมี “น้ำหนัก” และ “แรงกระเพื่อม” ในหมู่ผู้สนใจการเมืองไม่ว่าจะฝั่งฝ่ายไหน

โพสต์ดังกล่าวเริ่มต้นที่ผู้เขียนเกริ่นนำเรื่องการเลี้ยงและสั่งสอนลูกสาววัย 5 ขวบ ของเขาให้รู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง โดยหวังให้เธอเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเคารพกฎเกณฑ์สังคม ไม่ละเมิดกฎหมายและกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ แต่ถึงกระนั้น “สภาพความเป็นจริง” ที่เห็นในสังคมไทยในช่วงเวลานี้ ก็ดูขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเขา และเอาเข้าจริงก็คือพ่อแม่ส่วนใหญ่นั่นแหละพยายามปลูกฝังให้ลูก

เพราะประเทศนี้เต็มไปด้วยการกระทำผิดหรือก่อความเสียหายโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากผู้กระทำสามารถต่อเชื่อมตัวเองเข้าสู่ “อำนาจ” บางขั้วบางกลุ่มได้ ในขณะที่สุจริตชนหากเป็นฝ่ายโดนกระทำ ก็ต้องยอมรับและไปจัดการความรู้สึกเอาเอง อย่างหวังจะเรียกร้องความรับผิดจากฝ่ายผู้กระทำได้

คุณ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” ยกตัวอย่างกรณี ตึก สตง.ถล่มลงมา ท่ามกลางหลักฐานต่างๆ มากมาย ว่าการก่อสร้างไปจนถึงการอนุมัติตัวผู้รับจ้างนั้นเต็มไปด้วยเรื่องผิดปกติส่อว่าทุจริต แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบใดๆ แม้แต่ฝ่ายเดียว เรื่องผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดหนึ่งแต่งตั้งคนจีนเป็นที่ปรึกษา แม้ในที่สุดจะยกเลิกคำสั่งไป แต่ตัวผู้แต่งตั้งก็ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบหรือชี้แจงอะไร

ตามด้วยปัญหาการใช้งบประมาณที่ดูไม่เป็นประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคม และเรื่องถนนพระราม 2 ที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นถนนที่พร้อมจะสุ่มความตายให้แก่ใครก็ตามที่ต้องผ่านเส้นทางนั้น แน่นอนว่าก็ไม่มีใครรับผิดชอบอะไรจริงจังหรือถูกลงโทษใดๆ

ย้อนไปถึงคดีอาชญากรจีน “ตู้ห่าว” ที่มาอาศัยประเทศไทยทำผิดกฎหมายให้คนจีนมามั่วสุมทำผิดกฎหมายกันในไทย ทั้งค้ายาเสพติด ฟอกเงิน จนเป็นเครือข่ายธุรกิจสีดำที่หมุนเวียนหลักพันล้าน แต่เมื่อถูกจับได้และคดีขึ้นสู่ชั้นศาลกลับกลายเป็นว่าศาลยกฟ้องด้วยเหตุว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการเอาผิด

นอกจากนี้ ก็มีกรณีปลีกย่อยอื่นๆ อีกที่แสดงให้เห็นภาพที่ชวนหดหู่ว่าประเทศไทยในเวลานี้ คนทำผิดที่มีอำนาจบางอย่างหนุนหลังนั้นไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

ต่อให้มีส่วนจริงอยู่บ้างที่บรรดาผู้สนับสนุนรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าคนที่เขียนหรือแชร์โพสต์พวกนี้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยพวกสลิ่มเก่าและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีส้ม รวมถึงความพยายามขุดคุ้ย “ประวัติทางการเมือง” ของตัวผู้เขียนด้วย แต่การจะไปดูเบาหรือปัดข้อเขียนนี้ทิ้งไปโดยติดฉลากว่าเป็นแค่ข้อเขียนของคนที่ไม่ชอบรัฐบาลโดยไม่ใส่ใจอะไร ก็คงไม่ใช่การตอบโต้ที่ดีนัก

เพราะต้องไม่ลืมว่า บทความนี้ถูกกดแสดงความรู้สึกไปแล้วเกือบ 9 แสนครั้ง และถูกแชร์ออกไปเกือบ 7 แสนโพสต์ ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ข้อเขียนนี้ “กระทบใจ” ผู้คนจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งแม้จะไม่ต้องเป็นกลางหรือมีวิจารณญาณอะไรก็ได้ เอาแค่ระดับสติดีปัญญาไม่พร่อง อ่านแล้วก็จะพบว่าแทบไม่มีอะไรไปเถียงผู้เขียนได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องที่พวกเราไม่ว่าจะฝั่งไหนสีใดต่างก็รู้สึกตรงกันทั้งสิ้น เพียงแต่จะตอบสนองออกมาอย่างไรก็เท่านั้น

อันที่จริงแล้วผู้เขียนโพสต์นั้นเองก็เห็นว่า “ต้นตอ” สำคัญของการที่ประเทศตกอยู่ในสภาวะไร้ความรับผิดชอบนั้น เนื่องมาจากการ “รัฐประหาร” ของ คสช.ในปี 2557 และรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 ที่เพิ่มและขยายอำนาจขององค์กรอิสระและองค์กรนอกการควบคุมของรัฐบาลอื่นๆ ไปจนล้นเกิน อย่างที่ไม่มีใครทัดทานตรวจสอบได้ แม้แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น ประชาชนยังสามารถเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.นี้ได้ปิดช่องทางดังกล่าวแล้ว และปฏิเสธไม่ได้ว่า “องค์กรอิสระ” ทั้งหลายที่ใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบจากใครเลยนั้นเป็นต้นตอของปัญหาสำคัญในทางการเมือง

ข้อเท็จจริงอีกส่วนที่ไม่ได้อยู่ในข้อเขียน คือหากไล่ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของปัญหาเหล่านั้น เช่นการเข้ามามีอำนาจของ “ทุนจีน” ตั้งแต่สีเทาไปถึงสีดำ ผูกขาดกินรวบจนเกิดความเสียหายในสังคมและประเทศไทยหลายต่อหลายด้านที่รวมถึงตึกของ สตง.ด้วยนั้น เกิดและเติบโตขึ้นอย่างมากในยุคเผด็จการ คสช. ทั้งช่วงที่ใช้อำนาจของรัฐบาลคณะรัฐประหารเต็มรูปแบบ และรัฐบาลสืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการรัฐสภา

แม้หลายเรื่องรัฐบาลนี้ได้แสดงความพยายามแก้ไขให้เห็นแล้ว แต่ก็เหมือนจะเพียงแก้ไขทุเลาได้บางส่วนเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ผู้ติดตามการเมืองที่มีประสบการณ์และไม่ไร้เดียงสาจนเกินไป ไม่ว่าจะชอบหรือชังฝ่ายไหนสีใด ก็คงจะพอเห็นได้ว่า “รัฐบาล” ปัจจุบันนั้น ไม่ได้มีอำนาจอย่างเต็มที่

เมื่อพิจารณาจากอำนาจตามความเป็นจริงแล้วเหมือนต้องยอมรับว่า “รัฐบาล” ที่มีที่มาจากประชาชนเลือกผ่านการเลือกตั้งนั้นยังต้องบริหารประเทศภายใต้ “กรอบจำกัด” แห่งการ “ได้รับอนุญาต” ให้มาเป็นรัฐบาล

โดยผู้มีอำนาจที่ออกใบ “อนุญาต” นั้นเป็นกลุ่มก้อนคลุมเครือของอำนาจเชิงจารีต กองทัพ เครือข่ายราชการ และทุนรายใหญ่

เรื่องหนึ่งที่บ่งชี้และสดร้อนที่สุด คือกรณีที่กองทัพโดย กอ.รมน. ไปแจ้งความดำเนินคดีความมั่นคงกับศาสตราจารย์พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน โดยอาศัยหลักฐานและข้อกล่าวหาที่คลุมเครือ

การดำเนินคดีดังกล่าวในช่วงที่ทั่วโลกกำลังระส่ำระสายเพราะมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นฝ่ายชาตินิยมขวาจัด และทางการของไทยได้พยายามตั้งทีมผู้มีความรู้และประสบการณ์เข้าไปเจรจานั้นไม่ต่างจากการเล่นเกมยั่วยุผู้เล่นหัวร้อนที่ตัวใหญ่กว่าแบบซึ่งหน้า

ส่งผลให้การเจรจาของฝ่ายไทยถูกเลื่อนยาวไปโดยไม่มีกำหนด โดยทุกฝ่ายเชื่อว่าการดำเนินคดีกับศาสตราจารย์พอลนั้นมีส่วนกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย ในที่สุดเรื่องก็คลี่คลายลงด้วยการที่ฝ่ายอัยการยุติคดีด้วยการสั่งไม่ฟ้อง โดยไม่ได้ให้เหตุผลอันชัดเจนไว้

ทั้งที่ตามหลักการแล้ว “กองทัพ” ควรถือเป็นองคาพยพหนึ่งของ “รัฐบาล” แต่กลับทำอะไรที่อาจจะเป็นโทษกับการดำเนินงานสำคัญของรัฐบาล โดยที่ฝ่ายรัฐบาลเองไม่สามารถกลั่นกรองหรือหยุดยั้งได้ ก็พอจะแสดงถึง “ขอบจำกัด” แห่งอำนาจตามความเป็นจริงของรัฐบาลนี้ และข่าวร้ายกว่าคืออาจจะหมายถึงรัฐบาลทุกชุดหลังจากนี้ด้วยซ้ำ

นอกจากกองทัพและฝ่ายความมั่นคงแล้ว ยังต้องรวมถึงฝ่ายอำนาจจารีตอื่นๆ เช่นเครือข่ายอำนาจราชการอย่างองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐอันเป็นอิสระที่นอกจากจะไม่ต้องทำงานให้สอดคล้องกับรัฐบาลแล้ว ยังอาจจะขัดขวางไปจนถึงล้มเลิกเพิกถอนรัฐบาลเลยก็ยังได้ นอกจากนั้น ก็ยังมีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลต้องไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ด้วย

แม้สำหรับฝ่ายที่เข้าข้างหรือพอจะเห็นใจและยอมรับใน “ข้อจำกัดทางอำนาจ” ของรัฐบาลนี้ก็ตาม แต่การที่ขอบเขตของพื้นที่ “กลุ่มอำนาจพิเศษ” ซึ่งอำนาจรัฐไม่อาจแตะต้องได้ดูจะมองหาจุดแบ่งแดนไม่เจอเอาเสียเลย ก็ทำให้รู้สึกใจเสียไปไม่น้อย

ถ้าไม่นับผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างจริงจังแล้ว ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ที่เชียร์พรรคก้าวไกลที่ยอมรับกับการกระทำที่ผู้สนับสนุนพรรคที่ต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนเรียกว่าการ “ตระบัดสัตย์” ได้ หรือไม่เห็นด้วยว่านับเป็นการตระบัดสัตย์ด้วยซ้ำ

นั่นก็เพราะว่าพวกเขาคิดว่า อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นแกนนำรัฐบาล และแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอย่างน้อยมันก็ตอบสนองเจตจำนงขั้นต่ำที่สุดที่ไม่อยากจะให้ผู้ร่วมทำรัฐประหาร คสช.นั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หรือผลัดเปลี่ยนกันมาเป็นอีกสมัย ซึ่งการปล่อยให้เจตจำนงดังกล่าวเสียไปนั้นต่างหากที่ถือเป็นเรื่องที่ควรขอโทษประชาชนที่อุตส่าห์ไปเลือกตั้งลงคะแนนให้อดีตแกนนำฝ่ายค้ายทั้งสองพรรคแต่ถึงอย่างนั้น หากสถานการณ์อันขาดไร้นิติรัฐและความรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมายโดยฝ่ายที่ต่อเชื่อมไปยังบางขั้วอำนาจยังดำรงอยู่ โดยแทบจะหาเส้นกรอบขอบเขตไม่ได้ว่าตรงไหนกันแน่คือแดนอำนาจที่รัฐบาลนี้ไม่อาจก้าวล่วงไปถึง

นานไปก็อาจจะบั่นทอนจิตใจฝ่ายที่พยายามเข้าใจรัฐบาลลงไปทุกทีว่า แล้วถ้ารัฐบาลจะจำกัดอำนาจตัวเอง
และปล่อยให้มีอำนาจอื่นย่ำยีระบอบนิติรัฐและขื่อแปบ้านเมืองอยู่เช่นนี้ อย่างนั้นเราจะยังมีรัฐบาลที่เราเลือกตั้งเข้าไปไว้เพื่ออะไร

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปที่ข้อเขียนต้นทางของคุณ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” จะเห็นว่าปัญหาหลายเรื่อง มันยังมีส่วนของขอบเขตที่รัฐบาลพอจะเข้าไปทำอะไรเพื่อบังคับใช้กฎหมายและหาคนที่ต้องรับผิดชอบมารับผิดชอบได้อยู่

เช่นคดี “ตู้ห่าว” ที่แม้จะก้าวล่วงคำพิพากษาของศาลไม่ได้ แต่รัฐบาลก็ยังมีอำนาจเหนือตำรวจพอที่จะสอบสวนได้ว่าแล้วทำไมบรรดาหลักฐานทั้งหลายที่พบในการจับกุมทั้งยาเสพติดและทรัพย์สินที่อาจจะมาจากการกระทำความผิดหรือฟอกเงินนั้น ถึงไม่สามารถมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ รวมถึงอาจจะยังพอ “ขอความร่วมมมือ” กับทางอัยการในการสู้คดีต่อไปในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้รัดกุมขึ้นไปได้

เรื่องตึก สตง.นั้น แม้การกำกับดูแลองค์กรอิสระนั้นจะอยู่นอกเหนือระยะอ้อมแขนการใช้อำนาจของรัฐบาล แต่มันก็น่าจะมีความผิดทางอาญาหรือทางปกครองที่พอจะเอาผิดต่อผู้เกี่ยวข้องในกรณีที่มีหลักฐานชี้ว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบได้บ้าง

ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสำนักงานประกันสังคม การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งที่ปรึกษาเป็นคนจีน และถนนสุ่มตายพระรามสองนั้น ก็น่าจะอยู่ในขอบเขตอำนาจที่รัฐบาลจะจัดการได้ หากแกนนำรัฐบาลจะมองข้าม “มารยาททางการเมือง” หรือยอมเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเมืองเพื่อเข้าไปจัดการให้ประชาชนได้เห็น ว่าอย่างน้อยแม้จะทำบางเรื่องจะสุดเขตที่ทำไม่ได้ แต่สำหรับเรื่องที่ทำได้ รัฐบาลก็พยายามทำอย่างเต็มที่
เพื่อให้ “ขอบเขตอำนาจ” ที่รัฐบาลเอื้อมเข้าไปจัดการไม่ได้นั้นเหลือน้อยที่สุดและชัดเจนที่สุดว่าหมายถึงเรื่องอะไรของกลุ่มอำนาจใดบ้าง

หากการนั้นจะทำให้รัฐบาลเสียเปรียบทางการเมืองหรือแม้แต่สูญเสียอำนาจการเป็นรัฐบาลแล้ว อาจจะต้องไปวัดใจประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องอยากเห็นสังคมที่ดี ประเทศชาติที่ดีมีนิติรัฐ ใครทำอะไรผิดหรือก่อความเสียหายให้สังคมและประชาชนนั้นต้องถูกลงโทษหรือมีความรับผิดชอบแล้วว่า เมื่อรัฐบาลที่แม้ว่าตัวเองจะไม่ชอบหน้า แต่ถ้ารัฐบาลนั้นได้ใช้ความพยายามทำอะไรให้อย่างที่ต้องการแล้วเป็นภัย “ประชาชน” จะออกมาเป็นกระแสหนุนช่วยรัฐบาลบ้างหรือไม่

ถ้าถึงตอนนั้นก็ยังเงียบยังนิ่ง ปล่อยรัฐบาลที่ตัวไม่ชอบหน้าต้องรับภัยหรือเสียอำนาจทางการเมืองไปเพราะดันไปแตะต้องอำนาจอันไร้ความรับผิดชอบ โดยที่ไม่หืออือหรือออกมาช่วยปกป้อง

คราวต่อไปถ้ามีข้อเขียนประเภททำไมประเทศนี้ถึงไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรแบบนี้อีก อย่างน้อยผู้คนฝั่งที่สนับสนุนรัฐบาลในวันนี้ก็จะได้ถ่มถุยใส่ข้อเขียนหล่อเท่แบบนั้นได้เต็มปาก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมไร้ความรับผิดชอบ รัฐล้มเหลว และรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...