เปิดประสบการณ์ "วิทัย รัตนากร" นักการเงินหัวแถว สู่ "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" คนใหม่
เปิดประสบการณ์ "วิทัย รัตนากร" นักการเงินหัวแถว สู่ "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" คนใหม่
สืบเนื่องจาก ครม.มีมติแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็น ผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ แทน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
สำหรับเส้นทางการทำงาน ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน (CFO) ของบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ปี 2554-2557 กระทั่งนกแอร์ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจาก 1,385 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 6,271 ล้านบาทในปี 2556 หรือเติบโตกว่า 4 เท่า รายได้รวมของบริษัทนกแอร์เติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 4,191 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 11,314 ล้านบาทในปี 2556 และเพิ่มเป็น 12,312 ล้านบาทในปี 2557
จากนั้นในปี 2568 - 2561 นายวิทัย ย้ายไปทำงานที่ธนาคารออมสิน ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลงทุนและบริหารการเงิน (Chief Financial Officer) และรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ
ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายวิทัย ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยแก้ไขปัญหาในฐานะกรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2560-2561 โดยธนาคารอิสลามประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก โดยมีผลการดำเนินงานขาดทุนมหาศาลถึง 3,410 ล้านบาทในปี 2559 และยังคงขาดทุนต่อเนื่องอีก 289 ล้านบาทในปี 2560 โดย นายวิทัย ทำให้ธนาคารทำกำไรได้ 671 ล้านบาทในปี 2561 พลิกสถานการณ์จากขาดทุนเป็นกำไรภายในเวลาเพียง 2 ปี
ปี 2561-2563 นายวิทัย ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์กว่าล้านล้านบาท ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง สินทรัพย์รวมของกองทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 882,404 ล้านบาทในปี 2561 เป็น 1,038,852 ล้านบาทในปี 2563 หรือเติบโตกว่า 18% ในระยะเวลา 2 ปี รายได้จากการลงทุนสุทธิในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งมีความมั่นคงในระดับสูง โดยในปี 2561 อยู่ที่ 23,066 ล้านบาท ปี 2562 อยู่ที่ 23,850 ล้านบาท และปี 2563 อยู่ที่ 23,567 ล้านบาท แม้ในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ระหว่าง 1,200-1,400 ล้านบาทต่อปี
ปี 2563 นายวิทัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เขาได้ริเริ่มการปรับเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยพลิกบทบาทธนาคารมาเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเป็นธนาคารพาณิชย์ธรรมดา
ธนาคารได้สร้าง Social Impact ที่เป็นรูปธรรม สามารถช่วยเหลือคนไทยมากกว่า 13 ล้านคน จากจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 18.8 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงขนาดของผลกระทบเชิงบวกที่ธนาคารสามารถสร้างให้กับสังคมไทย
ในด้าน Financial Inclusion ธนาคารได้ช่วยคนไทยกลุ่มฐานรากให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบแล้วกว่า 7.5 ล้านราย หรือ 10.4 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ผ่านมาตรการต่างๆ
ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ธนาคารสามารถช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้จำนวน 6.4 ล้านราย เป็นจำนวน 8.5 ล้านบัญชี ผ่านโครงการต่างๆ เช่น การปลดหนี้ลูกหนี้รายย่อยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบช่วงโควิด รวมกว่า 1.3 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้รวมกว่า 11,000 ล้านบาท
การดำเนินมาตรการ "คุณสู้ เราช่วย" สามารถช่วยเหลือได้ถึง 190,000 ราย หรือ 300,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 33 ของผู้มีสิทธิ์ที่ลงทะเบียนทั้งระบบ
การบริหารงานภายใต้การนำของ นายวิทัย มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นรูปแบบกลุ่มธุรกิจ โดยจัดตั้งบริษัทย่อย 4 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เงินดีดี จำกัด สำหรับขยายการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อย บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด สำหรับสินเชื่อ SMEs บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด สำหรับแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และบริษัท จีเอสบี ไอที แมเนจเมนท์ จำกัด สำหรับยกระดับศักยภาพ Digital & AI
แม้ว่าธนาคารจะปรับจุดยืนเป็นธนาคารเพื่อสังคมและช่วยเหลือคนฐานรากมากขึ้น แต่สถานะทางการเงินยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูงที่ 18.83% และมีการสร้างเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั่วไป (General Provision) ที่เติบโตจาก 4,000 ล้านบาทในปี 2562 สูงขึ้นเป็น 73,000 ล้านบาทในปัจจุบัน พร้อมทั้งมีเงินสำรองรวมสูงถึง 130,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถนำส่งเงินกำไรให้เป็นงบประมาณกับรัฐบาลได้มากกว่า 96,000 ล้านบาทตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และในปี 2567 สามารถนำส่งกำไรกลับเป็นรายได้เข้าแผ่นดินได้กว่า 23,000 ล้านบาท ทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งเงินให้รัฐสูงสุดหนึ่งในสามลำดับแรก