โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดประสบการณ์ "วิทัย รัตนากร" นักการเงินหัวแถว สู่ "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" คนใหม่

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 04.52 น.

เปิดประสบการณ์ "วิทัย รัตนากร" นักการเงินหัวแถว สู่ "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" คนใหม่

สืบเนื่องจาก ครม.มีมติแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็น ผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ แทน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

สำหรับเส้นทางการทำงาน ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน (CFO) ของบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ปี 2554-2557 กระทั่งนกแอร์ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจาก 1,385 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 6,271 ล้านบาทในปี 2556 หรือเติบโตกว่า 4 เท่า รายได้รวมของบริษัทนกแอร์เติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 4,191 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 11,314 ล้านบาทในปี 2556 และเพิ่มเป็น 12,312 ล้านบาทในปี 2557

จากนั้นในปี 2568 - 2561 นายวิทัย ย้ายไปทำงานที่ธนาคารออมสิน ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลงทุนและบริหารการเงิน (Chief Financial Officer) และรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ

ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายวิทัย ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยแก้ไขปัญหาในฐานะกรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2560-2561 โดยธนาคารอิสลามประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก โดยมีผลการดำเนินงานขาดทุนมหาศาลถึง 3,410 ล้านบาทในปี 2559 และยังคงขาดทุนต่อเนื่องอีก 289 ล้านบาทในปี 2560 โดย นายวิทัย ทำให้ธนาคารทำกำไรได้ 671 ล้านบาทในปี 2561 พลิกสถานการณ์จากขาดทุนเป็นกำไรภายในเวลาเพียง 2 ปี

ปี 2561-2563 นายวิทัย ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์กว่าล้านล้านบาท ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง สินทรัพย์รวมของกองทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 882,404 ล้านบาทในปี 2561 เป็น 1,038,852 ล้านบาทในปี 2563 หรือเติบโตกว่า 18% ในระยะเวลา 2 ปี รายได้จากการลงทุนสุทธิในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งมีความมั่นคงในระดับสูง โดยในปี 2561 อยู่ที่ 23,066 ล้านบาท ปี 2562 อยู่ที่ 23,850 ล้านบาท และปี 2563 อยู่ที่ 23,567 ล้านบาท แม้ในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ระหว่าง 1,200-1,400 ล้านบาทต่อปี

ปี 2563 นายวิทัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เขาได้ริเริ่มการปรับเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยพลิกบทบาทธนาคารมาเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเป็นธนาคารพาณิชย์ธรรมดา

ธนาคารได้สร้าง Social Impact ที่เป็นรูปธรรม สามารถช่วยเหลือคนไทยมากกว่า 13 ล้านคน จากจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 18.8 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงขนาดของผลกระทบเชิงบวกที่ธนาคารสามารถสร้างให้กับสังคมไทย

ในด้าน Financial Inclusion ธนาคารได้ช่วยคนไทยกลุ่มฐานรากให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบแล้วกว่า 7.5 ล้านราย หรือ 10.4 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ผ่านมาตรการต่างๆ

ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ธนาคารสามารถช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้จำนวน 6.4 ล้านราย เป็นจำนวน 8.5 ล้านบัญชี ผ่านโครงการต่างๆ เช่น การปลดหนี้ลูกหนี้รายย่อยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบช่วงโควิด รวมกว่า 1.3 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้รวมกว่า 11,000 ล้านบาท

การดำเนินมาตรการ "คุณสู้ เราช่วย" สามารถช่วยเหลือได้ถึง 190,000 ราย หรือ 300,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 33 ของผู้มีสิทธิ์ที่ลงทะเบียนทั้งระบบ

การบริหารงานภายใต้การนำของ นายวิทัย มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นรูปแบบกลุ่มธุรกิจ โดยจัดตั้งบริษัทย่อย 4 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เงินดีดี จำกัด สำหรับขยายการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อย บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด สำหรับสินเชื่อ SMEs บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด สำหรับแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และบริษัท จีเอสบี ไอที แมเนจเมนท์ จำกัด สำหรับยกระดับศักยภาพ Digital & AI

แม้ว่าธนาคารจะปรับจุดยืนเป็นธนาคารเพื่อสังคมและช่วยเหลือคนฐานรากมากขึ้น แต่สถานะทางการเงินยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูงที่ 18.83% และมีการสร้างเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั่วไป (General Provision) ที่เติบโตจาก 4,000 ล้านบาทในปี 2562 สูงขึ้นเป็น 73,000 ล้านบาทในปัจจุบัน พร้อมทั้งมีเงินสำรองรวมสูงถึง 130,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถนำส่งเงินกำไรให้เป็นงบประมาณกับรัฐบาลได้มากกว่า 96,000 ล้านบาทตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และในปี 2567 สามารถนำส่งกำไรกลับเป็นรายได้เข้าแผ่นดินได้กว่า 23,000 ล้านบาท ทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งเงินให้รัฐสูงสุดหนึ่งในสามลำดับแรก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...