โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พิธา แนะอิ๊งค์ เดินสายแจงนานาชาติ ปมไทย-กัมพูชา เชื่อ Blackmail ทำ รบ.ไม่กล้าแอ๊กชั่นแก้ปัญหา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 07.12 น.

พิธา แนะอิ๊งค์ เดินสายแจงนานาชาติ ปมไทย-กัมพูชา เชื่อ Blackmail Diplomacy ทำ รบ.ไม่กล้าแอ๊กชั่นแก้ปัญหา ฝาก ฮุน มาเนต อยากเป็นนายกฯคนรุ่นใหม่อย่างพึ่งบารมีพ่อ

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อวานนี้ที่นายกรัฐมนตรีประชุมหัวหน้าพรรคร่วมฯ เพื่อปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังมีคลิปเสียงพูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ปฏิญญาโรสวูดนี้ พอประชุมเสร็จแล้ว แกนนำพรรคการเมืองก็ทยอยขึ้นรถกลับบ้าน ทำให้ตนนึกถึงปฏิญญาคอนราด สมัยจัดตั้งรัฐบาล ตนมองว่าสถานการณ์ขณะนี้ นายกรัฐมนตรี “ยิ่งสู้ ยิ่งเล็ก” ยิ่งโดนเพื่อนขี่คอ

นายพิธา ระบุว่า เรื่องคลิปเสียง ปกติแล้วจะต้องมีล่ามแปลภาษาทั้งสองฝ่าย ต่อให้จะรู้จักภาษาที่สามดีก็ตาม เพื่อจะได้รู้ความหมายที่แท้จริง ในกรณีที่แปลไม่ครบ เพราะผู้นำจะต้องรับผิดชอบ อธิปไตยเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ หากลุกลามไปแล้วเมื่อมีอุบัติเหตุจะรับผิดชอบไม่ไหว ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือต้องลดการยั่วยุ พอปะทะกันแล้วมีผู้สูญเสียชีวิตจะกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น ซึ่งตอนนี้เป็นจังหวะที่ทั้งเขาและเราไม่สามารถมีสงครามได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนอกอาเซียน เกิดที่อิหร่าน จะทำให้ไทยและกัมพูชาไม่ไหว

“เราเห็นกันอยู่ว่าน้ำมันไทยเป็นก้อนใหญ่ที่ส่งออกไปที่กัมพูชา 60-70% ประจวบกับอิหร่านปิดช่องแคบพอดี เงินเฟ้อในกัมพูชาก็พุ่งสูงมากขึ้นทำให้พี่น้องประชาชนกัมพูชาเดือดร้อน ขณะที่ไทยส่งออกน้ำมันไปแค่ 10% ไปที่กัมพูชาเท่านั้น มันเจ็บปวดไม่เท่ากัน แต่ก็เจ็บปวดเหมือนกัน จึงอยากช่วยเตือนสติว่าไม่มีใครได้ผลประโยชน์จากการมีสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสมรภูมิไหน สงครามทหาร หรือสงครามจิตวิทยา สงครามประสาท อย่างน้อยพูดคุยไม่ต้องให้ได้” นายพิธา กล่าว

นายพิธา ยกตัวอย่าวใน ปี ค.ศ. 2003 ในการประชุมอาเซียนประเทศกัมพูชา มีข้อสรุปว่าหากมีปัญหาเรื่องความมั่นคงให้เรามาหาข้อสรุปกันด้วยไมตรีจิต ถึงอยากช่วยเตือนสติทั้งรัฐบาลกัมพูชา พี่น้องกัมพูชา และประเทศไทย ว่าเราสามารถถอนฟืนออกจากกองไฟได้ ความกล้าหาญที่อยากจะสร้างตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ มันสร้างได้โดยสันติภาพไม่ใช่สงคราม

“ท่านฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เท่าที่ผมศึกษาดูท่านก็เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถจะมีบารมีได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งจากคุณพ่อ สามารถทำในสิ่งที่คุณพ่อทำไม่ได้คือทำให้เกิดสันติภาพ ก็อยากจะชวนกันส่งสารไปถึง อย่าลืมนะ คุณก็มีความสามารถพอที่จะมีบารมีของตัวเองโดยไม่ต้องสร้างชาตินิยมจากทั้งสองฝ่าย” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า ในสถานการณ์ตอนนี้มีเครื่องมือให้ใช้ได้อยู่ 3-4 อย่าง เครื่องมือทางการทูต เครื่องมือทางทหาร เครื่องมือทางเศรษฐกิจ และเครื่องมือทางข้อมูลข่าวสาร เครื่องมือที่ใครใช้ก่อนแพ้เลยคือทหาร ถ้าเราเริ่ม กัมพูชาฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เลย นายฮุน มาเนต บอกว่ามีแต่โจรที่กลัวศาล แล้วเรายังมาใช้สงครามทำร้ายกัมพูชาอีก ไทยจะแพ้เลย และถ้าเราย้อนกลับไป กัมพูชาไม่ได้มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านแค่ประเทศไทย มีปัญหากับลาวและเวียดนามด้วย เพราะฉะนั้น ตนอยากแสดงให้เห็นว่าใครใช้กำลังทางทหารก่อนแพ้

นายพิธา แนะนำว่า ต้องใช้การทูตเชิงรุก ไม่ใช่ยิ่งลดระดับทางการทูต ต้องออกสื่อต่างประเทศเยอะๆ ว่าไทยไม่ไปศาลโลกเพราะอะไร นายกรัฐมนตรีจะต้องออกเดินสายไปออกข่าว เหมือนที่สมเด็จฮุน เซน ไปจับมือกับรัฐมนตรีมาเลเซียแล้ว

“ต้องไปล็อบบี้เลย ขอให้มาเลเซียช่วยจบที่วงประชุม JBC เถอะ กัมพูชามี International Narrative มีเรื่องเล่าให้ต่างประเทศ ถ้าเราถามสื่อกัมพูชาว่ากัมพูชาต้องการอะไร จะตอบได้ว่าจบภายในศาลโลก แต่ไทยยังตอบไม่ได้ว่าจะจบที่อะไร ต้องบอกว่าเรามีวิธีการทางสากล เพื่อบ่งบอกว่าเราไม่ได้พ่ายแพ้ทางสมรภูมิทหารหรือเศรษฐกิจ ตอนนี้เราแพ้ที่สมรภูมิข่าวสารและเรื่องเล่า เพราะฉะนั้น การทูตเชิงรุกยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ ไม่ใช่ลดระดับ” นายพิธา กล่าว

นายพิธา ย้ำว่า ที่ผ่านมาเราช้ากว่าสถานการณ์ไปเยอะ มันไม่มีคำว่าสายเกินไป สำหรับการรักษาสันติภาพ ควรจะเริ่มใช้ตั้งแต่ตอนนี้ เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีบริหารการเมืองภายในประเทศเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาต่างประเทศ ต้องหาสมดุลให้เจอระหว่างชาตินิยมกับความเป็นพลเมืองโลก ตนรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีกับรัฐบาลมี Blackmail Diplomacy (การทูตโดยใช้การขู่เ็ญ) ปักหลังอยู่ ทำให้ดำเนินการได้ไม่เต็มที่ เช่น เรื่องการปิดด่าน ต้องเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงกว่าเรื่องความมั่นคง พร้อมทั้งข้อสงสัยว่าเป็นเพราะ Blackmail Diplomacy ใช่หรือไม่ ถึงไม่ออกแอ๊กชันอะไรเลย

นายพิธา กล่าวว่า มีวิธีการคือ ต้องอธิบายนานาชาติว่าเรื่องคอลเซ็นเตอร์กระทบกับประเทศไทย ไม่ได้เจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่ง มีทั้งเพื่อนบ้านเราหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบ ต้องแก้กันทีเดียว ไม่ใช่ต้องการจะตอบโต้ประเทศใดประเทศหนึ่ง พร้อมแนะนำให้คุยกับนายฮุน มาเนต โดยตรง เพราะเป็นผู้มีอำนาจ

“Blackmail Diplomacy เกิดขึ้นได้หลายครั้ง จึงต้องมีพิธีกาาทางการทูตกัน เมื่อขู่ได้ครั้งที่ 1 ก็มีครั้งที่ 2-4 เราต้องอธิบายว่าการทำแบบ Blackmail ผลเสียไม่ได้มีแค่แพทองธาร ใครที่จะเจรจากับกัมพูชาต่อไป มันทำให้เครดิตของเขาสูญเสียไปด้วยเช่นเดียวกัน การทำแบบนี้ไม่ควรที่จะทำกับใครในความเป็นจริง แต่พอทำแบบนี้มีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งคู่ คนเป็นผู้นำประเทศต้องคิดไว้เลยว่ามีสิทธิ์ที่จะโดนอัด ผ่านกล้องเล็กๆ ที่สำคัญ จะต้องตั้งไข่ให้ชัดว่าต้องตัดความสัมพันธ์ส่วนตัว มีความเป็นมืออาชีพตั้งแต่แรก เหมือนที่ผู้นำจีนพูดว่าอย่าเอาบุญคุณส่วนตัวมาตอบแทนด้วยประเทศ เลยเจอคุณฮุน เซนพูดประโยคเด็ดขึ้นมาว่าสงสารหลานนะ แต่ไม่สามารถเอามาแลกกับประเทศได้ พอเขาพูดแบบนี้เราก็จุก” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า เรื่องพวกนี้จะทำให้ความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรม และทำให้ภาวะผู้นำของเราลดลง ซึ่งติดลบมาแล้วจากรัฐบาลข้ามขั้ว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ยิ่งสู้ ยิ่งอ่อนแรง จะกลายเป็นซื้องูเห่ากันเข้มข้น พร้อมแนะนำรัฐบาลว่าน่าจะเดินเรื่องที่คนไทยได้ประโยชน์ 4 เรื่อง คือเรื่อง สแกมเมอร์ , PM 2.5 , เหมืองเถื่อน และการฆ่าผู่เห็นต่างข้ามประเทศ ซึ่งสหประชาชาติก็กำลังเดินเรื่องนี้ จะทำให้กัมพูชากลับมาสู่โต๊ะเจรจามากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิธา แนะอิ๊งค์ เดินสายแจงนานาชาติ ปมไทย-กัมพูชา เชื่อ Blackmail ทำ รบ.ไม่กล้าแอ๊กชั่นแก้ปัญหา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...