ฉีอี้ วิศวกรทะลุมิติกับห้องสมุดแห่งสวรรค์
ข้อมูลเบื้องต้น
ฉีอี้ วิศวกรหนุ่มจากปี 2025 เสียชีวิตในหอสมุดของจังหวัดเพราะไฟไหม้
ทะลุมิติมาสิงอยู่ในร่างของบัณฑิตในยุคจีนโบราณ
เจอทั้งชั้นหนังสือทับ เจอไล่จับจากชายฉกรรจ์
แถมพอสลบ ตื่นมากลายเป็นว่าแต่งงานกับใครไปแล้วก็ไม่รู้อีก
ช่วยติดตามเรื่องราวของเขากันเถอะ
บทที่ 1 ข้าม
ขนตาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงขึ้นมาอย่างรุนแรง ฉีอี้สะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้าย
สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากลุกขึ้นจากเตียง คือรีบก้มลงมองร่างกายของตัวเอง… แขนยังอยู่ ขาก็ยังอยู่ ทุกอย่างยังครบดี เฮ้อ โชคดี ไม่มีชิ้นส่วนไหนหายไป
เขาตรวจตราทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้กระทั่งใต้เป้ากางเกงก็แอบชำเลืองไปดูเล็กน้อย แล้วค่อยโล่งอกถอนหายใจยาวออกมา
ใครจะไปคิดว่า หอสมุดจังหวัดที่ใหญ่โตขนาดนั้น ระบบป้องกันอัคคีภัยจะห่วยแตกขนาดนี้? อากาศร้อนระดับสี่สิบองศาแบบนี้ อยู่บ้านก็คงไม่ไหว เขาแค่ตั้งใจไปนั่งตากแอร์ที่หอสมุด แล้วถือโอกาสอ่านหนังสือเพิ่มความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าอ่านไปอ่านมาจะเผลอหลับไป พอรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหวตื่นขึ้นมาอีกที รอบตัวกลับไม่เหลือใครเลย
เท่าที่สายตาเขามองเห็น มีแต่เปลวไฟลุกโชนอยู่ทั่ว ห้องถูกไฟลามจนถึงชั้นหนังสือข้างตัวแล้ว ถ้าเขาตื่นขึ้นมาไม่ทันเวลา พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้นคงจะเป็น “ไฟไหม้หอสมุดจังหวัด ชายหนุ่มถูกย่างสดคาเก้าอี้ขณะหลับ”
เมื่อฉีอี้ตั้งสติได้ แน่นอนว่าเขารีบหนีทันที
แต่ตอนที่เขาลุกขึ้นแล้ววิ่งไปทางบันไดหนีไฟ กลับมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่ล้มลงมาทับอย่างจัง หลังจากภาพดับวูบ เขาก็หมดสติไป…
ในสถานการณ์แบบนั้น เขายังไม่ตาย แถมร่างกายก็ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บอะไรเลย ฉีอี้ถึงกับซาบซึ้งต่อเหล่าพี่ๆนักดับเพลิงแบบเงียบๆอยู่ในใจ อยากกดไลก์รัวๆ ให้เป็นร้อยๆครั้ง
แบบนี้ แสดงว่าตอนนี้เขาน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลใช่ไหม?
ไม่รู้ว่าเป็นโรงพยาบาลไหน เตียงถึงได้แข็งขนาดนี้ นอนแล้วปวดไปทั้งหลัง แถมในอากาศยังมีกลิ่นอับเหมือนผ้าห่มไม่เคยซักอีกต่างหาก… ฉีอี้ตัดสินใจไว้ พอออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร จะเข้าแอปรีวิวไปให้คะแนนต่ำๆแน่นอน บริการแย่มาก!
เขามองไปรอบๆห้อง เตียงไม้สองแผ่นประกบเป็นที่นอน โต๊ะเตี้ยๆ เก่าๆ วางอยู่ข้างเตียง บนโต๊ะมีหนังสือเก่าแบบเย็บด้ายวางกระจัดกระจาย… แม้แต่ทีวีก็ไม่มีซักเครื่อง โรงพยาบาลอะไรถึงได้โทรมขนาดนี้… เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน? ที่มุมโต๊ะนั่นมันอะไร… ตะเกียงน้ำมัน?
โรงพยาบาลบ้าอะไรกันเนี่ย… เหวอ! หรือว่าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล!?
สมองของฉีอี้ยังตื้อๆอยู่เล็กน้อย แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกได้แล้วว่า… สถานที่แห่งนี้มันไม่เหมือนโรงพยาบาลเลยสักนิด!
เขาถึงจะเป็นคนไข้ ทำไมถึงถูกปฏิบัติแบบนี้!? เขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เด้งตัวลงจากเตียงด้วยความฉุนเฉียว ลืมแม้กระทั่งใส่รองเท้า แล้ววิ่งเท้าเปล่าออกไปนอกห้องทันที
…
ไม่นานต่อมา ฉีอี้ก็มาหยุดยืนอยู่ข้างลำธารใสที่ไหลผ่านหน้าบ้าน สีหน้าของเขาดูงงเป็นไก่ตาแตก
น้ำในลำธารใสจนเห็นตัวปลาแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ และเมื่อเขามองลงไป เขาก็เห็นเงาสะท้อนของชายหนุ่มคนหนึ่งสะท้อนกลับมา
ชายหนุ่มในเงาใต้ผิวน้ำนั้นมีคิ้วดกเป็นเส้นตรง ดวงตาคมกริบ รูปร่างสะโอดสะอง ผิวพรรณขาวเนียนสะอาดสะอ้าน สวมชุดขาวแบบบัณฑิต มวยผมสูงเป็นระเบียบ สมกับคำว่า “คุณชายรูปงาม” ที่แท้จริง ในโลกที่แสนจะวุ่นวายนี้ หนุ่มน้อยหน้าตาแบบนี้น่าจะมีสาวๆตกหลุมรักไม่น้อย
แม้แต่ฉีอี้เองยังต้องยอมรับว่า ไอ้คนในเงานี้หน้าตาดีมากจริงๆ เขามองอยู่นานครึ่งชั่วโมง รู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มจะหวั่นไหวไปเสียแล้ว
แต่ปัญหาก็คือ… เขาไม่รู้จักเจ้าหล่อคนนั้น!
และที่หนักกว่านั้นก็คือ… ไอ้หมอนี่ ดันเป็นเงาของเขาเอง!
ฉีอี้ลองตบหน้าตัวเองเบาๆ เงาในน้ำก็ตบหน้าตัวเองตาม เขาขมวดคิ้ว เงาในน้ำก็ขมวดคิ้วด้วย สีหน้าตกใจเหมือนเห็นผีของเขาในตอนนี้ ก็สะท้อนออกมาจากเงาในน้ำทุกประการ…
“ฮ่าฮ่า! รู้แล้ว นี่มันฝัน! ฉันต้องกำลังฝันอยู่แน่ๆ!”
ฉีอี้หัวเราะออกมา แล้วตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ แรงจนแสบไปทั้งแก้ม น้ำตาแทบจะเล็ด
ชายชราในชุดเก่าๆคนหนึ่งเดินผ่านมาข้างๆ เห็นเด็กหนุ่มหัวเราะทั้งที่กำลังตบหน้าตัวเองอยู่ ก็ตกใจจนตาโต
“ไอ้หนูตระกูลฉีนี่… หรือว่าจะอ่านหนังสือจนสมองพัง กลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว?”
ฉีอี้ที่ยังอยู่ในภาวะสับสนอย่างรุนแรงไม่ได้สนใจชายชรานั้นแม้แต่น้อย ตบหน้าตัวเองไปหลายที ก็ยังไม่ตื่นจากฝัน จนสุดท้ายทรุดตัวลงนั่งหมดแรงอยู่ริมลำธาร
ไม่นานหลังจากนั้น ฉีอี้ก็นั่งอยู่ริมลำธาร มือหนึ่งเท้าคาง ดวงตาเหม่อลอย จ้องผิวน้ำอย่างไร้ชีวิตชีวา
ในตอนนี้ เขาดูไม่ต่างจากนักปราชญ์ผู้ใคร่ครวญในศาสตร์แห่งชีวิต
“ฉันคือใคร?”
“ฉันมาจากไหน?”
“ฉันกำลังจะไปที่ไหน?”
คำถามลึกซึ้งทั้งหลายทยอยผุดขึ้นมาในสมองของเขาทีละข้อ จนเมื่อเขาใกล้จะคิดไปถึงขั้น “จะอยู่หรือจะดับสูญดี?” เขาก็ได้สติกลับคืนมาในที่สุด
ในฐานะคนจากศตวรรษที่ 25 ที่ผ่านตาทั้งนิยายและซีรีส์นับไม่ถ้วน ฉีอี้เพียงแค่ต้องใช้เวลาตั้งสติสักพัก ก็สามารถตั้งสมมติฐานอันเหลือเชื่อขึ้นมาได้ในใจ แม้ตัวเขาเองก็ยังแทบไม่กล้าเชื่อ
แต่อย่างน้อย ก่อนอื่น เขาควรจะหาทางพิสูจน์เสียก่อน
เขาก้มหน้าลงไปมองเงาในน้ำอีกครั้ง ไม่ใช่ใบหน้าที่เขาคุ้นเคยซึ่งอยู่ด้วยกันมาตั้งยี่สิบกว่าปี แต่เป็นใบหน้าของไอ้หนุ่มหน้าหวานในชุดโบราณคนนั้นอีกเช่นเคย ทำให้ฉีอี้รู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
“แหวะ! ไอ้หน้าตุ๊ดเอ๊ย!”
เขามองเงาในน้ำด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะถ่มน้ำลายใส่เข้าไปเต็มแรง
ชายชราที่เดินผ่านมายืนอยู่ข้างหลังเขา พอเห็นภาพนั้นก็หน้าเหยเกยิ่งกว่าเดิมอีก
ในชีวิตหลายสิบปีของเขา ไม่เคยเห็นใครทั้งหัวเราะลั่น ตบหน้าตัวเอง แล้วก็หันไปถ่มน้ำลายใส่เงาสะท้อนของตัวเองในน้ำแบบนี้มาก่อน…
“ไอ้หนูตระกูลฉีนี่… ดูท่าจะเสียสติจริงๆแล้วละมั้ง…”
ฉีอี้ที่ตั้งใจจะหาคนสักคนมาถามไถ่เรื่องราว พอหันกลับมาก็เห็นคุณตาคนหนึ่งผมขาวเคราขาวยืนอยู่บนทางเดินเล็กๆข้างหลัง กำลังมองเขาด้วยสายตาตกใจระคนระแวง
พอเห็นมนุษย์ที่เป็น “สิ่งมีชีวิต” ตัวจริงเสียงจริงเสียที ฉีอี้ก็ดีใจจนอดยิ้มออกมาไม่ได้ ในที่สุดก็เจอคนแล้ว!
เขาพยายามแย้มยิ้มออกมาให้ดูนุ่มนวลเป็นมิตร แล้วค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ชายชรา ถามออกไปว่า
“ลุงครับ ขอถามหน่อยว่าตอนนี้เป็นปีไหนแล้ว ที่นี่คือที่ไหน?”
สิ้นเสียงพูด หน้าของชายชราก็ซีดลงอีกหนึ่งระดับ
แย่ล่ะ! เด็กตระกูลฉีนี่ต้องเพี้ยนแน่ๆ ไม่รู้จักตัวเอง แล้วยังพูดจาเหลวไหลฟังไม่รู้เรื่องอีก! เขาพูดอะไรนั่น อะไรคือ “ปีไหน” กับ “ที่นี่คือที่ไหน” ?
ฉีอี้เห็นสีหน้าของชายชราเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน คิดว่าเป็นเพราะอายุเยอะแล้วหูไม่ดี จึงตั้งใจจะถามใหม่อีกครั้ง แต่ในวินาทีนั้นเองก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ให้ดูสุภาพมากขึ้นว่า
“ขออภัยคุณลุง… มิทราบว่าบัดนี้เป็นปีใดเดือนใด และสถานที่นี้คือที่แห่งใดหรือขอรับ?”
คราวนี้ชายชราก็เข้าใจในคำพูดของฉีอี้เสียที
เขาถอนหายใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย
ใครจะไปคิดว่าหนุ่มน้อยที่ฉลาดเฉลียว หน้าตาก็หล่อเหลาขนาดนี้ จะกลายเป็นคนสติไม่ดีจนจำเรื่องพื้นฐานไม่ได้เลย…
แต่เดิมเขายังหวังว่าเด็กคนนี้จะมีอนาคตไกล อาจจะได้สร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลฉี และทำให้หมู่บ้านฉีเจียได้หน้าได้ตาบ้าง ตนเองก็หวังจะแมตช์หลานสาวให้ออกเรือนกับเด็กคนนี้ในอนาคต… แต่ตอนนี้ เฮ้อ! สวรรค์! ทำไมถึงกลั่นแกล้งกันอย่างนี้!
แล้วทันใดนั้น เขาก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนเดินหอบจอบมาแต่ไกล คุณตาจึงรีบโบกมือแล้วร้องตะโกนว่า
“ต้าจ้วง! พวกเจ้ารีบมานี่เร็ว! ไอ้หนูตระกูลฉีดูท่าจะเป็นบ้าไปแล้ว อย่าปล่อยให้มันวิ่งเพ่นพ่านไปไหน รีบจับตัวมันไว้เร็ว!”
บทที่ 2 แต่งงงาน
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตระกูลฉีที่กำลังมองเขาด้วยสีหน้างุนงง ชายชราก็ถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ความระแวงในใจเพิ่มขึ้นทันที
สีหน้าแบบนี้เขาเคยเห็นมาก่อน ใช่แล้ว เหมือนกับที่เคยเห็นบนหน้าของแม่ม่ายตรงหัวหมู่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนั้นนางก็ตื่นขึ้นมาหลังจากนอนหลับ แล้วอยู่ดีๆก็ลืมว่าตัวเองเป็นใคร นั่งยิ้มบื้ออยู่ในลานบ้านทั้งวัน พอมีใครเข้าใกล้ก็จะกรี๊ดลั่น วิ่งใส่คนแล้วข่วนแล้วกัด
หลังจากนั้น ทางการก็ส่งคนมา บอกว่านางเป็นบ้าขั้นรุนแรง ต้องจับล่ามโซ่ไว้ในบ้าน พร้อมทั้งสั่งกำชับชาวบ้านว่าต้องดูแลให้ดี ถ้าปล่อยให้ออกมาแล้วไปทำร้ายคนอื่น ทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
พอฉีอี้หันกลับมาเห็นชายชราที่เปลี่ยนสีหน้าไปในพริบตา และพบว่ามีชายฉกรรจ์สองคนวิ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว เขาก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว หันหลังแล้ววิ่งหนีทันที!
ไม่ต้องคิดเยอะ เมื่อกี้เขาได้ยินชัดเจนว่าอีกฝ่ายบอกว่าเขาเป็นคนบ้า… ถ้าโดนจับได้ขึ้นมา ไม่แน่อาจถูกมองว่าโดนผีสิง วิญญาณเข้าตัว แล้วจับไปมัดไว้เสาเผาทั้งเป็นอะไรทำนองนั้น…
ฉีอี้ซึ่งเคยเฉียดตายมาครั้งหนึ่ง รู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตมากกว่าใคร และในขณะนี้ เขาได้วิ่งด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต
ชายชรากับชายฉกรรจ์ทั้งสองที่ยืนมองจากด้านหลัง ต่างก็ตะลึงงันจนเกือบอ้าปากค้าง
ใครจะเชื่อว่า เด็กหนุ่มตระกูลฉีที่ร่างกายอ่อนแอจนเดินไม่กี่ก้าวก็หอบ จะสามารถวิ่งเร็วขนาดนี้ได้!
“ดูท่าว่าคนที่เป็นบ้า… จะไม่อาจวัดด้วยสามัญสำนึกจริงๆ …”
ชายชราลูบเครายาวของตนเอง พร้อมกับถอนหายใจอย่างลึกซึ้ง
…
กลัวว่าจะถูกจับกลับไปเผาเป็นผีบ้า ฉีอี้วิ่งสุดแรงเท้า จนมองไม่เห็นเงาของหมู่บ้านอีกต่อไป เขาจึงทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
เขาหอบหายใจแรงราวกับปลาขาดน้ำ ทั้งตัวสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า
เขาวิ่งจนหมดแรงแล้วจริงๆ หากตอนนี้ชายฉกรรจ์สองคนนั้นตามมาทัน เขาคงไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นหนี
แต่ถึงตอนนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ฉีอี้มั่นใจอย่างเต็มที่แล้วว่าเขา… ทะลุมิติมาแน่ๆ
แม้จะยังไม่รู้ว่านี่คือยุคสมัยไหน หรือสถานที่ใด แต่ก็ยังดีกว่าถูกชั้นหนังสือล้มทับแล้วถูกไฟคลอกตาย อย่างน้อย… เขายังมีชีวิตอยู่
หลังจากพักจนพอหายเหนื่อย ฉีอี้ก็เริ่มกลัดกลุ้มขึ้นมา
จะกลับไปที่บ้านเก่าหลังนั้นก็คงไม่ได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสภาพที่มีแค่สี่ฝาผนังกับโต๊ะเตียงเก่าๆ เพราะแม้แต่ข้าวปลาอาหารก็ไม่มีซักอย่าง และต่อให้เขากลับไปได้ ก็คงเจอทั้งหมู่บ้านยืนถือคบไฟรออยู่ตรงทางเข้าแน่ๆ … จากนั้นเขาก็คงได้ตายอีกรอบแบบสมเกียรติ
แค่เปลี่ยนจากถูกเผาตายในห้อง เป็นถูกเผาตายที่หน้าหมู่บ้านแค่นั้นเอง…
แต่ถ้าไม่กลับไปล่ะ… แล้วคืนนี้เขาจะนอนที่ไหน?
ฉีอี้ผู้ที่เพิ่งมาถึงโลกนี้ ยังไงเสียก็ต้องคิดเรื่องเอาตัวรอดให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก
คึกๆๆ …
ในขณะนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ผ่านผืนดินใต้ฝ่าเท้า
“อะไรเนี่ย… แผ่นดินไหวเหรอ?!”
หัวใจของฉีอี้พลันจมดิ่ง เพิ่งมาถึงก็เกือบถูกเผาตาย แล้วตอนนี้ยังต้องมาเจอแผ่นดินไหวอีก! ชาติก่อนเขาไปก่อเวรอะไรไว้เนี่ย!?
แต่แล้วไม่นาน เขาก็พบว่านี่ไม่ใช่แผ่นดินไหว
ที่ปลายสายตาเบื้องหน้า เขาเห็นกลุ่มควันฝุ่นตลบฟุ้งเป็นสายยาว แล่นตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง และก่อนที่เขาจะตั้งสติได้ ขบวนควันนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาไม่กี่ก้าว
“แค่ก! แค่ก!”
ฉีอี้สำลักฝุ่นเข้าไปเต็มปอด จนน้ำตาแทบไหล
พอหายใจได้ถนัดขึ้น เขาก็เงยหน้าขึ้นเพื่อจะต่อว่าอย่างหยาบคายใส่คนที่สร้างมลพิษขนาดนี้ แต่พอเห็นภาพตรงหน้า เขาก็ชะงักทันที
บนหลังม้าสูงตระหง่าน หญิงสาวผู้หนึ่งในชุดขาวรัดกุมใบหน้างามสง่า กำลังโน้มตัวลงมามองเขา
คิ้วดกดั่งปลายเขาขมวดเล็กน้อย ท่าทางเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ใบหน้าของนางนั้นงามราวเทพธิดา ทำเอาฉีอี้ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ยังไม่ทันเอ่ยปากพูดอะไร หญิงสาวคนนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ สีหน้าดูพึงพอใจ ก่อนจะเหยียดสายตาเย็นชามามองเขาแล้วสะบัดมือเบาๆ พลางกล่าวว่า
“จับมัน!”
ในขณะที่ฉีอี้ยังตกตะลึงอยู่ เหล่าโจรภูเขาที่หน้าตาเหี้ยมเกรียมก็กรูกันลงจากหลังม้า เข้ามารุมตัวเขาทันที…
“เหอะๆ เป็นบัณฑิตนี่นา…”
“หน้าตาก็หล่อเหลา เข้าท่าดีนะ เหมาะกับคุณหนูของพวกเรา!”
“ข้าล่ะว่า คุณหนูสายตาไม่ธรรมดาจริงๆ …”
“พวกเจ้าหุบปากไปให้หมด!”
…
ฉีอี้ถูกมัดมือไขว้หลัง โยนพาดไว้บนหลังม้า เขาซึ่งแต่เดิมขึ้นรถเมล์ยังเวียนหัว นับประสาอะไรกับนั่งหลังม้าแบบนี้ ผลคือเขาโดนเขย่าไปมาตลอดทางจนสมองแทบเละ สติเริ่มพร่ามัว เสียงหัวเราะแหบแห้งและแหลมเสียดหูของพวกโจรดังอยู่ข้างหูตลอดเวลา
จนกระทั่งมีเสียงหญิงสาวตะโกนใส่อย่างเฉียบขาด เสียงพวกนั้นถึงได้เงียบลง และฉีอี้ก็หมดสติไปในที่สุด
…
เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพแรกที่เห็นก็คือผ้าม่านโปร่งสีชมพูอ่อน
ฉีอี้สะดุ้งเฮือก รีบลุกขึ้นมานั่ง มองสำรวจรอบตัวด้วยความระแวง
เตียงไม้แกะสลักลวดลายละเอียดงดงาม ผ้าห่มมีกลิ่นหอมอ่อนๆลอยโชยมาจางๆ ม่านลูกไม้สีชมพูหวานจัดจ้านอย่างกับห้องเด็กผู้หญิงน่ารักๆ ข้างนอกม่านมีแค่เฟอร์นิเจอร์ไม้ไม่กี่ชิ้น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ดูเรียบง่ายแต่ก็สะอาดเรียบร้อย
โจรภูเขา!
ภาพความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในหัวพลันหวนกลับมา ทำให้สีหน้าของฉีอี้เปลี่ยนไปทันที เขาหันซ้ายแลขวาอย่างระวัง แล้วเห็นว่าภายในห้องยังไม่มีใครอยู่ จึงผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ
หรือว่า… ที่ผ่านมาเป็นแค่ความฝัน?
เขาเริ่มคิดในแง่ดีด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ
แต่เพียงแค่ชั่วขณะ ความคิดนั้นก็ต้องพังทลายลง…
เพราะว่า มันเจ็บ!
สีหน้าของฉีอี้บิดเบี้ยวทันที มือรีบกุมท้องน้อยที่กำลังแสบปวดรุนแรงขึ้นมา เสื้อผ้าด้านในนั้นร้อนวูบวาบจนเขาต้องสูดหายใจแรงหลายที
ในใจเขาสาปแช่งพวกโจรพวกนั้นไม่หยุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเกิดจากตอนที่เขาโดนจับมัดโยนไว้บนหลังม้าแน่นอน!
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนออกแบบชุดโบราณพวกนี้ ผ้าก็ซ้อนกันหลายชั้น ฉีอี้ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะแหวกออกหมด พอก้มลงมอง…ท้องน้อยขึ้นสีแดงเป็นปื้น!
แต่ตอนนี้ เขาไม่มีเวลาไปด่าพวกโจรพวกนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือคิดไม่ตกว่าเขาอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่
ดูจากทุกอย่างที่เจอมา เขาน่าจะถูกพวกโจรจับตัวมาที่รังบนเขาแน่นอน ที่อยู่ในห้วงความจำคลับคล้ายคลับคลาว่ามีคนพยุงเขาไปที่ไหนสักแห่ง ทั้งไหว้ ทั้งคุกเข่า… แล้วก็ได้ยินคำว่า “เจ้าสำนัก” “แต่งงาน” … หรืออะไรสักอย่าง
พอคิดได้เท่านั้น สีหน้าของฉีอี้ก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที
แต่งงาน!?
เขาก้มมองตัวเองอีกครั้ง ตอนนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดที่เคยใส่เมื่อตอนเช้าแล้ว! ไม่รู้ว่าตอนไหนถูกเปลี่ยนมาใส่ชุดคลุมสีแดงสด ตรงอกมีดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ดูแสบตา ยิ่งกว่านั้น บนหัวเขายังมีหมวกที่ประดับด้วยขนนกแปลกๆ จะไก่ป่า หรือหางยูงก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ นี่มันชุดเจ้าบ่าวแบบโบราณชัดๆ!
ภาพจำที่เลือนรางเริ่มกลับมา เขาเหมือนจะโดนใครสักคนจูงให้คุกเข่า ไหว้พระ ไหว้ฟ้า แล้วก็อะไรอีกสักอย่าง…
เมื่อภาพเหล่านั้นฉายซ้ำในหัว สีหน้าของฉีอี้ก็ยิ่งซีดเซียว
นี่เขาถูกจับมาบังคับแต่งงานเหรอ!?
ไม่สิ… ต้องเรียกว่า…
ถูกจับมาเป็นเจ้าบ่าวของหัวหน้าโจรต่างหาก!
บทที่ 3 หญิงงาม
ก่อนที่ฉีอี้จะทะลุมิติมา โลกที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนั้นกำลังฮิตกับกระแส “ทะลุมิติ” อย่างสุดขีด
ไม่ว่าจะเป็นนิยายหรือภาพยนตร์ ซีรีส์ต่างก็แห่กันใส่องค์ประกอบการข้ามโลกเข้าไปแบบไม่มีใครยอมใคร ฮิตกันจนขนาดเด็กแปดขวบยันยายแปดสิบก็รู้จักความหมายของคำว่า “ทะลุมิติ”
ฉีอี้เองก็เคยจินตนาการเล่นๆอยู่เหมือนกันว่า ถ้าสักวันเขาทะลุมิติได้ขึ้นมาจริงๆ ถ้าไปอยู่ในยุคสันติ เขาก็อยากเกิดเป็นลูกเจ้าขุนมูลนาย ใช้ชีวิตหรูหรา วันๆมีลูกน้องคอยตาม แล้วออกไปเดินแถวตลาดแทะโลมสาวชาวบ้านเล่น
แต่ถ้าดันไปอยู่ในยุคบ้านเมืองระส่ำระสาย เขาก็จะชักธงก่อการปฏิวัติสักครั้ง ตั้งตัวเป็นเจ้า แล้วพออารมณ์ขึ้นก็ยกพวกลงเขาไปปล้นสาวๆ สวยๆ มาทำภรรยา…
เขาแค่เคยฝันเฟื่องไปบ้างเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดกับเขาจริงๆ!
และที่ทำให้เขาขนลุกยิ่งกว่าก็คือ ถ้าเขาฟังไม่ผิด พวกโจรพวกนั้นพูดว่า คนที่จะแต่งงานด้วยคือ “หัวหน้าโจร” ของพวกมัน…
แค่คิดถึงความเป็นไปได้อันน่ากลัวนั้น ริมฝีปากของฉีอี้ก็เริ่มซีดเซียว
อย่าบอกนะว่า “หัวหน้าโจร” คนนั้น… เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน?
ฉีอี้เคยได้ยินว่าในสมัยโบราณ พวกชายรักชายค่อนข้างจะมีอยู่ไม่น้อย…สำหรับเขา คนที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอม “หัก” อย่างฉีอี้แล้ว นั่นคือฝันร้ายที่สุดในชีวิต
เขาสะดุ้งเฮือก รีบสำรวจร่างกายตัวเองทันที โชคดีที่ตรงนั้นยังไม่มีอะไรผิดปกติ…
หายใจโล่งอกอย่างแรง ศักดิ์ศรียังอยู่!
พอพิจารณาเสื้อผ้าที่ตัวเองใส่ ฉีอี้ก็นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตกอยู่ในห้วงความคิด
ชุดที่เขาใส่อยู่ตอนนี้มันคือชุดเจ้าบ่าวอย่างไม่ต้องสงสัย… หรือว่า… หัวหน้าโจรคนนั้นเป็นฝ่ายรับ!?
แต่ถึงจะเป็นฝ่ายรับ ก็ไม่ได้แปลว่าฉีอี้จะยอมง่ายๆ! เขาน่ะเป็นผู้ชายสายตรงอย่างแท้จริง!
ชายชาติทหารต้องผงาดฟ้า ไม่คดไม่งอ!
ในขณะที่ความคิดของเขาลอยไปไกลถึงดาวอังคาร ประตูไม้ในห้องก็ส่งเสียง “เอี๊ยด…” ดังเบาๆก่อนจะปิดอย่างแผ่วเบา
เสียงนั้น… สำหรับฉีอี้แล้ว มันไม่ต่างจากเสียงปีศาจจากขุมนรก
ทั้งตัวเขาขยับตัวถอยไปชิดผนังข้างเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง
สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือ… พอเงยหน้าขึ้นมาแล้วจะเห็นชายตัวใหญ่หนวดเฟิ้ม กล้ามล่ำ ขนหน้าอกดกดื่น ยืนทำหน้าหวานแล้วพูดว่า
“ที่รัก~ มาร่วมเรียงเคียงหมอนกันเถอะ~”
“บ้าบอ… โคตรจะสยอง…”
ฉีอี้ตัวสั่นเฮือก รีบตัดความคิดบ้าบอนั่นออกไป
เสียงฝีเท้าเบาๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาได้กลิ่นจากผ้าปูเตียงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“พอแล้ว! ตายก็ตาย! ข้ายอมตาย ดีกว่าปล่อยให้มันได้สมใจ!”
ฉีอี้กัดฟันเงยหน้าขึ้นอย่างฮึดสู้ เตรียมจะตะโกนสุดเสียง แต่เมื่อสายตาเห็นคนตรงหน้า ปากที่อ้าครึ่งคำของเขาก็เหมือนโดนใครสักคนอุดไว้ทันที
ดวงตาเบิกกว้าง คำพูดทั้งหลายที่ตั้งใจจะพ่นออกมา… ติดอยู่กลางคอพูดไม่ออก
ผิวเนียนละเอียดดั่งหยก ดวงตาชวนฝันดั่งทะเลสาบ ใบหน้าหวานหยดจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากนุ่มนวลฟูน่าจูบ ฟันเรียงขาวสะอาดราวไข่มุก…
ฉีอี้เคยคิดว่าคำบรรยายพวกนี้ในตำราวรรณกรรมจีนเป็นแค่การโม้
“ผิวขาวเหมือนหยก ดวงตาเหมือนสายน้ำ…”
โธ่เอ๊ย คนสมัยก่อนก็โม้เก่งเหมือนกันนี่หว่า
ยิ่งไปกว่านั้น สมัยก่อนค่านิยมความงามก็แปลกๆอยู่ ฉีอี้เคยเห็นรูปถ่ายของสนมในวังสมัยราชวงศ์ชิงจากอินเทอร์เน็ต โอ้โห แทบร้องไห้ บางคนที่ว่าคัดเลือกจากสาวนับหมื่นหน้าตายังน่ากลัวขนาดนั้น ฉีอี้ยังแอบสงสารฮ่องเต้เลย ว่าทนอยู่ได้ไง…
แต่ผู้หญิงคนนี้… แค่ยืนเฉยๆก็แทบทำให้เขาลืมหายใจ
เธอยืนอยู่ตรงนั้น ชุดขาวปลิวเบาๆ ผมดำยาวสลวย หุ่นสูงโปร่งสง่างาม ฉีอี้กะคร่าวๆ เธอสูงไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ถ้าร่างกายนี้ไม่สูงราวๆหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปด เขาอาจต้องเงยหน้าคุยกับเธอเลยทีเดียว
“เจ้าฟื้นแล้วหรือ”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่มใสดั่งระฆังแก้ว ฟังแล้วชวนเคลิ้มอย่างน่าประหลาด
แน่นอนว่านี่คือประโยคสิ้นเปลืองสุดๆ
ฉีอี้อยากจะตอบกลับว่า “เจ้าไม่เห็นรึไง?” แต่สุดท้ายก็กัดฟันกลืนคำพูดลงคอ
เขากลัวโดนตบ…
อยู่ใต้ชายคา ก็ต้องก้มหน้าให้เป็น ชายชาตรีต้องรู้จักยืดหยุ่น อดทนเพื่อวันข้างหน้า… ฉีอี้ปลอบใจตัวเองในใจ แล้วก็จำใจพยักหน้าอย่างอัปยศอดสู
ในชั่วพริบตานั้น ฉีอี้ถึงกับคิดจะชิงลงมือก่อน ซัดเจ้าหญิงงามตรงหน้าให้สลบแล้วหนีไปให้ไกล!
ถึงร่างนี้จะอ่อนแอหน่อย แต่แค่ผู้หญิงตัวคนเดียว เขาก็ยังพอมีหวัง…
แต่เขาก็กลัวว่าแค่ขยับตัวเมื่อไร เหล่าโจรภูเขาจะบุกเข้ามารุมกระทืบทันที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน อาการแสบตรงหน้าท้องเขายังไม่หายดีเลย เขาไม่อยากโดนซ้ำอีกรอบ
“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก”
หญิงสาวราวกับอ่านใจเขาได้ เอ่ยขึ้นเบาๆ ริมฝีปากเคลื่อนไหวเผยเสียงอันไพเราะดุจสายลมเย็น
ถ้าคนพูดคือโจรภูเขาหน้าตาน่ากลัว ฉีอี้คงซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อประโยค “ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า” หลุดออกมาจากปากหญิงสาวที่บอบบางตรงหน้า มันกลับกลายเป็นความรู้สึกเสียหน้าอย่างบอกไม่ถูก
ผู้ชายทั้งแท่งอย่างเขา ต้องมานั่งให้ผู้หญิงปลอบใจว่า “ไม่ทำร้ายหรอกนะ” นี่มันดูถูกกันเกินไปแล้ว!
…เอาเถอะ จะเสียศักดิ์ศรีหน่อยก็ช่าง ยังดีกว่าให้เจอพวกโจรพวกนั้นอีก ถ้าเป็น “การทำร้าย” ในความหมายบางอย่าง… เขาอาจจะยอมรับได้ก็ได้…
“ช่วงนี้ เจ้าก็อยู่ในกองโจรไปก่อน หากอยากอ่านหนังสือ บอกข้า ข้าจะให้คนไปหาให้”
“ต่อจากนี้ ในสายตาคนภายนอก เราจะเป็นสามีภรรยากัน”
“บริเวณรอบๆค่าย เจ้าสามารถเดินได้ตามใจ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะปล่อยเจ้าไป”
คำพูดของนางเรียบง่าย แต่น้ำเสียงก็หนักแน่น
“ส…สามีภรรยา?”
ฉีอี้ถึงกับอึ้งงัน กระทั่งตอนนี้เขาถึงได้รู้ตัวว่า… ที่ผ่านมานั้น เขาเข้าใจผิดเรื่องสำคัญไปหนึ่งอย่าง
อย่าบอกนะว่า… “หัวหน้าโจร” ที่คนพูดถึง… ก็คือเธอ!?
ในพริบตา ภาพชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้มที่ฉีอี้เคยจินตนาการไว้เริ่มสลายกลายเป็นผุยผงแทนที่ด้วยหญิงงามตรงหน้า…หญิงสาวรูปร่างระหงคนนี้ กำลังโน้มตัวทำความเคารพเขาเบาๆพร้อมกล่าวว่า:
“ท่านสามี… ข้าน้อยขอคารวะ…”
ก็อก! ก็อก! ก็อก!
ไม่ใช่เสียงจินตนาการอะไรหรอก เป็นเสียงเคาะประตูต่างหาก!
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน ฉุดฉีอี้ออกจากภวังค์แห่งจินตนาการ แล้วเขาก็เห็นกลอนประตูไม้เหมือนจะถูกกระแทกจนขาดกระเด็น จากนั้นหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมกับชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ก็พรวดเข้ามาในห้องอย่างถือดี
“รู่ยี่ นั่นใครกัน!?”
ชายหนุ่มเห็นฉีอี้นั่งอยู่บนเตียง ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย ใบหน้าก็เปลี่ยนสีทันที ตะโกนถามออกมาอย่างไม่คิด!