มึงนั่นแหละ! เขมรซัดไทยเป็นศูนย์กลางแก๊งคอลเซ็นเตอร์-อาชญากรรมทางไซเบอร์
กัมพูชาเดือดซัดกลับ ไทยนั่นแหละเป็นศูนย์กลางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ของโลกตอนนี้
25 มิ.ย. 68 แขมร์ไทม์ส สื่อกัมพูชา รายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลไทย ที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ระดับโลก โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนหรือปกป้องเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ และแสดงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ
นายเจีย วันเดธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมแห่งกัมพูชาออกมากล่าวต่อต้านข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาต่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ พร้อมระบุว่า “กัมพูชาไม่เคยสนับสนุนและจะไม่ยอมรับกิจกรรมทางอาชญากรรมทางไซเบอร์… รัฐบาลกัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และการยึดมั่นในหลักนิติธรรมและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อวานนี้ (23 มิ.ย. 68) โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมประชุดด้วย พร้อมอ้างรายงานขององค์การสหประชาชาติ มีข้อสรุปว่า กัมพูชา เป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้สั่งการให้ไทยเพิ่มมาตรการปราบปรามอย่างเด็ดขาย โดยเฉพาะบริเวณชายแดน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการตามนโยบายอย่างเข้มแข็ง ทำให้ตัวเลขลดลงในทุกมิติ และทำให้กัมพูชา เสียรายได้ไปประมาณ 30,000 ล้านบาท และได้รับผลกระทบตรงนี้อย่างมาก จึงขอให้ทำต่อเนื่องและจะไม่หยุดอยู่ตรงนี้ จะทำเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น การที่กัมพูชาเสียรายได้มากเท่าไหร่ จะกลายเป็นว่าประชาชนของไทยปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
กัมพูชาลั่นไทยนั่นแหละเป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์
นายเจียยอมรับว่า อาชญากรรมทางไซเบอร์เกิดขึ้นท่ามกลางการพัฒนาทางเทคโนโลยี และเกิดขึ้นในลักษณ์ข้ามชาติ จึงเป็นความท้าทายที่ต้องมีการรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่การเบี่ยงเบนทางการเมือง ทางการไทยควรเน้นไปที่การรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรภายในพรมแดนของตนเอง และร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์มากกว่าการกล่าวโทษกันอย่างไม่รับผิดชอบ พร้อมโต้ว่ากัมพูชาทราบถึงข่าวที่เจ้าหน้าที่ไทยบางส่วนอาจเพิกเฉยหรือเป็นหนึ่งในเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศไทย