โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลายปัจจัยรุมเร้า เศรษฐกิจไทย! ม.หอการค้า ปรับลด GDPไทยปีนี้เหลือร้อยละ 1.7

JS100

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 07.44 น. • JS100:จส.100
หลายปัจจัยรุมเร้า เศรษฐกิจไทย! ม.หอการค้า ปรับลด GDPไทยปีนี้เหลือร้อยละ 1.7

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ลงจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 1.7 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ได้แก่ กำแพงภาษีจากสหรัฐ, ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน, ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา, เสถียรภาพรัฐบาล รวมทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมฟื้นช้า อัตรากำลังการผลิตยังต่ำที่ระดับร้อยละ 65.1 การลงทุนภาคเอกชนติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4, การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังเสี่ยงลดลง เพราะสหรัฐได้เร่งนำเข้าไปล่วงหน้าไปในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว, นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และยังคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือต่อจีดีพีจะปรับสูงขึ้น เป็นร้อยละ 87.4

จีดีพีปีนี้ยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนจากเป้าหมายร้อยละ 1.7 โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี

1.กรณีที่แย่ที่สุด คือจีดีพีอาจโตลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.9 หากการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ โดยนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้แค่ ร้อยละ 25, สหรัฐประกาศเก็บภาษีไทยในร้อยละ 25-30 และชายแดนกัมพูชาตึงเครียดจนต้องปิดด่าน 100% ตลอดปีนี้

2.กรณีที่ดีที่สุด คาดว่าจีดีพีปีนี้อาจจะเติบโตได้ ร้อยละ 2.3% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ ของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น นายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่บริหารประเทศจนถึงสิ้นปีนี้ ทำให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ร้อยละ 75% สหรัฐประกาศเก็บภาษีไทยเพียงร้อยละ 10% รวมทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และสงคราม อิสราเอล-อิหร่าน จบลงเร็ว

สำหรับข้อเสนอที่ควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจไทยผันผวนมาก รัฐบาลจะต้องเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐ, เร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯ, ปลดล็อกการให้สินเชื่อ เพราะขณะนี้คือสินเชื่อขยายตัวต่ำกว่าเงินฝาก เนื่องจากธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะหารือร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อผ่อนเกณฑ์การให้สินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินต่อได้, แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและการกระตุ้นการลงทุนเอกชน

นอกจากนั้น ยังมี ผลกระทบของแต่ละปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อจีดีพีไทยว่า กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 1 เดือน การส่งออกไทยจะหายไป 11,659 ล้านบาท ฉุดให้จีดีพีไทยลดลงร้อยละ 0.06 แต่หากขัดแย้งรุนแรงมีการปิดด่านจนถึงสิ้นปีนี้ การส่งออกไทยจะหายไป 69,952 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลงร้อยละ 0.38

ส่วนกรณีคลิปเสียงหลุดของนายกรัฐมนตรีได้ประเมินผลกระทบเป็น 3 กรณี คือ 1.หากนายกฯ อยู่ต่อตลอดทั้งปี ใช้งบประมาณได้ต่อเนื่อง และสามารถผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทได้ จะทำให้จีดีพี ลดลงร้อยละ 0.06

2.มีนายกฯ คนใหม่พรรคแกนนำเดิม อาจทำให้งบปี 2569 อาจล่าช้าออกไป 2-3 เดือน จีดีพีอาจลดลง ร้อยละ 0.20 และ

3.นายกฯ ยุบสภา อาจทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า 3-6 เดือน ต้องเริ่มขบวนการงบประมาณปี 2569 ใหม่ คาดว่าจีดีพีลดลงร้อยละ 0.66

ส่วนกรณีสงครามอิหร่าน-อิสราเอล แบ่งออกเป็น 3 กรณีเช่นกัน 1.ความขัดแย้งคลี่คลายได้เร็ว จะทำให้จีดีพีลดลงร้อยละ 0.07 2.ความขัดแย้งยืดเยื้อระดับปานกลาง จีดีพีลดลงร้อยละ 0.59 และ 3.ความขัดแย้งบานปลายและรุนแรง อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิดสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค คาดว่าจะทำให้จีดีพีไทยปรับลดลงร้อยละ 1.07

ส่วนกรณีการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐแบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ 1.จัดเก็บอัตราร้อยละ10จะกระทบส่งออก 74,055 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลงร้อยละ 0.40 2.จัดเก็บภาษีร้อยละ 15-20 กระทบส่งออก 131,806 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลงร้อยละ 0.71 และ 3.จัดเก็บภาษีร้อยละ25-30 กระทบส่งออก 201,860 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลงร้อยละ1.09%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...