โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สื่อนอกตี วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ดับรวมแล้ว 30 ชาวบ้านหนีตาย สู้รบวันที่ 3 ยอดอพยพทะลุแสน

Thaiger

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 18.40 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 11.37 น. • Thaiger ข่าวไทย

วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา สื่อต่างประเทศเผย ชาวกัมพูชาหนีตายจากการปะทะวันที่สาม ยอดผู้อพยพ 2 ฝั่งทะลุแสน พลเรือนไทยเกือบ 140,000 คน

วันนี้ (26 ก.ค.) จากกรณีสถานการณ์การสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา สำนักข่าวอัลจาซีรา มีการออกลงบทสัมภาษณ์ของทหารกัมพูชารายหนึ่งที่หนีตายจาหเหตุปะทะกับทหารจากไทยบริเวณแนวชายแดน โดยวันนี้จากรายงานยืนยันว่ายังคงมีเสียงระเบิดยังคงดังกึกก้องเป็นระยะๆ จากแนวชายแดนของสองประเทศ

สื่อเจ้าดังกล่าวระบุถึงทหารกัมพูชานายหนึ่งซึ่งกำลังนอนรอเข้ารับการผ่าตัด เพื่อนำสะเก็ดระเบิดที่ฝังอยู่ในร่างกายออก โดยเป็นผลมาจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายไทย โดยเขาเล่าว่าได้รับบาดเจ็บจากการปะทะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ใกล้กับปราสาทตาเหมือนธม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่พิพาทตามแนวพรมแดนระหว่างจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชาและ จ.สุรินทร์ของไทย

เจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีรา ขณะนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลว่า“ผมมีสะเก็ดระเบิดฝังอยู่ที่หลังและยังไม่ได้เอาออกเลย ต้องรอผ่าตัด” โดยมีภรรยาและลูกชายนั่งอยู่บนพื้นข้างๆ

“ตอนแรกพวกเขาพาผมไปโรงพยาบาลทหาร แต่ที่นั่นไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ตอนที่ผมโดนระเบิด เสื้อผ้าผมขาดกระจุยไปหมด”

ทหารกัมพูชาอีกนายที่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เล่าว่าเขาถูกสะเก็ดระเบิดที่หัวไหล่ซ้ายขณะปะทะกันใกล้กับปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ข้อพิพาท

ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าสามารถเข้าควบคุมพื้นที่รอบปราสาทตาเหมือนและตาควายได้แล้ว รวมถึงพื้นที่พิพาทอีก 6 แห่ง หลังจากผลักดันทหารไทยกลับไปได้ไม่นานหลังการปะทะปะทุขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี อย่างไรก็ตามคำกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ

ทั้งนี้เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาของวันนี้ (26 ก.ค.) มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วกว่า 30 รายจากทั้งสองฝั่งชายแดน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

ทางการกัมพูชาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่ฝั่งไทยมีรายงานผู้เสียชีวิตราว 20 ราย นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตลอด 3 วันที่ผ่านมา

แฟ้มภาพ (AP Photo/Heng Sinith

เสียงจากผู้อพยพย้ำ ตัวเองต้องวิ่งหนี ! เพื่อเอาชีวิตรอด

การปะทะกันด้วยปืนใหญ่และจรวดได้บีบให้พลเรือนตามแนวชายแดนของกัมพูชาต้องอพยพหนีตาย

“ฉันคิดถึงบ้าน” นางเชง เดียบ ชาวบ้านผู้พลัดถิ่นกล่าว เธอหนีออกจากบ้านที่อยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 5 กิโลเมตรในจังหวัดอุดรมีชัย และตอนนี้ต้องอาศัยอยู่กับลูกๆ ที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งกับครอบครัวอื่นๆ อีกหลายสิบครอบครัว

“ถ้ายังยิงกันไม่หยุด เราก็คงต้องหนีต่อไปเรื่อยๆ เราไม่รู้เลยว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่” เธอกล่าว

สำหรับผู้พลัดถิ่น อาหารเริ่มขาดแคลนและความไม่แน่นอนก็เพิ่มสูงขึ้น หลายคนเป็นห่วงชะตากรรมของบ้าน ปศุสัตว์ และไร่นา ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตในพื้นที่ชายแดนที่ยากจนของกัมพูชา

“เราเหลืออาหารอยู่น้อยมาก ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะไม่มีอะไรกิน” นางเชง เดียบ กล่าว

ผู้อพยพกัมพูชาได้รับน้ำที่ค่ายผู้ลี้ภัยบาตขาวในจ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อ 26 ก.ค.68 ขณะที่การปะทะบริเวณชายแดนเข้าสู่วันที่สาม (AP Photo/Anton L. Delgado)

ลำดับเหตุการณ์สู่การเผชิญหน้า

ขณะที่การสู้รบได้ขยายวงกว้างไปหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน มีรายงานว่าพลเรือนไทยเกือบ 140,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และกองทัพไทยได้ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” ใน 8 อำเภอชายแดน ส่วนในฝั่งกัมพูชามีผู้อพยพแล้วประมาณ 38,000 คน

ข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากทหารกัมพูชาเสียชีวิตจากการปะทะกับทหารไทยช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นความตึงเครียดก็เพิ่มสูงขึ้นผ่านการใช้มาตรการตอบโต้ทางการทูตและการค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนกระทั่งสถานการณ์บานปลายเมื่อต้นสัปดาห์นี้ เมื่อทหารไทยหลายนายได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดในเขตพิพาท

ฝ่ายไทยกล่าวหากัมพูชาว่าจงใจวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งพนมเปญปฏิเสธอย่างแข็งขัน โดยอ้างว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมือง จากนั้นไทยได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับและขับทูตกัมพูชาออกนอกประเทศ พนมเปญจึงตอบโต้ด้วยการเรียกนักการทูตกลับเช่นกัน และทั้งสองฝ่ายได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลง ก่อนที่การสู้รบโดยตรงจะปะทุขึ้นในเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.)

แฟ้มภาพ AP Photo/Heng Sinith

กัมพูชายังได้กล่าวหาว่าไทยใช้ “ระเบิดพวง” ซึ่งเป็นอาวุธที่ถูกห้ามภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศ

ขณะที่ฝ่ายไทยกล่าวหากัมพูชาว่ายิงจรวดพิสัยไกลเข้าใส่พื้นที่พลเรือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วย

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่า เขาเชื่อว่ากัมพูชาอาจเข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงครามจากการโจมตีพลเรือน ส่วนสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็กล่าวหากองทัพไทยว่าเปิดฉาก “การโจมตีที่ไม่ได้ถูกยั่วยุ, มีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า และเกิดขึ้นอย่างเจตนา”

ขณะที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างพยายามชี้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้รุกราน แต่อัปเดตสถานการณ์จนถึงเวลานี้ สำนักข่าวต่างประเทศยืนยันทางการของทั้ง 2 ฝั่งชายแดน ดูเหมือนกำลังเตรียมการสำหรับความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อต่อไป.

ประชาชนหนีออกจากหมู่บ้านของตนในจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค.68 (AP Photo/Heng Sinith)
ภาพถ่ายนี้เผยแพร่โดยกองทัพบกไทย แสดงให้เห็นเหตุการณ์หลังจากที่กัมพูชายิงปืนใหญ่เข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในจังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา (Royal Thai Army via AP)
(Royal Thai Army via AP)
Royal Thai Army via AP)
คนไทยที่หลบหนีการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา หลบภัยที่ จ.สุรินทร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (AP Photo/Sunny Chittawil)
ชาวบ้านในพื้นที่บริจาคสิ่งของส่วนตัวให้กับกองกำลังทหารแนวหน้าบริเวณทางเท้าในอำเภอสเรยสัง จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อ 26 ก.ค.68 (AP Photo/Heng Sinith)
(AP Photo/Anton L. Delgado)
(AP Photo/Anton L. Delgado)
(AP Photo/Anton L. Delgado)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...