โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ความมั่นคงปลอดภัย’ เงื่อนไขการอยู่รอด 'องค์กรยุคดิจิทัล'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 15.30 น.

นครินทร์ เทียนประทีป ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เปิดมุมมองว่า ความมั่นคงปลอดภัยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “เงื่อนไขของการอยู่รอด” เนื่องจากภัยไซเบอร์ได้ยกระดับทั้งความซับซ้อนและผลกระทบอย่างไม่เคยมีมาก่อน

AI: ดาบสองคมในโลกยุคไซเบอร์ ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหัวใจสำคัญของทั้งฝ่ายป้องกันและฝ่ายโจมตีในโลก ไซเบอร์ ฝ่ายป้องกันเริ่มใช้ AI ตรวจจับความผิดปกติ วิเคราะห์พฤติกรรม และตอบสนองภัยคุกคามได้แบบเรียลไทม์ ขณะที่แฮกเกอร์ก็ใช้ AI พัฒนา “มัลแวร์อัจฉริยะ” ที่เรียนรู้และปรับตัวได้เอง

ปรากฏการณ์อย่างการสังเคราะห์ภาพนิ่ง เสียง หรือภาพเคลื่อนไหวด้วย AI (Deepfake) การสังเคราะห์เสียงเพื่อเลียนแบบเสียงต้นฉบับของคน (Voice Clone) ถูกนำมาใช้สร้างเนื้อหาปลอมเพื่อหลอกลวงในระดับที่แทบแยกไม่ออกจากของจริง เช่น การปลอมเสียงผู้บริหารเพื่อสั่งการผิด ๆ หรือการลวงให้โอนเงิน การปลอมแปลงในลักษณะนี้กำลังกลายเป็นภัยที่ยากต่อการตรวจจับและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

จากหว่านแห สู่เป้าหมายเฉพาะจุด

แนวโน้มภัยคุกคามเปลี่ยนจากการโจมตีแบบสุ่มหรือหว่านแห สู่ การเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Attack) มากขึ้น แฮกเกอร์ใช้ข้อมูลส่วนตัวจากโซเชียลมีเดียและช่องทางสื่อสารต่างๆ ในการออกแบบฟิชชิ่งอีเมลหรือหลอกลวงแบบเฉพาะบุคคล

โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดแค่บุคคลทั่วไป แต่อาจรวมถึงหน่วยงานรัฐ องค์กรธุรกิจ หรือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สาธารณูปโภค ที่ใช้ระบบอัตโนมัติและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นหัวใจหลัก

นอกจากนี้ ยังเป็นการโจมตีที่แฝงตัวผ่าน “ซัพพลายเชน” ผู้ให้บริการจากภายนอก เช่น ผู้พัฒนาโปรแกรม พันธมิตรธุรกิจ หรือระบบไอทีที่องค์กรใช้งานอยู่

โดยเฉพาะการโจมตีผ่าน Ransomware-as-a-Service (RaaS) ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเช่าเครื่องมือโจมตีแม้ไม่มีทักษะด้านเทคนิค ทำให้การโจมตีระบบกลายเป็นเรื่องง่ายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก

กระทบชื่อเสียง - ความเชื่อมั่น

สำหรับ ความเสียหายจากภัยคุกคามไซเบอร์ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับข้อมูลหรือเงินทุน แต่กระทบถึง“ความเชื่อมั่น” ของสาธารณชนและความมั่นคงระดับชาติ

องค์กรที่ถูกเจาะระบบอาจเผชิญการสูญเสียชื่อเสียง การฟ้องร้อง และปัญหาการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง เพื่อให้ทันกับภัยคุกคามที่ทวีความซับซ้อน มาตรการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์จำเป็นต้องปรับตัวแบบรอบด้าน โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

การนำ AI มาเสริมระบบรักษาความปลอดภัย : เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ในการป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือชื่อเสียง

การฝึกอบรมบุคลากร : สร้างวัฒนธรรมการตระหนักรู้ถึงภัยไซเบอร์ในทุกระดับ เป็นการลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญขององค์กรหรือข้อมูลส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมั่นประเมินความเสี่ยงจากซัพพลายเชน : อย่างสม่ำเสมอ ทั้งพนักงานในองค์กร ทีมงานที่กระจายอยู่นอกองค์กร เวนเดอร์หรือซัพพลายเออร์แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลบเลี่ยงการตรวจจับและกระจายความเสียหายเข้าสู่ระบบไอทีขององค์กรผ่านช่องทางที่คุ้นเคย

การจัดทำแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) : เพื่อจำกัดความเสียหายเมื่อถูกโจมตี

การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ :ในการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคาม ร่วมกำหนดแนวปฏิบัติ และเครื่องมือในการเผชิญเหตุและพร้อมรับมือร่วมกัน

วางกลยุทธ์ปูทางรับอนาคต

เมื่อการติดตามแนวโน้มด้านเทคโนโลยีมีผลต่อการกำหนดทิศทางความปลอดภัยไซเบอร์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะทันทีที่เกิดช่องโหว่ในระบบ ผู้บุกรุกจะฉวยประโยชน์จากช่องโหว่ในการโจมตีอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีแบบเดียวกัน

ดังนั้น Zero Trust Architecture หรือสถาปัตยกรรมแบบไม่เชื่อถือผู้ใดเลยโดยอัตโนมัติ จะกลายเป็นแนวทางหลักในการจัดการความปลอดภัย แยกและควบคุมการเข้าถึงระบบแบบละเอียดถึงระดับผู้ใช้และอุปกรณ์ Micro Segmentation หรือการแบ่งเครือข่ายย่อย เพื่อลดการแพร่กระจายของภัยเมื่อระบบใดระบบหนึ่งถูกเจาะ

การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมไอที-โอทีเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะระบบควบคุมในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเปราะบาง รับมือ RaaS และฟิชชิ่งด้วยการตรวจจับขั้นสูง เช่น sandbox, behavior analytics และ multi-factor authentication

เตรียมรับยุค “Quantum Computing” ด้วยการเริ่มใช้การเข้ารหัสที่ทนทานต่อควอนตัม เพื่อป้องกันแฮกเกอร์ที่พร้อมนำควอนตัมมาถอดรหัสข้อมูลขององค์กรในอนาคต

ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ใช่ภาพลวงในโลกดิจิทัล แต่แทรกซึมอยู่ในชีวิตจริงของผู้คนและองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการรับมือจึงต้อง “ เร็ว-ลึก-ร่วมมือ” ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงภัยที่กำลังเผชิญ พร้อมกับการร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน คือ กุญแจสำคัญสู่การ “อยู่รอด” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...