3 ชาติสั่งซื้อสารสกัด “แทนนิน” หมากไทย
สมาคมส่งเสริมการปลูกและส่งออกหมากพลู ผนึก บจ.เอ็มแอนด์ดับบลิว เฮลท์แคร์ วิจัยผลิตเนื้อเยื่อหมากคุณภาพ “สายพันธุ์ เอซี.1” ได้สำเร็จ พร้อมเผย “อินเดีย-เยอรมนี-ญี่ปุ่น” สั่งซื้อสารสกัด “แทนนิน” จากหมากของไทย ไป “ผลิตสีฟอกย้อม-ยาสีฟัน-สีรถยนต์” เพิ่มมูลค่าแทนส่งออกหมากแห้ง
ดร.สมบัติ ชนะสิทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมการปลูกและส่งออกหมากพลู และที่ปรึกษารักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และที่ปรึกษารักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาคมส่งเสริมการปลูกส่งออกหมากพลู ได้รณรงค์เรื่องการปลูกหมาก และการทำตลาดหมากส่งออกต่างประเทศ พร้อมกับได้ลงนามกับบริษัท เอ็มแอนด์ดับบลิว เฮลท์แคร์ จำกัด
ทำการวิจัยผลิตเนื้อเยื่อหมากสายพันธุ์ เอซี.1 จะเป็นหมากคุณภาพให้ผลผลิตปริมาณมาก มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถนำเนื้อเยื่อหมากมาบรรจุไว้ในขวด แล้วนำลงถุงเพาะชำประมาณ 1 เดือน ก็นำลงดินปลูกโดยต้นขนาด 1 คืบ ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปีจะให้ผลผลิต และต่อไปเมื่อมีความก้าวหน้าจะทำการขยายพัฒนาเป็นสายพันธุ์ เอซี.2 และ เอซี.3 ต่อไป
ดร.สมบัติกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันทางบริษัท เอ็มแอนด์ดับบลิว ลงทุนซื้อเครื่องสกัด เพื่อนำสารกลุ่มแทนนิน (tannin) ในผลหมากออกมาส่งออกตามออร์เดอร์ไปยังประเทศอินเดีย เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งนำไปแปรรูปเป็นเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมฟอกย้อม และอุตสาหกรรมสี
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศอินเดียสั่งซื้อหมากสุกไปสกัดแปรรูปผลิตสีฟอกย้อม ส่วนประเทศเยอรมนีมีการสั่งซื้อสารสกัดแทนนินในผลหมากไปแปรรูปเป็นยาสีฟัน ส่วนประเทศญี่ปุ่นนำไปแปรรูปเป็นสีสำหรับรถยนต์ เป็นต้น ดังนั้นต่อไปประเทศไทยจะมีการส่งออกสารสกัดแทนนิน เป็นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าตามความต้องการของตลาดปลายน้ำได้ไปแทนการส่งออกหมากแห้ง
“ธุรกิจเรื่องหมากได้ทำการรณรงค์มากว่า 1 ปี ถือว่ามีความสำเร็จก้าวหน้าไปมาก จนพัฒนาไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการส่งออกหมาก หากดูความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นน้ำที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปลูกหมากเป็นพืชแซมที่หัวไร่ปลายนา เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือนตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 เริ่มมีการปลูกหมากในเชิงธุรกิจ หลังจากที่พบว่าประเทศไทยมียอดการส่งออกหมากหลายพันล้านบาท
ทำให้มีเกษตรกรบางรายลงทุนปลูกต้นหมากเป็นพืชเศรษฐกิจนับหมื่นต้น ปัจจุบันหากรวมต้นหมากทั้งรายเก่า และรายใหม่ น่าจะประมาณหลาย 10 ล้านต้น โดยผู้ที่ปลูกช่วงต้นปี 2565 คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณปี 2568”
อนึ่ง รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สำอางค์ ศุภฤกษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นผู้ค้นพบว่าสารสกัด “แทนนิน” จากผลหมากสามารถนำไปต่อยอดใช้เป็นสารรีเอเย่นต์สำหรับการวิเคราะห์สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจนได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสารวิชาการระดับนานาชาติและได้รับการอ้างอิงไปทั่วโลก
ด้วยเทคนิค “flow-based analysis” ที่ใช้ในการทดลองเพื่อศึกษาการเกิดปฏิกิริยาต่อสารปนเปื้อนในน้ำ พบว่าสารสกัด “แทนนิน” จากผลหมากสามารถใช้เป็นสารรีเอเย่นต์ ทำปฏิกิริยากับ “ไนไตรต์” หรือดินประสิว ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์และสัตว์
รวมทั้งธาตุเหล็กในน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้วิธีการตรวจค่าการดูดกลืนแสงของสารเคมี (spectrophotometry) ซึ่งแสดงความแปรผันโดยตรงต่อระดับความเข้มข้นของสารไนไตรต์และเหล็กที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ การนำสารสกัด “แทนนิน” จากหมากมาทำปฏิกิริยากับเหล็กในห้องปฏิบัติการ ยังสามารถนำไปสู่การค้นพบสารรีเอเย่นต์ ที่จะสามารถนำไปต่อยอดสร้างเป็น “ยาใหม่” ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย