โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

3 ชาติสั่งซื้อสารสกัด “แทนนิน” หมากไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ก.ค. 2566 เวลา 10.55 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2566 เวลา 10.55 น.

สมาคมส่งเสริมการปลูกและส่งออกหมากพลู ผนึก บจ.เอ็มแอนด์ดับบลิว เฮลท์แคร์ วิจัยผลิตเนื้อเยื่อหมากคุณภาพ “สายพันธุ์ เอซี.1” ได้สำเร็จ พร้อมเผย “อินเดีย-เยอรมนี-ญี่ปุ่น” สั่งซื้อสารสกัด “แทนนิน” จากหมากของไทย ไป “ผลิตสีฟอกย้อม-ยาสีฟัน-สีรถยนต์” เพิ่มมูลค่าแทนส่งออกหมากแห้ง

ดร.สมบัติ ชนะสิทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมการปลูกและส่งออกหมากพลู และที่ปรึกษารักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และที่ปรึกษารักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาคมส่งเสริมการปลูกส่งออกหมากพลู ได้รณรงค์เรื่องการปลูกหมาก และการทำตลาดหมากส่งออกต่างประเทศ พร้อมกับได้ลงนามกับบริษัท เอ็มแอนด์ดับบลิว เฮลท์แคร์ จำกัด

ทำการวิจัยผลิตเนื้อเยื่อหมากสายพันธุ์ เอซี.1 จะเป็นหมากคุณภาพให้ผลผลิตปริมาณมาก มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถนำเนื้อเยื่อหมากมาบรรจุไว้ในขวด แล้วนำลงถุงเพาะชำประมาณ 1 เดือน ก็นำลงดินปลูกโดยต้นขนาด 1 คืบ ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปีจะให้ผลผลิต และต่อไปเมื่อมีความก้าวหน้าจะทำการขยายพัฒนาเป็นสายพันธุ์ เอซี.2 และ เอซี.3 ต่อไป

ดร.สมบัติกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันทางบริษัท เอ็มแอนด์ดับบลิว ลงทุนซื้อเครื่องสกัด เพื่อนำสารกลุ่มแทนนิน (tannin) ในผลหมากออกมาส่งออกตามออร์เดอร์ไปยังประเทศอินเดีย เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งนำไปแปรรูปเป็นเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมฟอกย้อม และอุตสาหกรรมสี

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศอินเดียสั่งซื้อหมากสุกไปสกัดแปรรูปผลิตสีฟอกย้อม ส่วนประเทศเยอรมนีมีการสั่งซื้อสารสกัดแทนนินในผลหมากไปแปรรูปเป็นยาสีฟัน ส่วนประเทศญี่ปุ่นนำไปแปรรูปเป็นสีสำหรับรถยนต์ เป็นต้น ดังนั้นต่อไปประเทศไทยจะมีการส่งออกสารสกัดแทนนิน เป็นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าตามความต้องการของตลาดปลายน้ำได้ไปแทนการส่งออกหมากแห้ง

“ธุรกิจเรื่องหมากได้ทำการรณรงค์มากว่า 1 ปี ถือว่ามีความสำเร็จก้าวหน้าไปมาก จนพัฒนาไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการส่งออกหมาก หากดูความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นน้ำที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปลูกหมากเป็นพืชแซมที่หัวไร่ปลายนา เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือนตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 เริ่มมีการปลูกหมากในเชิงธุรกิจ หลังจากที่พบว่าประเทศไทยมียอดการส่งออกหมากหลายพันล้านบาท

ทำให้มีเกษตรกรบางรายลงทุนปลูกต้นหมากเป็นพืชเศรษฐกิจนับหมื่นต้น ปัจจุบันหากรวมต้นหมากทั้งรายเก่า และรายใหม่ น่าจะประมาณหลาย 10 ล้านต้น โดยผู้ที่ปลูกช่วงต้นปี 2565 คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณปี 2568”

อนึ่ง รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สำอางค์ ศุภฤกษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นผู้ค้นพบว่าสารสกัด “แทนนิน” จากผลหมากสามารถนำไปต่อยอดใช้เป็นสารรีเอเย่นต์สำหรับการวิเคราะห์สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจนได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสารวิชาการระดับนานาชาติและได้รับการอ้างอิงไปทั่วโลก

ด้วยเทคนิค “flow-based analysis” ที่ใช้ในการทดลองเพื่อศึกษาการเกิดปฏิกิริยาต่อสารปนเปื้อนในน้ำ พบว่าสารสกัด “แทนนิน” จากผลหมากสามารถใช้เป็นสารรีเอเย่นต์ ทำปฏิกิริยากับ “ไนไตรต์” หรือดินประสิว ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์และสัตว์

รวมทั้งธาตุเหล็กในน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้วิธีการตรวจค่าการดูดกลืนแสงของสารเคมี (spectrophotometry) ซึ่งแสดงความแปรผันโดยตรงต่อระดับความเข้มข้นของสารไนไตรต์และเหล็กที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การนำสารสกัด “แทนนิน” จากหมากมาทำปฏิกิริยากับเหล็กในห้องปฏิบัติการ ยังสามารถนำไปสู่การค้นพบสารรีเอเย่นต์ ที่จะสามารถนำไปต่อยอดสร้างเป็น “ยาใหม่” ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...