โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของขบวนการทวงคืน ดินแดน'คนไท'เพื่อ'คนไทย'(Pan-Thai)

The Better

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 04.00 น. • THE BETTER

ข้อมูลนี้เป็นรายงานของ CIA ว่าด้วย ขบวนการทวงคืนดินแดนของคนไทย หรือขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย (Pan-Thai) ที่เคยรุ่งเรืองในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน ซึ่งปัจจุบันแนวคิดของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยกลายเป็นเรื่องล้าสมัยและยังถูกโจมตีโดยนักวิชาการที่ "ไม่ชาตินิยม" ในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้แนวคิดนี้เป็นเรื่องที่น่าเยาะเย้ยในสายตาของ "ผู้ต่อต้านชาตินิยม"

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสต้องการดินแดนไทยของเพื่อนบ้านบางประเทศ ทำให้เราคารจะหันมาศึกษาแนวคิดของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยอีกครั้ง เพื่อสะท้อนสิ่งที่ไทยเคยเป็นมาก่อน และหาทางรับมือกับสิ่งที่เพื่อนบ้านกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะหากยังผลักดันแนวคิดชาตินิยมที่รุนแรงแบบนี้ต่อไป ก็อาจนำไปสู่สิ่งที่ขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยเคยประสบมาก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1930 - 1940 นั่นคือ "สงคราม"

รายงานของ CIA ชิ้นนี้แม้ว่าจะเขียนขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว (11 สิงหาคม 1953) แต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าในทางประวัติศาสตร์และการเมือง เพราะมุ่งเน้นให้ผู้บริหารประเทศของสหรัฐฯ เข้าใจถึงกระแสชาตินิยมของไทย โครงสร้างของขบวนการ และเป้าหมายของขบวนการนี้ สำหรับคนไทย นี่คือเอกสารชิ้นสำคัญที่จะเล่าเรื่องราวในช่วงหนึ่งที่ "ชาตินิยม" เคยเป็นอุมดการณ์ชั้นสูงสุดของประเทศมาก่อน

รายงานนี้มีชื่อว่าThe Pan-Thai Movement: An assessment of the movement to reunite Thailand and its lost territoeries

เนื้อหามีดังนี้

ขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

I. ประวัติความเป็นมาของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

ขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยคืออะไร?
ขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย (Pan-Thai) คือดินแดนของราชอาณาจักรไทยที่กลุ่มนิยมความเป็นไทยอ้างว่าถูกอังกฤษและฝรั่งเศสยึดไปจากประเทศไทยโดยใช้กำลัง

เกี่ยวข้องกับพื้นที่ใดบ้าง?
พื้นที่ที่ขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยอ้างว่าถูกขโมยไปจากประเทศไทย 4 ส่วน ซึ่งเสียไป 7 ครั้ง

1. ค.ศ. 1800 (พ.ศ. 2343) เสียให้บริเตนใหญ่ พื้นที่ส่วนหนึ่งของคอคอดกระซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพม่าและบริเวณรอบปีนัง, มาเลเซีย
2. ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) เสียให้ฝรั่งเศส พื้นที่ภาคตะวันออกของกัมพูชา และเกาะชายฝั่งทะเล 6 แห่ง
3. ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เสียให้ฝรั่งเศส พื้นที่สิบสองจุไท
4. ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) เสียให้ฝรั่งเศส พื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
5. ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) เสียให้ฝรั่งเศส พื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซ
6. ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) เสียให้ฝรั่งเศส พื้นที่พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ
7. ค.ศ. 1909 (พ.ศ. 2452) เสียให้บริเตนใหญ่ พื้นที่กลันตัน ตรังกานู เคดาห์ และเปอร์ลิสและเกาะใกล้เคียงนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายา

แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงชาวไทยที่อาศัยอยู่ในมณฑลยูนนานบ่อยครั้ง แต่ก็ต้องย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ. 1253 จึงจะก่อตั้งรัฐของคนไทยในยูนนาน ไม่ใช่เขตปกครองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลปักกิ่ง พื้นที่สิบสองจุไทมีพรมแดนติดกับยูนนาน และแท้จริงแล้วเป็นส่วนขยายของอาณาจักรยูนนานที่เคยเป็นอาณาจักรไทยโบราณ

ความซับซ้อนหลักและจุดที่น่าสงสัยในการใช้เหตุผลขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย คือ ในเวลานั้นดินแดนกัมพูชาและลาวตกเป็นของฝรั่งเศส ทั้งสองนั้นเป็นดินแดนอิสระและมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง และยอมทำตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส หลังจากนั้น ไทยถูกฝรั่งเศสบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาที่รับรองการเป็นผู้อารักขาของฝรั่งเศสในดินแดนเหล่านั้น

ขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
งานวิจัยไม่พบการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยก่อนปี ค.ศ. 1939 แม้ว่าแนวคิดนี้จะมีอยู่ในใจของชาวสยามจำนวนมากมายมาหลายปีก่อนหน้านั้น ในช่วงเวลานี้เองที่ได้มีการประกาศเปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นประเทศไทยเป็นครั้งแรก ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คือ แม้ว่าคำว่าสยามจะหมายถึงอาณาจักรที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่ชื่อประเทศไทย ("เมืองไทย") แปลว่า “ดินแดนของคนไทย” (Thai) หรือ “ดินแดนของคนเสรี” สะท้อนถึงการเป็นรัฐสำหรับชาวไท (Tai) ทั้งหมดทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเคลื่อนไหวดังกล่าวซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1939-1940 มีการกำหนดอย่างเป็นทางการในทุกระดับ นโยบายของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยแสดงออกโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนและในเอกสารเผยแพร่อย่างเป็นทางการของรัฐบาล ซึ่งเอกสารเผยแพร่อย่างเป็นทางการส่วนใหญ่จัดทำโดยกรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทย เอกสารเผยแพร่ที่น่าสนใจฉบับหนึ่งที่จัดทำโดยกลุ่มนี้คือ How Thailand Lost Her Territories to France (ประเทศไทยสูญเสียดินแดนให้กับฝรั่งเศสได้อย่างไร?) ซึ่งมีแผนที่ชุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นประเทศไทยพร้อมพรมแดนซึ่งรวมถึงดินแดนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส และการสูญเสียดินแดนเหล่านี้ไปทีละน้อย งานดังกล่าวปรากฏอีกครั้ง เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารขนาดใหญ่ที่เขียนโดยหลวงวิจิตรวาทการ ผู้ดำรงตำแหน่งสูงหลายตำแหน่งในรัฐบาลไทยและวงการการศึกษาของไทย งานชิ้นหลังมีชื่อว่า Thailand's Case งานทั้งสองชิ้นประณามอย่างรุนแรงถึง "การรุกราน" ของฝรั่งเศสที่ละเมิดดินแดนไทย

ผลงานของหลวงวิจิตรวาทการเหล่านี้ ร่วมกับแผ่นพับและหนังสือของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ในสมัยนั้น ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งชาวสยาม (ไทย) ชาวไทใหญ่ ชาวลาว และชนเผ่าเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่งในภาคเหนือของลาว คือคนไท และงานเขียนของพวกเขาเผยให้เห็นความเชื่อมั่นว่าการที่จะกล่าวโต้แย้งกับเรื่องนี้นั้นเป็นไปไม่ได้

พวกเขาระมัดระวังมากขึ้นในการพูดถึงชาวกัมพูชา เนื่องจากคำว่าเขมรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีนัยความหมายถึงเผ่าพันธุ์ที่ตแตกต่างและเก่าแก่ คือ ชาวกัมพูชา เช่น ขบวนการเขมรอิสระ (Khmer Issarak) ในปัจจุบันที่หมายถึงชาวกัมพูชา และนักเขียนชาวไทยมีตัวอย่างคำกล่าวที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อพิสูจน์การอ้างสิทธิ์ของพวกเขาว่าเป็นชาวไทยกัมพูชา ดังต่อไปนี้ จากหนังสือ Thai-Khmer Racial Relations (ความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติไทย-เขมร) ของหลวงวิจิตรวาทการ ว่า “เราคนไทยในเมืองไทยไม่เคยพยายามที่จะลบชื่อ ‘กัมพูชา’ ยืนยันว่าชาวกัมพูชาและชาวไทยเป็นชนชาติเดียวกัน ชาวกัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่ชาวเขมรโบราณอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากเลือดไทยได้แทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดของพวกเขาแล้ว" หนังสือ Thailandland's Case ของหลวงวิจิตรวาทการอ้างข้อมูลจากหนังสือ The Tai Race Elder Brother of the Chinese (เชื้อชาติไทคือพี่ใหญ่ของชาวจีน) ของหมอดอดด์ (William Clifton Dodd) ว่าเลือดไทยเริ่มผสมกับเลือดเขมรในราวศตวรรษที่ 5 นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงรากศัพท์ของคำว่ากัมพูชา ซึ่งมาจากคำว่า "กัมพุชะ" ซึ่งแปลว่า "เกิดในแหลมทอง" ซึ่งเป็นชื่อโบราณที่หมายถึงคาบสมุทรอินโดจีน คนอื่นๆ ก็ได้ให้ความเห็นในทำนองเดียวกัน

หลวงวิจิตรวาทการยังอ้างอิงถึงเชื้อชาติไทยจากหนังสือ Le Cambodge (ว่าด้วยกัมพูชา) ของอัยโมนิเยร์ (Aymonier) ในผลงานของเขา Thailand's Case ว่า "ครอบครัวชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวไทหรือไทย ชื่อมีความหมายไม่ว่าจะถูกจะผิดก็ตาม แปลว่า เสรี เสรีชน มีสาขาจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองด้านภาษา สาขาหลักของตระกูลนี้คือ ชาวฉาน ชาวลาว ลาวลื้อ ชาวภูไท และชาวสยาม นานก่อนที่ตระกูลนี้จะอยู่ในที่ราบสูง ยูนนาน ทิเบตตะวันออก ตามแนวลาดของเส้นทางน้ำ ครอบครองหุบเขาหลายแห่งในภาคใต้ของจีน และเคลื่อนย้ายลงสู่ภาคใต้ด้วยการหลั่งไหลอันทรงพลังครอบคลุมที่ราบเกือบทั้งหมดของอินโดจีน ขับไล่ชนพื้นเมืองที่อ่อนแอกลับเข้าไปในป่าและบนภูเขา ที่เหลืออยู่เพียงชายฝั่งเล็กๆ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่เท่านั้น เหลือไว้แต่ชาติที่เจริญแล้วซึ่งรู้จักในชื่ออันนัม (เวียดนาม) จาม กัมพูชา มาเลย์ พะโค (มอญ) และพม่า"

คำกล่าวข้างต้นเป็นคำกล่าวโดยทั่วไปที่กล่าวหรืออ้างโดยพวกชาตินิยมสุดโต่ง (Chauvinistic) ทศวรรษที่ 40 กระแสของงานเขียนเหล่านี้ซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการนั้น มีประเด็นสำคัญมากคือ การกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียไปให้ฝรั่งเศสสคืนมา" คนสุดโต่งบางคนเรียกร้องดินแดนลาวและกัมพูชาทั้งหมด ส่วนคนอื่นที่สงวนท่าทีเพียงแค่เรียกร้องให้การปรับปรุงขอบเขตตามแนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขงและการโอนพื้นที่เล็กๆ หลายแห่ง มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ของรัฐฉานหรือมาเลย์ เหตุผลก็ชัดเจน เพราะแม้อังกฤษต้องเผชิญการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก (ในช่วงสงครามโลกคัร้งที่ 2) แต่ยังคงแข็งแกร่ง ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่แตกแยกและพ่ายแพ้ นำโดยจอมพลเปแต็ง แห่งรัฐบาลวีชีหุ่นเชิดของนาซี และเนื่องจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะสนับสนุนการเรียกร้องของไทย เพื่อที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างไทยและฝรั่งเศส ไทยคิดว่าเยอรมนีจะกดดันให้วิชียอมจำนน เรื่องนี้พิสูจน์ได้ว่ามีบางคนอ้างว่าการอ้างดินแดนจากฝรั่งเศสเป็นแนวคิดแรกเริ่มมาจากญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาสนธิสัญญายกส่วนหนึ่งของอินโดจีนให้ไทย และญี่ปุ่นได้ยุยงให้เกิดการจลาจลเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้

ผู้นำสำคัญและองค์กรสำคัญในขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยในช่วงต้นทศวรรษ? 40 คือเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งอยู่เบื้องหลังและทำอย่างเปิดเผย ตัวหลักคือพลตรี หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งตอนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี และตอนนี้ก็กลับมาเป็นอีกครั้ง (ตอนนี้หมายถึงเวลาที่เขียนเอกสารนี้) เขาเป็นผู้นำและโฆษกของขบวนการนี้

หลวงวิจิตรวาทการถือว่าเป็นนักเขียนชั้นนำในขบวนการ ในบรรดาตำแหน่งต่างๆ ที่เขามีช่วงก่อนปี ค.ศ. 1941 คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อธิบดีกรมศิลปากร , เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา, ประธานคณะกรรมาธิการกิจการกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และผู้บรรยายวิชาประวัติศาสตร์การเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ต่อมาหลวงวิจิตรวาทการได้เป็นผู้นำพรรคธรรมาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมที่แข็งขันและผู้สนับสนุนที่แน่วแน่ต่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลวงวิจิตรวาทการได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี ค.ศ. 1951 แต่ถูกถอดจากคณะรัฐมนตรีในปี ค.ศ. 1952 เพราะกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการส่งออกข้าว ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1952 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดีย เขายังมีบทบาทในทางการเมืองอยู่ และอาจยังเป็นพวกขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยที่เหนียวแน่นเหมือนเดิม

M. Sivaram (นักข่าวและนักเขียนชาวอินเดียในศตวรรษที่ 20 ที่เป็นที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง) ผู้เขียนหนังสือ Mekong Clash and Far East Crisis (การปะทะกันที่แม่น้ำโขงและวิกฤตการตะวันออกไกล) เมื่อปี ค.ศ. 1941 ในรูปแบบเดียวกับหนังสือของวิชิต ยังได้เขียนงานอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหลายชิ้น เชื่อกันว่าขณะนี้เขาอยู่ในอินเดีย

ดิเรก ชัยนาม ผู้บรรยายเรื่องความเป็นไทยในหลายๆ ครั้งในปี ค.ศ. 1940 ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จากนั้นมา เขาได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน (ในปี ค.ศ. 1947) และในฐานะผู้แทนในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในปี ค.ศ.1948 เขาเป็นผู้นำในการพยายามยึดอำนาจของกองทัพเรือไทยที่ประสบกับความล้มเหลว แต่ข้อกล่าวหานี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ในปี ค.ศ. 1950 เขาเขียนบทความให้กับนิตยสารเสรีนิยมที่มีมุมมองที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน โดยใช้นามปากกาว่า ดัชนี ในปี ค.ศ. 1952 เขาได้จัดให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มเสรีไทยที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรีปรีดี ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1953 มีรายงานว่าเขาจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อบรรยายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและศาสนา และความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เป็นเวลา 8 เดือนไม่ทราบว่าเขามีบทบาทสำคัญในความเคลื่อนไหวของไทยในปัจจุบันมากเพียงใด

พล.ต.ประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นและยังคงเป็นเพื่อนสนิทและผู้สนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงครามอย่างแข็งขัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 จนกระทั่งการยุบเลิกเมื่อสิ้นสุดสงคราม ประยูรเป็นหัวหน้ากลุ่มยุวชนที่สนับสนุนชาตินิยมไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่สนับสนุนกลุ่มไทยนิยมตามแบบอย่างขบวนการยุวชนฮิตเลอร์ในเยอรมนี เขายังคงมีบทบาทอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย และในปี ค.ศ. 1952 เขาเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาเงินกู้จากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ยุวชน และสาขาของเด็กผู้หญิง คือ ยุวนารี ถูกยุบเลิกหลังสงคราม เนื่องจากขาดการสนับสนุนเพียงพอ ความพยายามฟื้นฟูจึงล้มเหลวในปี ค.ศ. 1948 เชื่อกันว่าอดีตสมาชิกกลุ่มนี้หลายคนอยู่ในกองทัพในปัจจุบัน

กลุ่มสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนการอ้างสิทธิเหนือฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1940 คือ กลุ่มเลือดไทย ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งที่สนับสนุนการยึดคืนประเทศลาวและกัมพูชาด้วยกำลัง กลุ่มนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ระหว่างสงคราม แต่กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในปี ค.ศ. 1946 ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับกิจกรรมปัจจุบันของกลุ่มนี้ หรือไม่ทราบว่ากลุ่มนี้ยังคงมีอยู่จริงหรือไม่

อาจมีกลุ่มอื่นๆ ที่เคยหรือปัจจุบันมีส่วนร่วมในกิจกรรมของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย แต่กลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ได้รับการเปิดเผยจากการวิจัย

II. ข้อบ่งชี้ถึงการมีอยู่ในปัจจุบันของขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
ปัจจุบันไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของขบวนการแพนไทยดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อดีตผู้นำของขบวนการซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในปี ค.ศ. 1940 ยังคงมีบทบาท พวกเขายังคงโดดเด่น บางคนมีอำนาจมากกว่าเดิม และไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าพวกเขาเปลี่ยนมุมมองของตนแล้วจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้นำขบวนการในปี ค.ศ. 1940 กลับมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลอีกครั้ง เขาและพวกพ้องถูกเรียกขานว่าเป็นชาตินิยมสุดโต่ง (ultra-nationalist) ชาตินิยมที่มองผูอื่นด้อยกว่า (chauvinstic) หรือพวกนักฉวยโอกาส (opportunist) ประจักษ์พยานสองประการของการฟื้นตัวที่เป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังใกล้จะเกิดขึ้นมาแล้ว นั่นคือ การเคลื่อนไหวของเวียดมินห์ในลาวและกัมพูชา และการจัดตั้งเขตปกครองตนเองของคนไทในมณฑลยูนนานทางตอนใต้โดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน

รายงานล่าสุดยังระบุถึงความเป็นไปได้ที่ขบวนการรัฐฉานอิสระจะเชื่อมโยงกับขบวนการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างทั้งสองขบวนการนี้ ขบวนการเรียกร้องเอกราชของรัฐฉานดูเหมือนจะมี 3 ฝ่าย โดยแผนการเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกเสนอต่อกลุ่มชาตินิยมจีน กลุ่มคอมมิวนิสต์จีน และผู้นำรัฐฉาน ….
(มาถึงตอนนี้รายงานของ CIA ถูกถมดำปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการเอกราชรัฐฉานและสถานการณ์ในพม่า หลังจากนี้จะเป็นปฏิกริยาของไทยเกี่ยวกับการสถาปนาเขตปกครองตนเองชนชาติไทในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจในตัวมันเอง และควรที่จะกล่าวถึงเป็นการเฉพาะต่อไป)

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม จากนิตยสาร Thailand Illustrated เดือนเมษายน พ.ศ. 2416

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...